"ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะให้เจียงจืออวี๋ลงแข่งนี่นา"
"ไม่ใช่ว่าเธอฝึกทั้งวิถียุทธ์พลังเลือดและวิชาควบคุมสัตว์อสูรควบคู่กันไปหรอกเหรอ?"
"อีกอย่าง ตามที่ตาแก่เฉียนบอกมาสัตว์อสูรของเธอตัวนั้นยกระดับเลือดมังกรระดับสี่ไปแล้วแถมยังใช้อิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดได้แล้วด้วยถ้ารวมกับค่าพลังเลือดระดับแม่ทัพอสูร..."
"ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ ต่อให้ไปอยู่ในคณะควบคุมสัตว์อสูรก็ถือว่าเป็นตัวท็อปยืนหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือไง?"
"ถ้าเราให้แค่สัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋ออกแข่งแทนพวกคุณคิดว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้มากแค่ไหน?"
คำพูดของอธิการบดีทำเอาคณบดีจี้และคณบดีหลี่ถึงกับอึ้งไปเลย
เรื่องบางอย่างพวกเขาก็ไม่รู้จริงๆ อย่างเรื่องที่ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงถึงระดับแม่ทัพอสูรแล้วรวมถึงเรื่องเลือดมังกรระดับสี่และอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดนั่นด้วย
ตัวเลือกจัดเต็มขนาดนี้ถ้าไปอยู่กับนักศึกษาคนอื่นในคณะควบคุมสัตว์อสูรคงดันให้กลายเป็นยอดอัจฉริยะที่สูสีกับเจียงจืออวี๋ได้ในพริบตาแน่ ๆ
ในขณะที่นักศึกษาปีหนึ่งคนอื่นๆ ยังวนเวียนอยู่กับค่าพลังเลือดสี่ถึงห้าพันแต้มความแข็งแกร่งและศักยภาพของไป๋ฉางเซิงก็ถือเป็นการทิ้งห่างแบบคนละชั้นไปแล้ว
เพียงแต่ก่อนหน้านี้โดนรัศมีของเจียงจืออวี๋กลบเอาไว้ทุกคนเลยเผลอคิดไปเองว่าไป๋ฉางเซิงเป็นแค่ตัวเสริมของเธอเท่านั้น
แต่พอลองดึงไป๋ฉางเซิงออกมาพิจารณาเดี่ยวๆ พวกเขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่า งูเกล็ดขาวที่พวกเขาเคยมองข้ามตัวนี้ดูเหมือนจะมีพรสวรรค์ที่เหนือชั้นสุด ๆ เหมือนกัน
ไม่สิ...มีเลือดมังกรระดับสี่คอยหนุนแบบนี้ จะเรียกว่างูเกล็ดขาวไม่ได้แล้ว ต้องเรียกว่า‘มังกรเกล็ดขาว’ ถึงจะถูก!
แต่เดี๋ยวก่อน...ในเมื่อไป๋ฉางเซิงเก่งกาจขนาดนี้ทำไมก่อนหน้านี้พวกเขาถึงไม่ระแคะระคายข่าวเลยสักนิด?
ทั้งสองคนสบตากันแค่แวบเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
การที่ข่าวนี้ถูกปิดเงียบจนแม้แต่พวกเขายังไม่รู้เรื่องก็ต้องเป็นฝีมือตาแก่เฉียนที่เล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ...ไม่ต้องใช้สมองคิดก็เดาได้
'เวรเอ๊ย เกือบโดนตาแก่เฉียนชิงโชว์เหนือตัดหน้าซะแล้ว!'
คณบดีจี้และคณบดีหลี่แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกโชคดีที่ครั้งนี้อธิการบดีเรียกพวกเขามาพบไม่อย่างนั้นฝั่งตาแก่เฉียนคงแอบงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้แน่ ๆ
และในระหว่างที่กำลังอึ้งอยู่นั้นพวกเขาก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ในการส่งไป๋ฉางเซิงเข้าประลอง
จะว่าไปพออธิการบดีสะกิดแบบนี้ โอกาสที่จะคว้าแชมป์ก็ดูจะสูงมากจริง ๆ
ลำพังแค่องค์ประกอบระดับนี้ของไป๋ฉางเซิงก็พอจะทิ้งห่างนักศึกษาปีหนึ่งคนอื่น ๆ ไปไกลลิบแล้ว
อืม...อย่างน้อยก็ในสุ่ยมู่ล่ะนะส่วนสถานการณ์เด็กใหม่ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้แห่งอื่นในปีนี้ต่อให้เป็นพวกเขาก็ยังไม่มีข้อมูลแบบเจาะลึก
แต่ไม่ต้องคิดก็รู้ในเมื่อทั้งสามสถาบันกล้าจับมือกันผลักดันการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกในครั้งนี้ก็ต้องมีของดีซ่อนอยู่แน่ ๆ
ไม่อย่างนั้นจะดันทุรังทำไปทำไม?เพื่อเอาเงินไปแจกมหาวิทยาลัยอื่นเหรอ? หรืออยากขายหน้าโชว์ให้คนทั้งโลกดู?
