***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรน์]
"พวกแม่งเอาจริงแฮะ"
ผมรู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะมีการบุกโจมตี
แต่ที่คาดไม่ถึงคือพวกมันจะกล้าลงมือทำจริง
การบุกโจมตีค่ายในครั้งนี้ คือฝีมือของกลุ่มคนที่ไม่พอใจและมีความแค้นต่อเผ่าอสูรกาย โดยมีชนเผ่าหมาป่ากับชนเผ่ากระต่ายที่เกลียดชังมากเป็นพิเศษเป็นหัวหอกในการโจมตี
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อวานตอนช่วงพักกลางวัน
พวกชนเผ่าหมาป่ากับชนเผ่ากระต่ายได้รวมตัวกัน แล้วมาชวนทุกคนให้ลุกขึ้นสู้
แผนการของพวกเขา คือการแอบลอบไปเปิดประตูหลักและปิดระบบป้องกันทั้งหมดจากข้างในค่าย ก่อนจะเริ่มโจมตีจากทั้งภายในและภายนอกพร้อมกัน
เป้าหมายของแผนการคือจับตัวเผ่าอสูรเป็นตัวประกัน พร้อมกับถล่มฐานทัพเพื่อแสดงอำนาจให้พวกมันได้เห็น ว่าอย่ามาทำตามใจชอบในแผ่นดินบ้านเกิดของพวกเรามากนัก
เป็นการสลักความหวาดกลัวและคำเตือนให้พวกมันได้รู้ว่าพวกเราอยู่ระดับเดียวกับพวกมัน
พวกเขาพูดอย่างมั่นใจว่ารู้วิธีทำลายแนวป้องกัน รู้จักโครงสร้างภายในฐานทัพที่ยังไม่เคยไปเยือน และมีอาวุธอันร้ายกาจของเผ่าอสูรกายในครอบครอง
ถึงจะไม่รู้ว่าใช้วิธีอะไรในการหาของแบบนั้นมา แต่เอาเป็นว่าพวกมันทำได้จริงอย่างที่ปากพูด
ดังนั้นจึงมีคนที่เข้าร่วมอุดมการณ์เป็นจำนวนมาก เพราะเห็นได้ถึงโอกาสกับชัยชนะ
แต่ผมที่เคยผ่านนรกของสงครามครั้งนั้นมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่ากองทัพของพวกอสูรกายน่ากลัวแค่ไหน
เจ้าพวกคนหนุ่มที่อายุเท่ากับผมซึ่งไม่เคยไปสนามรบในวันนั้น คงไม่รู้หรอกว่าพลังของพวกมันน่ากลัวขนาดไหน
ดังนั้นผมจึงรับปากแบบส่ง ๆ เพื่อรักษาสถานภาพตัวเอง และไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องใด ๆ กับการโจมตีครั้งนี้เด็ดขาด
เพราะไม่คิดว่าพวกเราจะได้รับชัยชนะกลับมาหรอก
อีกอย่าง…
ผมไม่อยากเป็นพวกเนรคุณที่กล้าทำร้ายคนที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้ครั้งหนึ่งด้วยละนะ
"เออ… จะเอายังไงดีละไพไรน์? "
"ไม่ต้องทำอะไรทั้งโพแทน พวกเราทำได้แค่รักษาจุดยืนเท่านั้น"
แม่สาวเสือมองหน้าผมทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางเพื่อนเผ่าอสูรกายด้วยความวิตกกังวล
ถ้าเลือกที่มากรักที่ชังแล้วเข้าไปช่วยพวกนั้น พวกเราจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทรยศต่อเผ่าเอาได้นะ
