เงื่อนไขของความลับ
อากาศยามค่ำคืนของดินแดนหลักนั้นไม่ได้หนาวเหน็บเท่ากับกลางคืนในโลกภายนอกมันยังอบอุ่นและให้ความรู้สึกที่เย็นสบายเป็นที่สุด
ยิ่งนั่งอยู่ข้างแม่น้ำยิ่งให้ความรู้สึกที่สดชื่นและชวนให้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศที่แสนงดงามของราตรีที่อาบด้วยแสงจันทร์
ทว่าเวลานี้สีหน้าของกัสไม่ได้มีความรู้สึกเป็นสุขอยู่เลยมันมีเพียงความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของเขา
สายตาที่จับจ้องไปยังน้าสาวในอ้อมแขนนั้นดูอ่อนโยนเป็นพิเศษแต่ก็ดูราวกับกำลังรู้สึกผิดต่อหญิงสาวที่แสนงดงามในอ้อมแขนและในเวลาเดียวกันนั้นก็รู้สึกคาดหวังว่าน้าสาวที่แสนงดงามคนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เขาสามารถไว้ใจได้
กัสเฝ้ารออยู่นานเกือบ2 ชั่วโมงเต็มกว่าซีต้าจะเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาของเธอสั่นไหวหัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นราวกับนึกถึงความทรงจำที่เลวร้ายขึ้นมาได้ก่อนที่ดวงตาจะเปิดกว้างขึ้นด้วยความตระหนก
วินาทีที่ซีต้ามองเห็นใบหน้าของหลานชายความหวาดกลัวที่เริ่มจะจางหายก็ประดังขึ้นมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่ดุดันอำมหิตเล็บมือที่ยืดยาวจนแหลมคมไม่ต่างอะไรจากมีดดาบถูกแทงเข้าใส่ใบหน้าของกัสด้วยความเร็วสูงสุด
ทว่าพริบตาเดียวกันนั้นหัวใจของซีต้าก็สั่นกระตุกเมื่อเธอพบว่าหลานชายที่น่าสงสัยของเธอนั้นไม่ตอบสนองต่อการโจมตีของเธอเลยเขาไม่แม้กระทั่งกะพริบตาด้วยซ้ำหากแต่มองดูเธอที่อยู่ในอ้อมแขนด้วยดวงตาที่โศกเศร้าจนทำให้มือของซีต้าถูกหยุดเอาไว้ในระยะห่างเพียงแค่เส้นผม
“เจ้า..เจ้าเป็นใครกันแน่”
“ข้าคือกัสโทนีย่า เลโอลอว์ ดิ อันดูวเดธ หลานชายของท่านบุตรชายของเลโอลอว์ และไนน์เทลผู้เป็นพี่สาวของท่าน”
สีหน้าของซีต้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง เธอลังเลใจและสับสน หวาดกลัวและโหยหามันมีความรู้สึกที่แตกต่างกันมากมายอัดแน่นอยู่ในใจ
เธอรู้สึกแปลกๆกับหลานชายที่อยู่ตรงหน้าแต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าและดวงตาที่โศกเศร้านี้มากยิ่งกว่าสิ่งใด
โดยเฉพาะดวงตาที่โศกเศร้าของกัสดวงตาของหลานชายที่มักจะตรงเข้ามาซบอกของเธอแล้วร้องไห้ยามที่มีปัญหาคาใจ
การเกิดมาในสภาพที่ผิดแปลกจากพี่น้องนั้นทำให้วัยเด็กของกัสมีเรื่องโศกเศร้ามากมายโดยเฉพาะส่วนที่ถูกเรียกว่าการกลายพันธุ์ที่ทำให้ตัวเขากลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่แปลกแยกซึ่งกว่าตัวเขาจะสามารถหลอมละลายความรู้สึกนี้ทิ้งไปได้ก็ใช้เวลานานทีเดียว
และคนที่ช่วยให้กัสหลอมละลายความรู้สึกและผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้หนึ่งในนั้นก็คือน้าสาวที่เป็นถึงปรมาจารย์ผู้รักษาผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสายพันธุ์ต่างๆเป็นอย่างดี