จะว่าไปก็เป็นเพราะช่วงหลายปีมานี้สถานการณ์การรับนักศึกษาของสุ่ยมู่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่สิบกว่าปีมานี้มีแค่หลี่ฉางหมิงคนเดียวที่พอเชิดหน้าชูตาได้ตอนนี้เพิ่งจะมีเจียงจืออวี๋เพิ่มมาอีกคนแต่เธอก็ดันยุ่งอยู่กับการสร้างทะเลปราณแห่งที่สองจนลงแข่งไม่ได้
ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ต้องมานั่งลำบากใจขนาดนี้
เวลาที่มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาแค่คนเดียวที่พอจะเอาไปอวดใครได้ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนคนรุมเยาะเย้ย
"ถ้าสิ่งที่ท่านอธิการบดีพูดมาเป็นความจริงทั้งหมดการส่งสัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋ออกแข่ง ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมมาก"
"อย่างน้อย ๆ ก็คงไม่โดนมหาวิทยาลัยสายต่อสู้อีกสามแห่งขยี้จนยับเยิน"
พอพูดถึงเรื่องนี้คณบดีจี้และคณบดีหลี่ต่างก็รู้สึกจนใจอยู่เหมือนกัน
พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้วไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการของนักศึกษาหรือคุณภาพของคณาจารย์ก็ล้วนจัดสิ่งที่ดีที่สุดให้ถึงขนาดคอยย้ำกับบรรดาอาจารย์อยู่เสมอว่าต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปั้นเด็กและสอนให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละคน
แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือช่องว่างระหว่างยอดอัจฉริยะกับอัจฉริยะระดับท็อปบ่อยครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ความพยายามจะชดเชยกันได้
การพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัดของเจียงจืออวี๋ถือเป็นเรื่องน่ายินดีแต่มันกลับยิ่งทิ้งห่างจากนักศึกษาคนอื่น ๆ จนทำให้พวกเขาก็อดร้อนใจไม่ได้
ยังดีที่เจียงจืออวี๋ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้ว
เพราะตั้งแต่เจียงจืออวี๋เข้ามาความกระตือรือร้นในการฝึกฝนของนักศึกษาปีหนึ่งยันปีสองก็พุ่งสูงปรี๊ดกว่ารุ่นก่อนๆ มาก
นี่แหละคือเหตุผลที่พวกเขาแย่งชิงตัวเจียงจืออวี๋กันตั้งแต่แรกเพื่อให้เธอมาเป็น 'ปลาดุก' ที่คอยว่ายกระตุ้นฝูงปลาตัวอื่น ๆ นั่นเอง
"ในเมื่อพวกคุณมองว่าไม่มีปัญหา งั้นก็ตกลงตามนี้"
"พวกคุณไปคุยกับเจียงจืออวี๋เรื่องนี้ซะ ส่วนรายชื่อผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆพวกคุณก็จัดการเอาเองเลย"
"ตามธรรมเนียมเดิม การประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกปีนี้จะจัดขึ้นที่สุ่ยมู่ส่วนเรื่องเวลา ฉันจะไปตกลงกับทางนั้นอีกที"
"เบื้องต้นกำหนดไว้เป็นอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงฉันจะแจ้งให้ทราบ"
อีกสองสัปดาห์เหรอ?ถึงเวลาจะกระชั้นชิดไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะไม่ได้มีการเตรียมการอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
เมื่อเทียบกับเรื่องเวลาแล้วสิ่งที่พวกเขากังวลมากกว่าคือสถานที่จัดงาน
การพ่ายแพ้ในปีก่อนๆ ยังพอทำใจได้ เพราะยังอ้างได้ว่าไปแข่งในฐานะทีมเยือนแต่ปีนี้จัดขึ้นที่อาณาจักรเทียนเฉา แถมยังจัดในรั้วสุ่ยมู่เองถ้ายังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันอีก ก็คงไม่มีหน้าไปสู้หน้าใครแล้ว