แต่ถ้าช่วยพวกกลุ่มต่อต้านอย่างโจ่งแจ้ง พวกเราก็อาจเสียสถานภาพของกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนไปเช่นกัน
ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อยนั้น การนิ่งเป็นกลางเอาไว้คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
จริงอยู่ว่านักเรียนเรียนแลกเปลี่ยนก็คือ [ตัวประกัน] ดี ๆ นี่เอง ซึ่งตอนแรกผมเกลียดคำนี้เข้าใส้ แต่ตอนนี้เริ่มชักชอบมันขึ้นมาแล้ว
เพราะมันทำให้พวกเรารู้จักเรื่องราวภายในของพวกอสูรกายมากขึ้น
ผมยังไม่อยากเสียตำแหน่งนี้ไป อีกอย่าง ผมยังต้องสืบข่าวของท่านพ่อจากพวกมันอยู่ด้วย
สรุปคือนิ่งเข้าไว้แล้ว พวกเราจะกำไรมากที่สุดนั่นเอง
ฟังดูเหมือนตัวเองฉลาดขึ้นมายังไงก็ไม่รู้แฮะ... ฮะ ฮะ ฮะ
"ไพไรน์… นายเยือกเย็นกว่าที่คิดอีกนะ"
"... นั่นสินะซุนไกท์"
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงกระโจนร่วมอยู่วงที่กำลังบุกเข้ามาแล้ว
เรา… เปลี่ยนไปมากเหมือนกันนะเนี่ย
***ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องควบคุมของฐานบัญชาการสำรวจภาคพื้นตะวันออก
"เปิดได้จริง ๆ ด้วย! "
สตรีเผ่ากระต่ายแสนน่ารักกลุ่มหนึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในห้องควบคุม
พวกเธอสวมชุดตัวบางสีสันสดใสที่เข้ากับสีขนซึ่งแตกต่างของทั้งแปดคน สวมกระโปรงระบายลูกไม้พริ้วไหวชวนทำให้ใจเต้น อีกทั้งยังมีใบหน้าและรูปร่างชวนน่าหลงไหล
พวกเธอไว้ผมยาวลากพื้นเหมือนกัน ใบหน้าเองก็คล้ายกันราวกับถอดแบบมา ที่แตกต่างจึงมีเพียงสีของผมกับสีขนของพวกเธอ
สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง และดำ
สีอันโดดเด่นราวกับเป็นการรวมตัวของวงไอดอลนี้ คือฝูงกระต่ายผู้น่ารักทั้งแปดคนที่ว่า
แต่สาวกระต่ายผู้น่ารักนั้น กลับกำลังท่วมไปด้วยเลือดสีแดงและสีดำของเผ่ามนุษย์กับเผ่ายักษ์
ซากศพของเหล่าบุรุษผู้โง่เขล่าซึ่งถูกความน่ารักของกระต่ายผู้อ่อนแอหลอกลวง กำลังนอนเป็นหุ่นไร้วิญญาณอยู่บนพื้นยางสีครีมอันเย็นเฉียบ
พวกเขาถูกรอยยิ้มจอมปลอมของพวกเธอล่อลวง ถูกความน่ารักสดใจขโมยหัวใจ แล้วถูกชักนำให้พาพวกเธอเข้ามาสู่ห้องควบคุมป้องกันที่ไม่ควรให้ใครย่างกราย ก่อนจะถูกเชือดคอสังหารจากข้างหลังอย่างไร้ความปรานี
[ทัวร์มาลีน] นั่นคือชื่อของพวกเธอทั้งแปดคน
พวกเธอคือศิษย์ทั้งแปดของผู้กล้าชนเผ่ากระต่าย [ควอร์ตไซต์]
ไม่มีชื่อ ไม่มีตัวตน ไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือด มีเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกกับหน้าตาที่เบังเอิญหมือนกันราวกับถอดแบบมา
