ดวงตาอันงดงามคู่นั้นจ้องมองอุทัยอยู่เนิ่นนาน เปลวอัคคีโชติช่วงห่อหุ้มร่างกายอยู่โดยรอบ เส้นผมสีชมพูประกายเรืองรองพลิ้วไหวสะบัด
“มะ .. แม่ ...” เสียงใสไพเราะดั่งระฆังดวงน้อย
“???” อุทัยสะดุ้งโหยง ทำหน้างงงวย
ดังลูกนกน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดมา จะมีสัญชาตญาณจดจำสิ่งมีชีวิตตัวแรกที่มันพบเจอ .. ว่านั่นเป็นผู้ที่ให้กำเนิดชีวิตแก่มัน
“หิว หิว ..” เสียงของเด็กปักษาอัคคีที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่
อุทัยยืนอึ้งไม่รู้ต้องทำเช่นไร ไม่รู้สิ่งใดดลใจให้มันยื่นสองมือออก แล้วโคจรปราณ ‘เทวะแท้จริง’ สีพลอยชมพูสดใสระยิบแผ่เข้าสู่เปลวอัคคีตรงหน้า
พลังปราณ ‘เทวะแท้จริง’ ถูกดูดรั้งเข้าไปภายในร่างกายเด็กปักษาอัคคีนั้น .. นางหลับตาพริ้มราวกำลังดูดดื่มอาหารมื้อแรก เปลวอัคคีรอบกายโชติช่วงสว่างกว่าเดิม
ผ่านไปสิบนาทีเด็กปักษาอัคคีก็หลับตาก้มหน้า เหมือนว่านางดื่มกินจนอิ่มหนำแล้ว ชั่วครู่ใหญ่เปลวอัคคีแผดเผาจึงสงบลง
ร่างกายเด็กหญิงนอนแนบพื้นถ้ำ นางหลับใหลในท่าคุดคู้เช่นเดิม อุทัยเห็นดังนั้นจึงนำผ้าห่มมาคลุมกายเปลือยเปล่าล่อนจ้อนของนางไว้
อุทัยปาดเหงื่อบนหน้าผากร่างกายรู้สึกเบาหวิว มันเสียพลังให้เด็กหญิงนั้นบริโภคไปไม่น้อย
“แปลกประหลาดอย่างยิ่ง เหตุใดนางถึงกำเนิดขึ้นมาได้ใหม่ นางใช่ .. ญานิน ญาดา เด็กน้อยทั้งสองหรือไม่” อุทัยกล่าวถามราชิต
“เด็กทั้งสองคือจิตวิญญาณของสัตว์เทวะ .. ดวงจิตปักษาอัคคีในร่างกายมนุษย์” ราชิตกล่าว
“ท่านหมายความว่า .. พวกนางมิใช่มนุษย์อย่างเรา!!!” อุทัยทำหน้างุนงง
“ย่อมต้องเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์เพียงแค่ร่างกายเท่านั้น” ราชิตตอบ
“แล้วปักษาอัคคี คือสิ่งใด .. ท่านลุง ..” เจ้าธรรมกล่าวถามอย่างสงสัย ถึงแม้จะเหนื่อยล้าแต่เรื่องราวที่ตรงหน้าทำมันอดถามไม่ได้
ราชิตนั่งหลับตาเล่าว่า
“ปักษาอัคคี คือสัตว์เทวะในตำนาน ..”
“กล่าวกันว่ามีชีวิตเป็นอมตะ ลักษณะเป็นวิหคตัวโตกว่านกอินทรี ขนเป็นสีแดงเพลิงมีจะงอยที่หัว มีหางยาวงดงามดังเปลวอัคคี กินสายลม สายหมอก และแสงแดดเป็นอาหาร”
“วิหคนี้สามารถปลดปล่อยอัคคีธาตุบริสุทธิ์ เป็นพลังชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ มีอายุยืนยาวนับพันปี เมื่อตกตายจะเกิดอัคคีขึ้นมาเผาไหม้ร่างกายจนเป็นเถ้าธุลี และจะกำเนิดชีวิตใหม่ขึ้นจากเถ้าธุลีนั้น”
“ตามตำนานยังกล่าวว่า วิหคชนิดนี้ยังมียังมีเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพิภพสวรรค์ เรียกว่า ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ ...”
