@สนามบินสุวรรณภูมิ
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง //กึก… กึก…// ก่อนจะหยุดลงที่หน้าร้านกาแฟมุมหนึ่งของสนามบินสุวรรณภูมิ
พัดชาหยุดยืนอยู่ตรงนั้น สะบัดปลายผมเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามชายหนุ่มร่างสูงที่มองเธอมานานแล้วตั้งแต่หน้าประตู
อีวานนั่งไขว่ห้างอยู่กับกาแฟแก้วโปรดตรงหน้า
เขาสวมสูทสีเข้มไว้ลวก ๆ ชายเสื้อเชิ้ตแง้มเล็กน้อยเผยให้เห็นช่วงกล้ามหน้าอกที่ตึงแน่นอย่างไม่ตั้งใจ ดูเซ็กซี่ มาดแมน และดุดันอยู่ในที
และเมื่อเทียบกับสายตาคมเข้มที่กำลังจ้องมาที่พัดชาอย่างเอาเรื่อง จนเธอรู้สึกขนลุกเกลียวไปหมด
“ต้องขนาดนี้เลยเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจปนเอ็นดูในความแต่งตัวเซ็กซี่แซ่บพริกสิบเม็ดของเธอ
ดวงตาคมไล่มองเธอตั้งแต่ส้นสูงรัดข้อไปจนถึงชุดเดรสรัดรูปสีเข้มที่เน้นอวดช่วงเอวคอดและสะโพกอวบน่ามอง
“คุณจะทำให้คนทั้งสนามบินมองตามเลยรึไง หืม?”
เขาถามเสียงเรียบแต่ติดตำหนิ ดวงตาไล่มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสำรวจและวิเคราะห์
ฉันรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร เดรสรัดรูปสีเข้ม เว้าตรงช่วงเอวอวดโชว์เอวคอดผ่านรูที่เจาะมาให้ของชุดแค่ชุดนี้ก็ทำให้ฉันดูโดดเด่นในหมู่ผู้คนแถวๆ นี้แล้ว
ยังไม่รวมถึงเมคอัพที่ฉันตั้งใจแต่งแบบจัดจ้านนิด ๆ ให้ดูสวยเฉี่ยวกว่าปกติหลายเท่า
“ฉันดูข้อมูลลูกค้าที่อราจะไปพบวันนี้ที่เชียงใหม่ไว้แล้วค่ะ” ฉันตอบอย่างมั่นใจ
“เขาชอบผู้หญิงหุ่นดี หน้าตาดี แล้วก็… แต่งตัวดี” ฉันหันไปสบตาเขา ส่งยิ้มบาง ๆ ที่จงใจให้ดูเหมือนหยอกล้อ
“ฉันแต่งแบบนี้ จะได้ช่วยให้คุณคุยงานง่ายขึ้นไงคะ ท่านประธาน”
“คุณทำเพื่อผมอย่างงั้นหรอ พัดชา?”
เขาโน้มตัวมาทางฉันเล็กน้อยเพื่อกระซิบเสียงเบากับฉันแค่สองคน สายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นยังคงตรึงฉันไว้กับที่
“ทั้งแต่งหน้าจัด แถมใส่ชุดเซ็กซี่ยั่วกันแต่เช้าแบบนี้ แล้วถ้าผมคุยงานไม่รู้เรื่อง จะทำยังไงดีล่ะ?”