เธอให้ความรู้กับเขาในวัยเด็กสอนให้เขารู้ว่าการกลายพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่แปลกแยกสอนให้เขาเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกไปจนถึงวิวัฒนาการของสายเลือดและบอกให้เขารู้ว่าการที่เขากลายพันธุ์ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย
แต่มันเป็นความพิเศษของตัวเขาที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นเพียงเท่านั้น
ฝ่ามือที่เปรียบได้กับคมดาบค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มลงทีละน้อย เล็บมือที่แหลมคมหดกลับเข้าไปอย่างช้าๆก่อนที่ฝ่ามือที่บอบบางจะสัมผัสเข้ากับใบหน้าของกัส
“เจ้าคือหลานชายของข้าจริงๆ”
แม้จะไม่สามารถหาเหตุผลใดๆ มาปฏิเสธคำพูดประโยคนี้ของกัสได้ทว่าซีต้าก็ไม่อาจทำใจเชื่อได้เช่นกันกัสในตอนนี้มีบางสิ่งที่แตกต่างจากกัสที่เธอรู้จัก
โดยเฉพาะแรงกดดันที่น่าตระหนกนั่นมันเกินกว่าที่เด็กหนุ่มเช่นเขาจะมีได้ไหนจะพลังวิญญาณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายนั่นอีกสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวก็ทำให้เธอเชื่อไม่ลงแล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ทว่าเธอกลับเชื่อเชื่อในดวงตาที่แสนคุ้นเคย ดวงตาที่น่าสงสารของหลานชายที่รักยิ่งของเธอดวงตาของเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
“ครับ..หลานชายของท่าน ที่ชอบหน้าอกใหญ่ๆ ของท่านที่สุด”
รอยยิ้มของกัสนั้นอ่อนโยนเป็นพิเศษ แต่มันก็แฝงไว้ด้วยเลศนัยบางอย่างที่ทำให้ใบหน้าของซีต้าแดงก่ำขึ้นมาในทันที
คำพูดนี้หากเปลี่ยนเป็นสมัยก่อนเธอคงยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วกดใบหน้าของหลานชายตัวน้อยลงกับหน้าอกคู่งามที่เธอภาคภูมิใจไปแล้ว
ทว่าตอนนี้คำพูดนี้ในเวลานี้กลับทำให้เธอเขินอายจนหน้าแดงก่ำราวกับเด็กสาววัยแรกรุ่นที่ถูกบุรุษที่รักชอบเกี้ยวพาราสีก็ไม่ปาน
ใบหน้าที่ซีดขาวของซีต้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงในอึดใจและในช่วงเวลานั้นเองที่เธอรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นกำลังอยู่ในสภาพที่น่าอายขนาดไหนจนต้องดิ้นรนลุกขึ้นมานั่งด้วยความรู้สึกขัดเขินและประหม่า
กัสเองก็ไม่ได้รั้งเอาไว้เขาพยุงแผ่นหลังของน้าสาวอย่างเบามือแล้วช่วยให้เธอลุกขึ้นมานั่งได้อย่างมั่นคงจากนั้นจึงยิ้มออกมาบางๆด้วยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิด
บรรยากาศโดยรอบเหมือนกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะทุกเสียงเงียบหายไปจนเหลือเพียงเสียงของสายน้ำที่ไหลริน ดวงตาของทั้งสองสบมองกันแน่นิ่งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
อารมณ์เป็นร้อยเป็นพันไหลผ่านดวงตาของทั้งคู่ไปในชั่วพริบตาก่อนที่ซีต้าจะถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วมองหน้ากัสอีกครั้งด้วยดวงตาที่ดุดันราวกับน้าสาวที่แสนเข้มงวด
เมื่อดวงตาของซีต้าเปลี่ยนเป็นดวงตาที่ดุดันแต่คุ้นเคยหัวใจของกัสก็ผ่อนคลายราวกับก้อนหินที่หนักอึ้งในใจของเขาถูกโยนทิ้งไปได้ในที่สุด
“เจ้านี่มัน..ร้ายนักนะ!”