“นับเป็นหนึ่งในตำนาน ‘ห้าสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์’ มีอิทธิฤทธิ์เกินกว่ามนุษย์เช่นเราจะเข้าใจ”
อุทัยกล่าวถาม “เหตุใดดวงจิตจึงมาอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้ .. ช่างแปลกยิ่ง ..”
ราชิตออกความเห็น “ต้องไปถามสมาพันธ์ปักษาเทวาแล้ว .. อาจเป็นสิ่งวิเศษของพวกมันก็ได้ ..”
เจ้าธรรมสงสัย ถามขึ้นว่า “แล้ว .. ห้าสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์ มีอันใดบ้าง”
ราชิตจึงเล่าเรื่องราวต่อ
“... ประกอบด้วยสัตว์เทวะห้าเผ่าพันธุ์ด้วยกัน ลำดับห้าคือ ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ ... แต่ข้าไม่มั่นใจดอกว่า ดวงจิตของนางคือสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์นี้หรือไม่ บนพื้นพิภพนี้แค่ปักษาอัคคีทั่วไปยังไม่เคยพบเห็น .. ไม่ต้องกล่าวถึงเผ่าพันธุ์ที่อยู่บนสรวงสวรรค์ที่ว่านั่น ...”
“ลำดับสี่ ‘กิเลนนภา’ เป็นเผ่าพันธุ์สัตว์เทวะที่แปลกประหลาด หัวเป็นมังกร มีเขาเหมือนกวาง มีเท้าและลำตัวเช่นม้า มีหางแบบวัว และมีเกร็ดตามร่างกายดังปลา”
“สัตว์เทวะชนิดนี้เคลื่อนที่รวดเร็วดุจสายฟ้า มีพลังธาตุบริสุทธิ์ทั้งห้าได้แก่ อัคคี วารี วายุ พสุธา และวิชชุอยู่ในตัว”
“ลำดับสาม ‘ศนิพยัคฆา’ เป็นเผ่าพันธุ์พยัคฆ์เทวะ มีรูปร่างดังเสือโคร่งตัวมหึมา สูงนับสิบศอก มีพลังอำนาจสูงส่ง นิสัยยังดุร้าย และชิงชังเผ่าพันธุ์มนุษย์ยิ่งนัก ..”
“ลำดับสอง ‘มังกรเทวะ’ เป็นสัตว์กึ่งเทวะ ลำตัวใหญ่ยักษ์ ทั้งร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีทองเลื่อมแดง คอยาวมีสี่ขาและปีกกว้างใหญ่ หางยาวปลายหางเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวลูกศร”
“มันสามารถพ่นอัคคีบริสุทธิ์และใช้เวทมนตร์ได้ มังกรเผ่าพันธุ์นี้ถือเป็นจักรพรรดิของเผ่าพันธุ์มังกร”
“ลำดับหนึ่งคือ ‘กุญชรอะราวลี’ เป็นกุญชรเทวะ ลักษณะเป็นช้างเผือกมีสามเศียร ขนาดมหึมาตัวใหญ่โตราวภูเขา มีอยู่คู่เดียวตั้งแต่สวรรค์ถือกำเนิดมา บ้างก็ว่าเป็นร่างจำแลงขององค์เทวาผู้สร้าง .. เทวาผู้ปกครองเทวาทั้งปวง”
เจ้าธรรมและอุทัยรับฟังจนงุนงง มันจินตนาการภาพตามไม่ออก สัตว์เทวะที่ราชิตกล่าวถึงช่างน่าอัศจรรย์นัก
เจ้าธรรมนำมือเกาศีรษะดังแกร๊กๆ “สัตว์อันใด ช่างแปลกประหลาดนัก ..”