ฉันยักไหล่เบา ๆ มองเขาตอบกลับแบบไม่ลดราวาศอก
“ก็โทษตัวเองสิคะ ที่คุณดันมองฉันมากกว่าคู่ค้าของตัวเองที่กำลังคุยงานกัน”
ฉันเห็นเขาหลุดหัวเราะนิด ๆ ริมฝีปากหยักนั่นยกยิ้มอย่างอดไม่อยู่ แต่มือเขากลับยกขึ้นแตะคางอย่างมีจังหวะ
เหมือนกำลังคิดอะไรลึก ๆ อยู่ในหัว แต่ไม่ยอมพูดออกมา คงจะกำลังคิดอะไนแผลงๆ มาแกล้งฉันแน่ๆ
เราบินเฟิร์สคลาสที่นั่งใครที่นั่งมันใช่ไหมนะ ไม่เครื่องขึ้นเครื่องที่มีเฟิร์สคลาสมาก่อนซะด้วยสิเคยเห็นแต่ในทีวีว่ามันค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว
“งั้นก็ขึ้นเครื่องให้ไวเถอะ” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ แต่แววตายังจ้องมองฉัน
“หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉัน ‘เสียสมาธิ’ ระหว่างประชุมมากกว่านี้นะ”
ฉันหัวเราะเบา ๆ ขณะขยับขาไขว่ห้างอย่างจงใจให้เขาเห็นขาอ่อนสวยๆ ของฉัน รู้ดีว่าเขามองตามท่าทางทุกอย่างของฉัน เหมือนคนที่พยายามไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังหลงฉันอยู่
รู้แหละว่าฉันค่อนข้างจะหลงตัวเอง แต่ฉันว่าเขาค่อนข้างที่จะแพ้ทางฉันมากๆ เลยนะ
@บริษัทแห่งหนึ่งในเชียงใหม่
ฉันก้าวเข้ามาในห้องประชุมของพวกเขาพร้อมกับคุณอีวาน แสงแดดยามสายลอดผ่านกระจกบานใหญ่ ส่องให้ภายในห้องดูโปร่งสบาย แต่บรรยากาศกลับเริ่มตึงเครียดนิด ๆ ตั้งแต่เริ่มฉันนั่งลงข้างๆ คุณอีวาน
ลูกค้าที่เรามาพบวันนี้คือคุณทศนักลงทุนใหญ่จากสายอสังหาฯ ที่ทั้งมีเงิน มีเครือข่าย และมีรสนิยมเฉพาะตัว
เขาทักทายประธานอีวานแค่พอเป็นพิธี ก่อนจะหันมาทางฉันด้วยแววตาไม่ปิดบังความสนใจเลยแม้แต่น้อย
“นี่พนักงานใหม่เหรอครับคุณอีวาน? สวยไม่เบาเลยนะครับ”
เขาพูดพร้อมกับยิ้มกว้างจนน่าอึดอัดส่งมาทางฉัน ฉันจึงยกยิ้มทางธุรกิจสุดประทับใจส่งกลับไปทางเขา ขณะที่สายตาเขาไล่สายตาตั้งแต่หน้า ลงไปถึงต้นขาของฉันอย่างไม่ปิดบังเลยซักนิด
“ถ้าเธอเป็นคนดูแลโปรเจคนี้ ผมว่าคุยกันได้สบายเลยครับ”
ฉันรู้สึกได้ทันทีว่าคุณอีวานเกร็งไปนิดหนึ่ง แม้เขาจะยังนั่งพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางสบาย ๆ อยู่ก็ตาม
แต่ฉันก็แอบเห็นนิ้วเขาที่เคาะบนแฟ้มเอกสารเบา ๆ เปลี่ยนจังหวะเร็วขึ้นชั่วครู่ราวกับว่ากำลังแอบไม่พอใจเท่าไรนัก
“เธอชื่อพัดชาครับเลขาส่วนตัวของผมเอง”
อีวานเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ น้ำเสียงเหมือนจะสุภาพ แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงแรงอะไรบางอย่างที่ฉันเองก็จับได้ว่าเขากำลังหวงนิดๆ
“สวัสดีค่ะ ฉันพัดชาเป็นเลขาส่วนตัวของคุณอีวานค่ะ”