“ข้าขอโทษครับท่านน้า..แต่ข้าไม่มีวิธีอื่นจริงๆ”
ใบหน้าของซีต้าสั่นกระตุกเบาๆ ในใจนึกอยากจะทุบตีหลานชายคนนี้สักหลายรอบแต่เมื่อเห็นสีหน้าหงอยเหงาของกัสแล้ว หัวใจของหญิงสาวก็อ่อนยวบลง
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กัส..เจ้ายังเป็นหลานชายที่ข้ารู้จักใช่ไหมแล้วทำไม..พลังวิญญาณของเจ้าจึงกลายเป็นแบบนี้”
กัสนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เพราะไม่รู้ว่าเขาจะตอบคำถามนี้ได้ยังไงจะอธิบายออกมาแบบไหนให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด
ซีต้าเองก็ไม่ได้เร่งกัสแต่อย่างใดเธอนั่งคอยอย่างสงบรอคอยจนกระทั่งกัสเงยหน้าขึ้นมาและตอบคำถามด้วยคำพูดที่ทำให้เธอประหลาดใจ
“ท่านน้ารู้จักเวทมนตร์สายกาลเวลาไหมครับ”
“เวทมนตร์สายกาลเวลา..นั่นเป็นเวทมนตร์ที่น่าทึ่งมากและมีน้อยคนที่สามารถฝึกฝนและใช้งานมันได้จริงเจ้าพูดเรื่องนี้ทำไมหรือเจ้าจะบอกว่า..เจ้าสำเร็จเวทมนตร์ชนิดนี้และย้อนเวลากลับมาจากอนาคต”
คำพูดประโยคนี้ของซีต้าเป็นเพียงคำพูดลอยๆที่พูดออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจเล็กๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังอะไรแต่เมื่อเธอเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของกัส ใบหน้าของหญิงสาวก็นิ่งค้างไปดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกราวกับพบเจอเรื่องที่เหนือความคาดหมายที่สุด
แต่ในขณะเดียวกันนั้นซีต้าก็ตระหนักว่ามันสมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก
ทั้งแปลงผักของกัสทั้งเรื่องที่เขาเปลี่ยนไป ข้อมูลที่ไม่น่าจะมีคนรู้ ไปจนถึงทักษะต่างๆที่ดูดีเกินกว่าที่เด็กหนุ่มอย่างกัสจะมีได้
“ไม่จริงน่า..นี่เรื่องจริงงั้นหรือ..”
กัสไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทว่าความเงียบของเขาก็มีค่ามากยิ่งกว่าการตอบรับใดๆมันเป็นเครื่องมือยืนยันที่ชัดเจนที่สุดถึงคำตอบที่เขาไม่อาจบอกออกมาได้เพราะไม่ว่าจะอธิบายยังไงก็เป็นไปได้ยากที่จะทำให้ใครสักคนเชื่อ
ทว่าในโลกใบนี้มีเวทมนตร์อยู่นับล้านๆชนิดมันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเวทมนตร์ที่ทำให้สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้
เพียงแต่เวทมนตร์พวกนั้นมันเป็นสิ่งที่มีเพียงเทพเจ้าเท่านั้นที่จะครอบครองได้คนธรรมดาไม่มีวันที่จะคิดหรือฝันถึงได้เลยว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีโอกาสได้ย้อนเวลากลับไปด้วยเวทมนตร์พวกนั้น
“เจ้าใช้เวทมนตร์กาลเวลาได้!!”
“ข้าทำไม่ได้ครับ..”
“ว่าไงนะ!!แล้วที่เจ้าบอกข้า..นี่..นี่เจ้ากำลังเล่นตลกอะไรอยู่กันแน่!!”
ซีต้าเริ่มจะเดือดขึ้นมาแล้ว ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นจนอารมณ์แปรปรวนไปหมดเธอสับสนมึนงง คาดหวังและผิดหวัง ความรู้สึกต่างๆ นานาประดังเข้ามาจนทำให้หัวสมองของเธอหมุนเป็นวงจนคิดอะไรไม่ออกแถมยังควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้
ช่วงเวลานั้นเรือนร่างที่บอบบางของเธอก็ถูกกัสดึงเข้าไปกอดแน่นใบหน้าของเธอฝังเข้าไปในหน้าอกที่กำยำและอบอุ่นของหลานชายก่อนที่ความรู้สึกทั้งหมดจะค่อยๆสงบลงด้วยเสียงหัวใจที่เต้นอย่างมั่นคงภายในหน้าอกของกัส
“ใจเย็นลงบ้างหรือยังครับ”
ใบหน้าของซีต้าแดงขึ้นมาอีกเล็กน้อยดวงตาของเธอสั่นไหวขึ้นมาชั่วขณะก่อนจะหลับตาพริ้มลงด้วยความพึงพอใจในอ้อมกอดที่แข็งแกร่งนี้จนเริ่มรู้สึกว่าอยากจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ทว่าเสียงเรียกของกัสก็ได้ดับความฝันของเธอลงและทำให้ใบหน้าของซีต้าแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านน้าครับ..ถ้าท่านน้ายังไม่ยอมลืมตาขึ้นมาละก็ข้าจะตีก้นท่านนะ”
“เจ้ากล้า!!”
น้าสาวดีดตัวออกมาในทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำส่วนกัสนั้นเขายิ้มออกมาอย่างมีความสุขเพราะคำพูดประโยคนี้มันเป็นคำพูดที่น้าสาวของเขาชอบใช้กับตัวเขาในสมัยก่อน
การที่เขาสามารถนำมันมาใช้ได้มันทำให้เขาคิดถึงอดีตของเขาคิดถึงช่วงเวลาที่เขากับน้าสนิทกันมากที่สุด
เมื่อเห็นสีหน้าและรอยยิ้มของกัสรวมไปถึงคำพูดที่แสนจะคุ้นเคยซีต้าก็ยอมรับในที่สุดว่าเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาคนนี้คือหลานชายตัวน้อยของเธอจริงๆหลานชายที่ชอบหน้าอกของเธอมากๆ จนซบไม่ยอมปล่อยที่ทำให้เธอต้องขู่ว่าจะตีก้นเขา
ทว่าตอนนี้กลับเป็นเธอเสียเองที่ถูกขู่ทั้งยังเป็นฝ่ายซบอกของหลานชายที่หล่อเหลาคนนี้แทนเสียได้
แค่คิดถึงบรรยากาศที่น่าอายเมื่อครู่ความรู้สึกของซีต้าก็เหมือนกับระเบิดใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาในทันทีจนทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนเป็นค้อนวงหนึ่งจากน้าสาวที่ดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
“ข้าใช้เวทมนตร์แบบนั้นไม่ได้หรอกครับท่านน้า..แต่ถ้าพูดถึงการย้อนเวลา..มันอาจจะเกิดขึ้นกับตัวข้าจริงๆ”
“เจ้าหมายความว่ายังไงเจ้าจะบอกว่ามีใครบางคนส่งเจ้ากลับมางั้นหรือ..แล้วคนคนนั้นคือใครกัน! แล้วส่งเจ้ากลับมาทำไม!!”
สีหน้าของกัสดูแย่มากเขาบอกอะไรไม่ได้เลยเพราะขนาดตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาย้อนเวลากลับมาเพื่ออะไรกันแน่
“ข้าไม่รู้..ไม่รู้จริงๆข้ารู้เพียงแค่ว่าโอกาสที่สองนี้ข้าจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับคนสำคัญของข้าเด็ดขาด!!”
คำตอบที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้ซีต้านิ่งไปเธอสับสนและตื่นตระหนกขึ้นมาแล้ว บรรยากาศของกัสเปลี่ยนไปสีหน้าของเขาดูเจ็บปวดและคับแค้นใจมากจนทำให้เธอตัวสั่น
แต่ว่าก่อนที่ซีต้าจะได้พูดหรือทำอะไรความรู้สึกเหล่านั้นก็สูญสลายไปและกลายเป็นรอยยิ้มที่เจือไปด้วยคำขอโทษแทน
“ข้าขอโทษครับท่านน้า..แต่นี่..อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ข้าบอกท่านได้อีก 4 ปี ต่อจากนี้มันอาจจะมีหายนะเกิดขึ้นกับดันเจี้ยนแห่งนี้..ไม่สิมันอาจจะเกิดขึ้นกับทวีปทั้งทวีปเลยก็เป็นได้”
คำพูดนี้ได้ทำให้ความสับสนทั้งหมดความสงสัยทุกอย่างของซีต้าปลิวหายไปจนหมดสิ้นในทันที
สีหน้าของกัสน้ำเสียงของเขา รวมไปถึงแววตาที่จริงจังของเขาสามสิ่งนี้บอกให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้โกหกเมื่อรวมกับกลิ่นอายของความตายที่น่าสะพรึงกลัวรวมไปถึงแรงกดดันที่น่าหวาดกลัวนั้นซีต้าก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหลานชายของเธอก่อนที่เขาจะย้อนเวลากลับมา