แต่ที่มีใบหน้ากับรูปร่างคล้ายกันนั้น หาใช่เป็นความบังเอิญไม่
พวกเธอถูกเลือกอย่างจำเพาะเจาะจงด้วยรูปลักษณ์ที่ว่า จากบรรดาเด็กกําพร้าโดยผู้กล้าเผ่ากระต่าย [ควอร์ตไซต์]
ถูกเก็บมาเลี้ยงดูฝึกฝนเพื่อให้กลายเป็นผู้สืบทอดผู้กล้ารุ่นถัดไปโดยตัวเธอเอง
ดังนั้นแล้วตัวตนของผู้กล้าชนเผ่ากระต่าย [ควอร์ตไซต์] จึงเปรียบดั่งเสมือนเป็นมารดาที่เคารพรักยิ่งของพวกเธอ
“แผนดำเนินไปได้ด้วยดี เข้าสู่แผนการขั้นที่สองได้”
[นัมเบอร์วัน] กระต่ายขนสีม่วงผมยาวบรรจบพื้นได้เอยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
เธอคือหัวหน้าทีมของ [ทัวร์มาลีน]
กระต่ายสาววัยรุ่นทั้งแปดคนต่างถกกระโปรงตัวเองขึ้นสูง แล้วนำผลไม้สีเหลืองที่ซ่อนเอาไว้ใต้กระโปรงออกมากองอยู่บนพื้น
“พวกนี้คืออะไรหรือค่ะพี่ใหญ่? ”
“ไม่รู้เหมือนกัน เห็นพวกชนเผ่าหมาป่าบอกว่ามันคือ [ผลระเบิด] เป็นผลไม้ประหลาดจากทวีปของพวกอสูรกายที่สามารถใช้จุดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ได้นะ”
กระต่ายน้อยไร้เดียงสาทั้งแปดคนต่างยิ้มร่าให้กับพลังที่ตัวเองไม่รู้จัก
ไม่สิ มีคนหนึ่งที่ไม่ได้ยิ้มร่าไปกับแผนการนี้อยู่
เธอคือกระตายสีดำ [เอท]
เธอเป็นเป็นน้องคนเล็กสุดของกลุ่มที่อายุเพียง 15 ปี สูง 165 เซนติเมตร ใบหน้าอ่อนเยาว์สวยได้รูปน่ารัก ดวงตาโตน่าเอ็นดูไร้เดียงสา และมีผมยาวสีดำจรดพื้นทอประกายราวกับเป็นผืนผ้าไหมราคาแพง
น้องคนเล็กสุดที่มีนิสัยเยือกเย็นที่สุดในกลุ่ม [เอท]
“เคยทดลองใช้หรือยังคะพี่ใหญ่? ”
“...”
ไม่มีคำตอบให้กับคำถามของเธอ
เอทคิดว่าแผนการนี้ช่างบ้าบอสิ้นดี
ข้อมูลและอาวุธทุกอย่างถูกจัดหามาโดยชนเผ่าหนูซึ่งถูกตรีตราไปแล้ว ว่าเป็นพวกขี้ขลาดและทรยศต่อเผ่า
พวกชนเผ่าหนูอ้างว่าที่ตีสนิทกับเผ่าอสูรกายทั้งห้า ก็เพื่อแอบลักลอบขโมยอาวุธกับข้อมูลออกมาให้พวกเรา
คำถามคือพวกชนเผ่าหนูที่ขึ้นชื่อว่าเก่งเรื่องเอาตัวรอดจะเชื่อได้แค่ไหนกันเชียว?
ถ้าหากว่าสิ่งที่ถืออยู่นี้สร้างลูกไฟลูกใหญ่ตามที่ว่าไม่ได้ขึ้นมา ศัตรูก็จะสามารถกลับมายึดห้องควบคุมคืนไปได้
หรือถ้าข้อมูลแผนผังและข้อมูลวิธีการปิดระบบป้องกันซึ่งได้รับมาแต่แรกเป็นเรื่องโกหกละ?
แผนทุกอย่างจะล่มไม่เป็นท่า และทุกคนคงจะต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน
แต่กระนั้นทุกคนก็ยังเชื่อและไว้ใจอาวุธที่ไร้ที่มาเหล่านี้ซะอย่างงั้น โดยมีเพียงแค่ [เอท] คนเดียวที่คิดสงสัยในตัวของพวกชนเผ่าหนู
บางทีทุกคนคงถูกความแค้นและความโกรธบดบังจนดวงตามืดบอดไปแล้วกระมั้ง?