เมื่อฟังคำของอธิการบดีทั้งสองคนต่างก็รู้ดีว่าเรื่องนี้เปรียบเสมือนลูกธนูง้างสายแล้ว ไม่ยิงก็ไม่ได้ไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจหรือไม่การเลือกสุ่ยมู่เป็นสถานที่จัดงานก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราขอตัวก่อนนะครับท่านอธิการบดี"
คณบดีจี้และคณบดีหลี่มองหน้ากันพลางประสานมือคารวะพร้อมกัน
อธิการบดีไม่ได้ติดใจเรื่องคำพูดของทั้งคู่ก่อนหน้านี้เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนออกไปได้
"นายไปติวเข้มแบบเร่งด่วนให้หลี่ฉางหมิงก่อนแข่งด้วยล่ะ"
"ต่อให้คว้าแชมป์กลุ่มปีสี่มาไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องรักษาตำแหน่งรองแชมป์เอาไว้ให้ได้"
"ส่วนฉันจะไปหาเจียงจืออวี๋ อธิบายเรื่องนี้ให้เธอฟังแล้วถือโอกาสทดสอบฝีมือเจ้ามังกรเกล็ดขาวตัวนั้นด้วยเลย"
คณบดีจี้เอ่ยขึ้นซึ่งตรงกับความคิดของคณบดีหลี่พอดี
"จัดที่สุ่ยมู่นี่... กดดันชะมัด"
อธิการบดีไม่ได้บอกอันดับที่คาดหวังออกมาตรงๆ เพราะไม่อยากกดดัน แต่พวกเขาสองคนกลับรู้สึกกดดันจนแทบจะแบกรับไม่ไหว
ในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งหนึ่งจะมีเหรียญรางวัลทั้งหมดสิบสองเหรียญ แบ่งเป็นสี่ทอง สี่เงิน สี่ทองแดงในแผนของทั้งคู่ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรักษาเหรียญเงินไว้ให้ได้สักสองเหรียญถึงจะพอทำให้พวกเขาไม่โดนรุมด่าจนยับเยิน
ส่วนที่เหลือก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของดวงแล้ว
สิ่งที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คือการเคี่ยวเข็ญเหล่า 'เมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะ'ด้วยการฝึกแบบพิเศษพร้อมกับรวบรวมข้อมูลนักศึกษาคู่แข่งจากอีกสามสถาบันมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากทั้งคู่แยกย้ายกันคณบดีจี้ก็ไปหาเจียงจืออวี๋ที่กำลังนั่งปิกนิกอยู่กับซินซวงและจางสิงเขาเริ่มต้นด้วยการถามไถ่ถึงความคืบหน้าในการฝึกฝนของเธอ
ถ้าเจียงจืออวี๋สามารถเปิดทะเลปราณแห่งที่สองได้สำเร็จก่อนเริ่มแข่งก็คงเป็นเรื่องดีที่สุด เมื่อถึงเวลานั้น เป้าหมายของเขาคงไม่ใช่แค่เหรียญเงินแต่จะเป็นเหรียญทอง!
แต่น่าเสียดายที่เจียงจืออวี๋ยังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะเปิดทะเลปราณแห่งที่สองได้สมบูรณ์ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น การแข่งก็คงจบไปแล้ว
เมื่อไม่มีทางเลือกคณบดีจี้จึงทำได้เพียงเบนความสนใจไปที่ไป๋ฉางเซิง
ในตอนนี้รูปลักษณ์ของไป๋ฉางเซิงเปลี่ยนไปจากตอนเข้าเรียนใหม่ ๆ อย่างมหาศาล
ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์โดยรวมจะดูน่าเกรงขามขึ้นเรื่อยๆ แต่ 'เค้าโครงมังกร' ก็ยังปรากฏชัดเจนถ้าไม่นับเรื่องที่ยังไม่มีกรงเล็บมังกรงอกออกมาก็แทบไม่มีเค้าเดิมของงูเกล็ดขาวหลงเหลืออยู่เลย
โดยเฉพาะพลังเลือดที่แผ่ออกมาเผลอ ๆ ยังดูสูงกว่าซินซวงและจางสิงที่เป็นนักศึกษาปีสองซะด้วยซ้ำ
มองแค่แวบเดียวคณบดีจี้ก็รู้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของไป๋ฉางเซิงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดแต่ถึงอย่างนั้น... ทุกอย่างก็ต้องผ่านการทดสอบดูจริง ๆ ถึงจะรู้ผล