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กัส มันมีอะไรเกิดขึ้นใน 4ปีข้างหน้า”
“ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนักแต่รู้ว่ามันจะเกิดหายนะที่ลุกลามไปทั่วทั้งทวีป..แต่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรและเป็นยังไงบ้างข้าไม่ทราบจริงๆ”
ในชีวิตก่อนสิ่งที่เขาพบเจอมีเพียงความอดอยากเท่านั้นเขารู้เพียงแค่ว่าในดันเจี้ยนแห่งนี้จะเกิดหายนะแห่งความอดอยาก ราคาของสิ่งต่างๆที่ขายในดันเจี้ยนเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า พืชผักไม่เติบโต ดวงอาทิตย์อ่อนแสงสภาพอากาศแปรปรวนแม้กระทั่งดินแดนหลักที่ควรจะสงบสุขที่สุดก็ยังเกิดมรสุมขึ้นได้
ทว่าหายนะที่แท้จริงซึ่งเขาพูดถึงนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยนแต่เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างเมืองแห่งดันเจี้ยนต่างหาก
สงครามครั้งใหญ่ระหว่างดินแดนต่างๆการก่อตั้งอาณาจักรใหม่ไปจนถึงการล่มสลายของตระกูลใหญ่น้อยซึ่งหายนะในครั้งนั้นตระกูลอันดูวเดธที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาโดยตลอดก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในสงครามครั้งนั้นด้วยเช่นกัน
ส่วนสาเหตุของการเข้าร่วมนั้นกัสไม่ทราบแต่ก็ได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับความเสียหายที่ตระกูลได้รับจนจำต้องเข้าร่วมสงครามอย่างเลี่ยงไม่ได้
กัสค่อยๆใช้เวลาที่ยาวนานของราตรีเล่าสิ่งที่เขารู้ให้น้าสาวของเขาฟังทีละอย่างๆจนทำให้ใบหน้าของน้าสาวซีดขาวลงทีละน้อย
“เรื่องใหญ่แบบนี้ทำไมเจ้าถึงได้พยายามปกปิดมันละ..ทำไมไม่บอกให้ตระกูลทราบ!!”
คำถามนี้ทำให้ใบหน้าของกัสบิดเบี้ยวไปรอยยิ้มเต็มฝืนของเขาทำให้คำพูดที่กำลังจะออกมาเพิ่มของซีต้าหยุดลง
“บอกไปแล้วใครจะเชื่อครับ เด็กอายุ 13 อย่างข้าพูดไปแล้วใครจะเชื่อ”
เมื่อถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อาจตอบได้นี้ซีต้าก็หมดสิ้นคำพูดไปในทันทีเธอยอมรับว่าคำพูดของกัสนั้นมีเหตุผล คำพูดของเด็กอายุ 13 คนหนึ่งจะมีใครเชื่อยังไม่นับโทษของเขาอีก
บางทีหากพูดออกมาอาจจะถูกตัดสินใจว่ามีอาการป่วยทางประสาทจากการช๊อคในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นผู้ป่วยที่ต้องรักษาหรืออาจจะถูกมองว่ากลายเป็นบ้าไปก็เป็นได้
ในสภาพนั้นไม่ต้องพูดถึงความพยายามใดๆเลยบางทีกัสอาจจะถูกกักตัวเพื่อรักษาอยู่ในตระกูลก็ได้ซึ่งการทำแบบนั้นเขาอาจจะอยู่รอดต่อไปได้
แต่กัสคงไม่มีโอกาสใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น
“แล้วทำไม..ทำไมเจ้าถึงได้..”
“ทำไมถึงได้ใช้ชีวิตอยู่ในดันเจี้ยนอย่างมีความสุขนะหรือครับ..”