นั่นคือสิ่งที่เอทคิดอยู่ในใจอย่างเงียบ ๆ
“คู่มือบอกว่าให้แกะเปลือกออก แล้วนวดจนเข้าที่ หลังจากนั้นก็ต่อฉนวนแล้วสับสวิตซ์ลง”
เหล่ากระต่ายแปดสีเริ่มลงมือวางผลไม้ระเบิดสีเหลือง แล้วนวดมันเข้าด้วยกัน ก่อนจะต่อเข้ากับอุปกรณ์ตามที่คู่มือระบุเอาไว้
พวกเธอไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำระเบิดพลาสติก C4 อันลือชื่อของเผ่ามนุษย์อยู่
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงสายฟ้าคำรามดังลั่นออกมาจากข้างนอกอย่างต่อเนื่อง
ทั่วทั้งอาคารเกิดแสงไฟสีแดงสาดส่อง สัญญาณเสียงเตือนภัยกรีดร้องบาดหูดังลั่นต่อเนื่อง เป็นสภาพที่ทำให้พวกเธอเริ่มรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมา
ดูเหมือนว่ากองทัพปลดปล่อยของเผ่ามนุษย์สัตว์จะเริ่มปะทะกับทหารรักษาการของที่นี่แล้ว
“รีบหน่อย ก่อนที่จะมีศัตรูบุกเข้ามายึดห้องควบคุมกลับ! ”
พวกเธอทั้งแปดคนฉีกเสื้อกับกระโปรงของตัวเองจนขาดกระจุย แล้วกับวิ่งออกจากห้องสู่เส้นทางเดินด้วยน้ำตาที่นองท่วมใบหน้า
พวกเธอวิ่งไปในเส้นทางเดินอันคับแคบด้วยสภาพที่น่าอดสู่เช่นนั้น
“หยุดอยู่ตรงนั้น! พวกแกเป็น… พวกนักเรียนแลกเปลี่ยนหรือ? โจ๊ว~”
มีกลุ่มทหารเผ่าภูติดูขึงขังจำนวนยี่สิบคนกำลังบินเลียบพื้นสวนมาที่ช่องทางเดินนี้พอดี
“ทำไมถึงไม่ไปรวมกลุ่มกับทุกคนละ? โจ๊ว~”
ภูติเพศชายหัวล้านสูงหนึ่งเมตรและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ได้เข้าไปถามพวกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่เข้ากับใบหน้าที่ดุดันน่ากลัวนั้น
“ช่วยด้วยค่ะ มีคนเลวพยายามจับพวกหนูเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่อะไรสักอย่าง! โชคดีที่พวกหนูหาจังหวะหนีเอาตัวรอดมาได้ค่ะ! ”
เหล่ากระต่ายน้อยทั้งแปดบีบน้ำตา และแจ้งสถานการณ์ด้วยภาษาของพวกเธอ
น้ำเสียงของพวกเธอแตกพร่า ดูน่าสงสาร อ่อนแอ และชวนอยากให้พวกภูติน้อยอยากเข้าปกป้อง
เป็นการแสดงที่แม้แต่นักแสดงแนวหน้าของโลกยังต้องอับอายขายหน้าให้
“พวกแกสี่คนพาแม่กระต่ายน้อยไปที่ปลอดภัยซะ เดียวข้าจะพาคนไปยึดห้องควบคุมกลับมาเอง โจ๊ว~ ให้ตายสิ แม้แต่เผ่าเดียวกันยังทำได้ลงคอ พวกนี้มันคิดบ้าอะไรกันอยู่นะ โจ๊ว~”
ภูติหัวล้านหน้าเหี้ยมไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังก้าวไปสู่ขุมนรก
กลุ่มกระต่ายสาวทั้งแปดยังคงแกล้งร้องไห้ไปตลอดทางจนกระทั้งกลุ่มภูติหน้าเหี้ยมหายลับสายตาไป
มันเป็นเพียงชั่วพริบตาที่พวกเขาประมาทหันหลังให้พวกกระต่ายน้อยทั้งแปดคน
*ฉึบ*
เกิดเสียงลมตัดอากาศ
คมมีดสีขาวอันคมกริบพุ่งผ่านคอหอยเล็ก ๆ บอบบางของภูติทหารทั้งสี่คนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
เลือดสีใสพุ่งออกจากบาดแผลราวกับเป็นน้ำที่พุ่งออกจากสายฉีด
โลกทั้งใบของพวกเขาฉับพลันมืดบอด หนาวเหน็บไปทั่วร่าง ก่อนจะสิ้นความรู้สึกนึกคิดไปชั่วฟ้าดินสลาย
เหล่ากระต่ายน้อยนักฆ่าใช้เวลาเพียงสามวินาทีในการสังหารโหดภูติทหารทั้งสี่คนตรงหน้าเท่านั้น
“โชคดีที่มีจุดอ่อนไม่ต่างจากพวกเรา…”
สาวน้อยกระต่ายสีดำ [เอท] ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ภัยอันตรายที่สุดของนักฆ่าคือการที่ไม่สามารถสังหารศัตรูได้ภายในดาบเดียว
พวกเธอเรียนรู้จุดตายของสิ่งมีชีวิตมาแล้ว แต่พูดได้ยากว่าความรู้นั้นจะเอามาใช้กับเผ่าพันธุ์ของผู้รุกรานได้
ดังนั้นการลงมือโจมตีเมื่อกี้จึงทำให้เธอรู้สึกหวั่นใจมากทีเดียว
“แต่เพื่อความแน่ใจ...”