คุณทศก็ยังไม่ยอมเลิกจ้องฉันง่าย ๆ เขามองจ้องอย่างยาวนานจนฉันเองเริ่มรู้สึกเขินอายขึ้นมาแล้วในตอนนี้
“แล้วคุณพัดชาพอจะว่างไหมครับหลังประชุมจบ ผมพอมีร้านกาแฟน่าสนใจอยากแนะนำ…”
ยังไม่ทันเขาพูดจบ อีวานก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับไอเบา ๆ สองครั้งเพื่อขัดจังหวะ
“เอ่อ ขอโทษครับคุณทศ เราเข้าเรื่องโปรเจคกันเลยดีกว่า พอดีตอนเย็นผมกับเธอยังมีนัดลูกค้าต่ออีกราย” แน่นอนว่าไม่มีลูกค้าต่อหรอกแต่ว่าเขาปฏิเสธให้ฉันอย่างกลายๆ ว่าหลังจากนี้ฉันไม่ว่าง
คุณอีวานเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แล้วเลื่อนมันไปทางลูกค้าอย่างไม่อ้อมค้อม
“ไอเดียที่เราเตรียมมา เชื่อว่าจะตรงกับสิ่งที่คุณกำลังมองหา”
น้ำเสียงเขานิ่ง แต่ดวงตากลับไม่ได้นิ่งตาม ฉันหันไปมองเขานิด ๆ พลางเม้มปากกลั้นยิ้ม
เพราะฉันรู้ดี…ว่าเขาไม่ใช่แค่พยายามดึงลูกค้ากลับมาโฟกัสเรื่องงาน เขากำลังดึงฉันกลับมาด้วยอีกคน
เขาพยายามดึงสายตาของคนอื่นออกไปจากตัวฉันอย่างเต็มที่จนดูน่าเอ็นดูเลยทีเดียว
หลังจากประชุมเสร็จ ฉันเดินออกมาจากห้องก่อนเขาเพียงนิดเดียว แอบเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เห็นว่าเขายังคงไม่ค่อยพูดอะไรตั้งแต่ลุกจากโต๊ะประชุม
ท่าทางนิ่งๆ แบบนี้ของเขา ฉันเดาได้เลยว่าไม่พอใจ และไม่ใช่เพราะเรื่องงานแน่ๆ
ฉันเลยแกล้งยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วเอ่ยเสียงเบาๆ พอให้เขาได้ยินแค่คนเดียว
“ฉันก็แค่ทำงานนี่คะ ประธานอีวาน”
เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยหันมาสบตาฉัน แววตานิ่งๆ นั้นมีอะไรบางอย่างไหววูบขึ้นมา
“ทำงาน?” เขาทวนเสียงต่ำ “แล้วคุณแต่งตัวจัด ๆ แบบนั้น เพื่อใครล่ะ?”
ฉันหัวเราะในลำคอ
“ก็เพื่อให้คุณคุยงานง่ายขึ้นไงคะ ฉันบอกแล้วนี่”
ฉันขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด จนปลายผมสีน้ำตาลเข้มปัดแก้มเขาเบา ๆ ตอนที่ฉันกระซิบชิดใบหูของเขา
“หรือ…คุณหวง?”
แวบหนึ่ง ฉันเห็นมุมปากเขายกยิ้มขึ้น
มือหนาเอื้อมมาจับต้นแขนฉันเบา ๆ แล้วออกแรงน้อย ๆ พาฉันเบี่ยงตัวไปยืนพิงกำแพงข้างห้องประชุม
เสียงฝีเท้าของคนอื่นๆ รวมไปถึงคุณทศยังคงเดินผ่านไปมาอยู่ไม่ไกล แต่มือเขาที่แนบอยู่ตรงเอวฉันนั้นกลับร้อนระอุไม่ได้กลัวว่าคุณทศจะหันมาเห็นเลยซักนิด
“ผมไม่ชอบให้ใครมองของ ของผม” เขากระซิบช้าๆ ชิดริมฝีปากของฉัน เสียงทุ้มนั่นทำให้ท้องฉันไหววูบ
“แล้วถ้าคุณจะท้าทายกันต่อ ก็เตรียมตัวให้ดีว่าผมจะจัดการม้าพยศแบบคุณยังไง”
ฉันกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ พยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอแกล้งทำเป็นไม่กลัวที่เขาขู่