ช่วงเวลานั้นสีหน้าของกัสสงบนิ่งมาก รอยยิ้มน้อยๆปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเรื่องที่พูดออกมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องโกหกก็ไม่ปาน
“แล้วข้ามีเหตุผลอะไรที่จะมีความสุขไม่ได้ละครับในเมื่อหายนะยังไม่เกิดขึ้นมาสักหน่อย..หากข้าทำตัวไม่มีความสุขและทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา..มันจะทำให้ข้าเปลี่ยนแปลงอนาคตได้หรือครับมันจะทำให้ทุกคนหนีรอดจากหายนะไปได้จริงๆ หรือ”
แต่ละคำถามที่ส่งออกมาล้วนทิ่มตรงเข้าสู่ประเด็นสำคัญอย่างคาดไม่ถึงขนาดซีต้าที่คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์ชีวิตที่มากมาย ยังตกตะลึงต่อคำพูดประโยคนี้ของกัส
คำพูดนี้ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความทุกข์ทรมานที่เขาเคยได้รับและตระหนักว่ากัสนั้นเข้าใจความทุกข์ได้ดีจนน่ากลัว
เพราะเข้าใจมันได้ดีเขาจึงสามารถรับมือกับมันได้เป็นอย่างดีไม่จมอยู่ในความทุกข์ ไม่แบกรับมันเอาไว้ตลอดเวลาจนทำให้ตัวเองทุกข์ตรมและไม่พยายามดิ้นรนอย่างไรจุดหมาย
หากแต่พยายามใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อไม่ให้หายนะนั้นเกิดขึ้นมาอีกครั้งอย่างสุดความสามารถ
ซีต้าได้แต่มองดูหลานชายของเธอด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งชื่นชม ทั้งนับถือและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน
“น่าเสียดายจริงๆ..หลานชายที่รักของข้าเติบโตขึ้นขนาดนี้แล้วหรือนี่”
“แล้วไม่ดีหรือครับ..ที่ข้าโตพอจนกลายเป็นคนที่เหมาะสมกับท่านแบบนี้”
ในขณะที่พูดกัสก็ยิ้มออกมาพร้อมกันเดินเข้าไปหาน้าสาวของเขาจากนั้นก็ยื่นมือออกไปโอบเอวที่คอดกิ่วของน้าสาวเข้ามาแนบชิดกับตัวของเขา
ใบหน้าของซีต้าแดงก่ำขึ้นมาในทันทีเธอพยายามที่จะต่อต้าน พยายามใช้แขนของเธอผลักดันกัสออกไปทว่าเธอกลับรู้สึกว่าไม่อาจออกแรงได้อย่างเต็มที่เพราะหัวใจดวงน้อยที่เต้นระรัวอยู่ในอก
“กัส..เจ้าจะทำอะไร..”
“ไม่ใช่ว่าท่านน้าเองก็แอบหวังอยู่หรือครับ..”
พูดจบกัสก็ก้มหน้าลงอย่างช้าๆ จนใบหน้าของเขาแทบจะสัมผัสกับใบหน้าของน้าสาวลมหายใจของเขาเร่งร้อนขึ้นทีละน้อยเมื่อสูดได้กลิ่นกายที่หอมหวานและเผ็ดร้อนของน้าสาวกลิ่นอายที่เผ็ดร้อนนี้ช่วยกระตุ้นความต้องการของเขาให้รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
ใบหน้าของซีต้าเองก็แดงขึ้นเรื่อยๆพละกำลังของเธอหดหายไปอย่างช้าๆ จนไม่เหลือแรงกายแรงใจที่จะต่อต้านโดยเฉพาะใบหน้าที่เหมือนกับเลโอลอว์รักแรกของเธออย่างมาก
แต่ที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวอ่อนระทวยลงมากที่สุดกลับเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักที่เร่าร้อนของกัสที่มองตรงเข้าไปในดวงตาของเธอ
“จำได้ไหมครับท่านน้า..ที่ข้าบอกว่ามีเงื่อนไขบางอย่างถ้าท่านอยากจะรู้ความลับของข้า..ซึ่งท่านก็ตอบตกลงแล้ว..”
“ง..เงื่อนไข..อะไร”
รอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นทีละน้อยความหมายบางอย่างที่แฝงไว้ในรอยยิ้มฉายชัดอยู่ในดวงตาโดยไม่จำเป็นที่ต้องอธิบายอะไรอีก
ความเร่าร้อนนี้ความต้องการนี้ ไปจนถึงความสัมผัสที่แนบชิดจนเกินกว่าคำว่าน้าหลาน
“ข้านะจะบอกความลับนี้ให้กับผู้หญิงของข้าเท่านั้น..ในเมื่อท่านน้าทราบแล้ว..ท่านน้าก็ต้องเป็นของข้า..”
“กัส! อุ๊บ!!”
พริบตาที่ซีต้าคิดจะปฏิเสธกัสก็ลงมือปิดปากของน้าสาวด้วยริมฝีปากของเขาไปก่อนแล้วทำให้เสียงร้องที่ดังออกมาดังก้องอยู่ในลำคอของหญิงสาวก่อนที่มันจะกลายเป็นเสียงครวญครางที่อ่อนแรงจากรสจูบที่วาบหวาน