เอทเก็บมีดเล่มเล็กลงไปในกระเป๋า แล้วหยิบมีดพร้าขนาดใหญ่ออกมา
เธอง้างมันขึ้นสูง แล้วลงมือตัดคอพวกทหารภูติจนหลุดออกมาจากบ่าด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนจะใช้ขาที่เรียวบางแตะส่วนหัวนั้นจนกระเด็นออกไปไกล
“ตายสนิท”
เอทพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะวิ่งตามพรรคพวกของเธอออกไปจากอาคารนี้
และเมื่อก้าวเดินพ้นประตู พวกเธอก็สับสวิตซ์ระเบิดลงในทันที
“กรี๊ดดดด!? ”
พวกเธอกรีดเสียงอย่างตื่นตระหนก
เพราะว่าพริบตาที่สับสวิตซ์ระเบิด มันก็เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมกับมีแผ่นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง
ลูกเพลิงสีแดงฉานได้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะตามมาด้วยกลุ่มควันสีดำอันร้อนระอุลอยขึ้นสูง
ประดุจเป็นภาพความพิโรจน์ของเทพเจ้าที่สาปส่งลงมาสู่ผืนแผ่นดิน
“ได้ผล! พวกเรา… พวกเราทำสำเร็จ! ”
กระต่ายน้อยทั้งแปดคนต่างกระโดดตัวลอยด้วยความยินดีอีกครั้ง
ไม่สิ แค่เจ็ดคนต่างหาก
“... แย่ละสิ”
เอทไม่ได้กระโดดตัวลอยเหมือนพี่น้องของเธอ แต่กลับชักมีดและพร้าสีขาวของตนขึ้นมาถือเอาไว้คนละข้าง
พี่น้องต่างสายเลือดทั้งเจ็ดคนหันไปมองน้องเล็กด้วยความแปลกใจ แต่แล้วพวกเธอก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมเธอถึงพูดออกมาเช่นนั้น
ณ ลานกว้างที่ควรเต็มไปด้วยกองทัพของฝ่ายเธอเข้ามาควบคุมพื้นที่ กลับยังคงเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่สิบของผู้รุกรานที่พวกเธอชิงชัง
ส่วนกองทัพของพวกเธอนั้นอยู่ที่ไหนนะหรือ?
