หลังจากเหยียนจื่อชิงจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าเจี่ยนซื่อค่อยๆ เลือนหาย ไช่หมอมอด้านข้างเห็นท่าทีของนางจึงปลอบว่า “ฮูหยินอย่าได้เสียใจไปเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรคุณชายรองกับคุณหนูรองก็เป็นลูกแม่เดียวกัน”
“ข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไร เพียงแต่ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้างเท่านั้น”
ยามนั้นนางแต่งเข้าตระกูลเหยียนมาหลายปีกลับไม่มีทายาทสักคน แม้ความรักที่เหยียนลี่ว์มีต่อตนเองจะไม่น้อย ทว่าสุดท้ายคำนินทายังเล่าลือออกไป จวบจนเติ้งซื่อบ้านรองคลอดบุตรชายคนแรก แม่สามียิ่งรังเกียจนางกว่าเดิม ระหว่างคนทั้งสองจึงมีเหมยอี๋เหนียงแทรกกลางเข้ามา
ตอนนั้นเพราะเรื่องของเหมยอี๋เหนียง นางเกือบจะตัดสัมพันธ์หย่าขาดจากเขา ทว่าตระกูลบัณฑิตซึ่งถือเรื่องขนบธรรมเนียมยิ่งนักอย่างตระกูลเจี่ยนจะยอมรับบุตรสาวที่หย่าร้างได้อย่างไร สุดท้ายนางจึงต้องกล้ำกลืนโทสะลงพร้อมกับสะกดกลั้นความรู้สึกรักหลงอันร้อนแรงของวัยหนุ่มสาวลงไปด้วย
...สำหรับนาง เหยียนลี่ว์เป็นเพียงสามีตามฐานะ ไม่ใช่คนรักที่เคยสาบานว่าจะรักกันชั่วชีวิตอีกแล้ว
“ถ่ายทอดคำสั่งให้เหยียนฉิง กักบริเวณนางแล้วกัน! จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าให้รำคาญใจอีก”
“เจ้าค่ะ”
แม้เด็กสาวในห้องหอกล่าววาจาไม่รู้ความจะไม่ได้รับการลงโทษสถานหนัก ทว่าหากฮูหยินต้องการลงโทษย่อมหาความผิดได้มากมาย การลงโทษสถานเบาเช่นนี้จึงไม่สะเทือนแม้แต่น้อย เห็นชัดว่าเมื่อครู่คุณชายรองส่งผลต่อเรื่องนี้อย่างมาก
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายได้รับการเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮูหยินมาเกือบหกเจ็ดปี ฮูหยินรักษาหน้าให้เขาย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพียงแต่ภายภาคหน้าหวังว่าคุณชายรองจะเข้าใจเรื่องราวกระจ่างแจ้ง
เรื่องเหยียนฉิงถูกกักบริเวณไม่ใช่ความลับอะไร เมื่อสาวใช้ศาลาลั่วเสวี่ยได้ยินข่าวจึงรีบมารายงานเหยียนจื่อม่อทันที เดิมทีคิดว่าเจ้านายจะตื่นเต้นยินดี ทว่ากลับเห็นเพียงเด็กสาวเอนร่างพิงข้างเตียงอย่างเกียจคร้าน ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดทั้งสิ้น
“ออกไปได้!”
นางคาดไว้อยู่แล้วว่าเหยียนฉิงจะถูกลงโทษ จึงย่อมไม่มีอะไรให้ยินดี แต่นึกไม่ถึงว่าแค่กักบริเวณเท่านั้น คล้ายว่าตนยังดูแคลนความสำคัญของเหยียนจื่อชิงในใจของเจี่ยนซื่อเกินไป
เหยียนจื่อม่อรอจนสาวใช้ออกไปแล้ว ถึงค่อยเหลียวมองไปทางเจี่ยวเย่ว์ “ฝั่งบ้านจางเป็นอย่างไรบ้าง เด็กนั่นไม่ได้มาหลายวันแล้ว!”
ขณะนางพูด มุมปากยังเม้มแน่นจนเห็นเป็นเส้นจางๆ ตอนแรกเห็นชัดว่าจางซิ่วตกหลุมพรางแล้ว ทว่าระยะนี้อีกฝ่ายกลับมาที่จวนผิงซีโหวน้อยลงทุกที
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ่าวไม่ทราบแน่ชัด แต่ได้ยินมาว่าช่วงนี้สองพี่น้องบ้านจางถูกทวงหนี้อยู่ตลอดเจ้าค่ะ”
“อ้อ!”
อันที่จริงตอนแรกเจี่ยนซื่อไม่คิดจะให้คนบ้านจางมีอิสระเป็นของตนเอง เพราะต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาทำเรื่องเสื่อมเสียมาถึงม่อเอ๋อร์ ทว่าเหยียนจื่อม่อกลับไม่ใช่คนยึดถือในกฎระเบียบมากนัก หากไม่มีคนบ้านจาง นางจะทำให้เหยียนจื่อหลิงทนทุกข์ได้อย่างไรเล่า
...เหยียนจื่อม่อถึงได้ให้เศษเงินและเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี ให้พวกเขาซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ได้เผยความละโมบโลภมากที่ซุกซ่อนไว้ ล่อให้พวกเขาเกิดความปรารถนายากจะเติมเต็ม
“จับตาดูต่อไป”
นางพลิกกายกล่าวกับเจี่ยวเย่ว์เบาๆ ก่อนร่างเล็กจะล้มตัวลงบนเตียงไม้แดงหลังใหญ่ บรรยากาศดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวอยู่บ้าง ตัดกับสิ่งของอย่างดีที่ถูกจัดประดับตกแต่งไว้เต็มห้อง
เจี่ยวเย่ว์เพิ่งเดินออกมา หลิวฮวาซึ่งยืนอยู่นอกห้องพลันเข้ามาหา น้ำเสียงบ่งบอกความอิจฉาอยู่ในที “คุณหนูช่างดีกับเจ้าจริงๆ เรื่องสำคัญเหล่านี้ล้วนมอบให้เจ้าทำเสียหมด”
“คุณหนูดีกับทุกคนนั่นละ ไม่ต่างกันหรอก”
ยามกล่าวคำพูดนี้นางหยุดไปครู่หนึ่ง ความจริงตัวนางไม่ทราบว่าเหตุใดคุณหนูจึงไม่ชอบหน้าหลิวฮวานัก พวกนางเติบโตมาด้วยกันแต่เล็ก ย่อมทราบว่าต่อหน้าเจ้านายทั้งหลายอีกฝ่ายประจบเอาใจอย่างไรบ้าง ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณหนูกลับเหมือนจะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง
หลิวฮวาได้ยินคำพูดโกหกพกลมขัดกับสิ่งที่เห็นได้ชัด มุมปากพลันกระตุกยิกๆ จากนั้นแค่นเสียงเย็นแล้วหันกายจากไป เจี่ยวเย่ว์มองตามแผ่นหลังร่างนั้นพลางส่ายหน้าเบาๆ
แค่สาวใช้คนหนึ่ง แต่วางท่ากับตนเสียยิ่งกว่าเจ้านายอีก สมน้ำหน้าแล้วที่ไม่ได้รับความสำคัญ!