พวกเขาต่างกำลังต่อสู้อย่างบ้าคลั่งอยู่นอกรั้วประตูนั้น
ถึงจะมีอาวุธที่เรียกว่า [ปืน M16] แต่พวกเขาไม่รู้จักกลยุทธ์ในการใช้งาน ไม่รู้ว่ารูปขบวนทำการรบของหมู่ปืนเล็กคืออะไร ไม่รู้แม้กระทั้งวิธีเปลี่ยนลูกปืน หรือแม้แต่วิธีปลดเซฟตี้
สุดท้ายจึงกลายเป็นเพียงแค่กลุ่มก้อนของไก่ได้พลอยไปเท่านั้น
ผิดกับอีกฝ่ายที่ทราบถึงอำนาจของปืนเป็นอย่างดี และรู้ว่ามันเป็นอาวุธเบาที่ทำร้ายได้เพียงเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอ พวกเขาจึงส่งหน่วยเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มดอันแข็งแกร่งพร้อมเกราะกันกระสุนออกไปรับมือ
ผลลัพธ์คืออาวุธปืนที่พวกเขาถือได้กลายเป็นเพียงแค่ของเด็กเล่นแทบจะในทันที
ถึงจะได้รับบาดแผลเป็นรอยกระสุนปืน แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าผิวหนังประดุจเหล็กกล้าของนักรบเผ่ายักษ์ กระสุนขนาด 5.56 mm ก็เป็นได้เพียงแค่กระสุนเมล็ดถั่วเท่านั้น
หรือต่อให้โชคดียิงเข้าเป้าเผ่ามนุษย์มด แต่พลังชีวิตของมนุษย์มดนั้นสูงมากนัก จึงทำให้กระสุนเพียงนัดสองนัดไม่อาจหยุดพวกเขาเอาไว้ได้
เหล่าวัยรุ่นที่หวังอยากกอบกู้ดินแดนโดยไม่พึ่งพวกผู้ใหญ่ กำลังพบกับภาพของฝันร้ายที่พวกผู้ใหญ่เคยเจอเมื่อในวันนั้น
“สถานการณ์แย่กว่าที่คิดเสียอีก…”
เอทพึมพำพร้อมกับเบนสายตาไปทางกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เหมือนกับเธอ
หากเป็นตามแผนการเดิมนั้น พวกเขาจะต้องเริ่มก่อความวุ่นวายแล้ว
แต่พวกเขาไม่ต่อสู้ ไม่สิ ต้องบอกว่าต่อสู้ไม่ได้เพราะถูกจับตามองโดยพวกอาจารย์ที่ดูน่ากลัวเอาไว้ต่างหาก
ต่อให้มีระเบิดเมื่อกี้มาเบนความสนใจ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยสร้างช่องว่างขึ้นมาให้กับพวกเขาเลยแม้แต่น้อยนิด
“คิดว่าจะหลอกพวกเราได้หรือโจ๊ว~”
ซ้ำร้ายพวกเธอยังถูกกลุ่มคนที่คิดว่าตายไปแล้วมาล้อมจากด้านหลัง ตรงทางออกของอาคารที่พวกเธอพึ่งวิ่งออกมาเมื่อกี้นี้ด้วย
ภูติหัวล้านกับลูกน้องในชุดลายพรางสีดำ กำลังทำหน้าตาเหี้ยมเกรียมใส่กลุ่มสาววัยรุ่นกระต่ายทีดูไร้พิษภัย
ร่างกายของพวกเขาไร้รอยบาดแผลปรากฏให้เห็น
แต่ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยน้ำตาเพราะพึ่งสูญเสียพวกพ้องสี่คนที่ถูกพวกเธอสังหารไปเมื่อกี้
บางทีชายคนนี้คงจับความผิดปกติบางอย่างได้ เลยรีบหันหลังกลับตามพวกเธอออกมาก่อน
ทุกอย่างเริ่มไม่เป็นไปตามแผนการที่พวกเธอต้องการเสียแล้ว
“ทุกคนเตรียมบุกโจมตีสังหารพวกมัน! ”
กระต่ายสีม่วง [วัน] รีบออกคำสั่งกับพี่น้องของเธอ
“ไม่! พวกเราต้องรีบหนีเท่านั้น”
แต่เอทเห็นแย้งกับพี่ใหญ่ของเธอ
เพราะมันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพวกเธอกำลังพ่ายแพ้ในศึกนี้
เอทไม่เสียเวลาเถียงกับพี่ใหญ่ แล้วกระโดดสูงกว่าห้าเมตรไปทางทิศที่พวกนักเรียนกำลังต่อแถวเข้าไปหลบภัยในอาคาร
"เดียวซิเอท! โธเว้ย! ทุกคนตามน้องเล็กไป! "
พี่ใหญ่ [วัน] ไล่ตามเงาสีดำของน้องเล็กไปพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
กระต่ายทั้งเจ็ดกระโดดม้วนตัวจนเห็นเป็นเงารางสีรุ้ง โดยทิ้งระเบิดควันเป็นของฝากให้กับภูติหัวโล้น
"อย่ายิง เดียวโดนพวกนักเรียน! โจ๊ว! "
เขากรีดเสียงดังอย่างหัวเสียมากทีเดียว
ปืนรังสีในมือของทหารภูติไม่อาจยิงโจมตีได้ เพราะวิสัยทัศน์ที่พร่ามัวกับตำแหน่งที่ไม่เอื้ออำนวย
ถ้ายิงไปในตำแหน่งนี้ คงอาจถูกพวกนักเรียนที่พวกเขาต้องให้การปกป้องเป็นแน่แท้
" (ดีละ พวกมันไม่กล้าโจมตีจริง ๆ ด้วย) "
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามการคำนวณของเอท
ร่างของกระต่ายทั้งแปดได้กลายเป็นสายลมที่พัดผ่านสนาม และมุ่งสู่กลุ่มของนักเรียนรุ่นที่สิบทั้งสามร้อยชีวิตในอีกสามสิบวินาทีต่อมา
"พี่ใหญ่ค่ะ! "
"เข้าใจแล้วน้องเล็ก! "
ต่างฝ่ายต่างทราบถึงความต้องการของอีกฝ่ายในทันทีที่ปรายตามองประสานกัน
วิธีเดียวที่จะหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย คือการจับตัวประกันพ่วงติดไปเป็นหลักประกันความปลอดภัย
ดังนั้นกระต่ายสาวทั้งแปดคนจึงวิ่งแทรกเข้าไปในแถวของนักเรียนอย่างไม่ลังเล
"เห้ย! "
"ใครวิ่งแทรกเข้ามาวะ!? "
เกิดเสียงโวยวายที่ไม่พอใจของเหล่านักเรียนดังขึ้นไปทั่ว
ร่างของกระต่ายสาวได้กลายเป็นน้ำผึ้งหยอดเดียวที่ทำให้พวกนักเรียนเกิดความแตกตื่น
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เผยให้พวกเธอพบกับแสงสว่างที่เป็นหนทางรอด
คนที่เอาแต่เหมอลอยนั่งคิดเรื่อยเปื่อย
คนที่ตัวเล็กดูเฉื่อยชา
คนที่ดูอ่อนแอไร้พลัง
เผ่าภูติตัวเล็กสูงหนึ่งเมตรครึ่ง ผมสีเขียว สวมแว่น คนลักษณะที่ว่าซึ่งกำลังยืนอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตรจากพวกเธอ คือเป้าหมายอันเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นตัวประกันที่สุด
กระต่ายสาวทั้งแปดคนวิ่งเข้าหาเป้าหมายพร้อมกันโดยไม่จำเป็นต้องให้สัญญาณ
สามคนวิ่งกระแทกให้คนรอบข้างกระจายออก อีกสามคนปาระเบิดควันสร้างความสับสน และให้อีกสองคนคว้าร่างของเหยื่อเข้าสู่อ้อมกอด
พวกเธอประสานงานกันได้ยอดเยี่ยมโดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่สื่อสารใด ๆ เลย
"ดอง!? "
ร่างของเหยื่อถูกชกเข้าที่ท้องน้อยเต็มแรง ก่อนจะถูกอีกคนคว้ากดจุดบนร่างจนไร้ซึ่งแรงต่อต้าน
และเมื่อรู้ตัวอีกที พวกกระต่ายสาวทั้งแปดก็วิ่งผ่านแถวของนักเรียนไปสู่อีกฟาก พร้อมกับร่างของตัวประกันไปแล้ว
ซึ่งพวกเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวประกันที่ลักพาตัวมานี้ จะทำให้พวกเธอปวดหัวในภายหลังเป็นอย่างมาก
กับตัวประกันเผ่าภูติที่ชื่อว่า
[ลิลลี่ออฟซิเดียน]