อุทัยกล่าว “สัตว์เหล่านั้นมีจริงหรือไม่?”
ราชิตตอบ “ข้าก็ไม่รู้ดอก ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ ล้วนอ่านมาจากบันทึกโบราณ .. จวบจนได้พบเจอกับเด็กน้อยปักษาอัคคีในคืนนี้”
“.. แล้วคัมภีร์สวรรค์อันใดนั้น .. เป็นสิ่งของเยี่ยงไร” อุทัยกล่าวถามถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าธรรมถึงกับหูผึ่งล้างหูรอรับฟัง
ราชิตเริ่มเล่าอีกตำนานหนึ่ง
“นั่นก็คือ ‘คัมภีร์พลิกสวรรค์’ เป็นวิชาวิเศษ ไม่มีใครบอกได้ว่าปรมาจารย์ท่านใดเป็นผู้บัญญัติไว้”
“ตามตำนานกล่าวสืบต่อกันว่า .. เป็นเทวาองค์หนึ่ง ประทานให้ผู้นำของเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่ง เพื่อเป็นรางวัลแก่ความภักดี ตัวคัมภีร์ทำด้วยหนังของมังกรบรรพกาลมีความคงทนถาวร คาดว่าเป็นเวลาล่วงเลยมานับหมื่นนับแสนปีแล้ว มันยังคงอยู่ในสภาพเดิม”
“ผู้ใดได้ฝึกวิชาในคัมภีร์ จะบรรลุพลังยุทธ์อันพิสดาร มีพลังวัตรยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ จนเข้าใกล้การเป็นเทวาองค์หนึ่ง หรือกลายเป็นเทวาในหมู่มวลมนุษย์ก็ไม่ปาน”
เจ้าธรรมโพล่งขึ้นมา “เช่นนั้นท่านลุงก็กลายเป็นเทวะแล้ว !!!”
อุทัยรับฟังทำตาปริบๆ มันนึกสภาพมนุษย์กึ่งเทวะไม่ออก แต่ถ้าเป็นอสูรตนหนึ่งยังพอไหว เพราะมันเคยเห็นมาแล้ว
ราชิตยิ้มแล้วกล่าวว่า “มันไม่ง่ายเช่นนั้น .. ตัวอักษรในคัมภีร์เป็นภาษาโบราณ ข้าศึกษามาร่วมยี่สิบปียังตีความไม่ออก ได้แต่มองดูรูปประกอบ เมื่อลองฝึกฝนกลับรู้สึกขัดแย้งกับพลังปราณดั้งเดิมนัก”
“ท่านลุงมิเสียดายคัมภีร์นั่นหรือ?” อุทัยกล่าวถาม
“เสียดายไปไย .. ข้าเสียเวลากับคัมภีร์เล่มนั้นมานานพอแล้ว .. แต่ข้าทำสำเนาไว้แล้วหนา .. ฮ่า ฮ่า” ราชิตหัวเราะร่วน นึกสมเพชชาวยุทธ์พวกนั้นต่างเสี่ยงชีวิตกับคัมภีร์ที่พวกมันอ่านไม่ออก
เจ้าธรรมดึงความคิดออกจากเรื่องเล่าของราชิต เริ่มทบทวนเหตุการณ์
“ท่านลุงกลายเป็นจอมเวท .. ไอ้ทัยก็เป็นยอดยุทธ์ .. มีใครไม่รู้มาต่อยตีกันเพื่อแย่งชิงคัมภีร์สวรรค์อะไรนั้น .. เทวสถานถูกระเบิดเป็นจุณ ยังมีเด็กหญิงตายแล้วกำเนิดขึ้นมาใหม่ในเปลวอัคคี ทั้งยังเป็นดวงจิตสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นอีก .. มีเรื่องราวมากเกินไปแล้ว ... ไม่เข้าใจ .. ข้าไม่เข้าใจ ... อ๊ากกก”
มันทำท่าราวไม่ยอมรับเรื่องราว สิ่งมหัศจรรย์ในค่ำคืนนี้นับว่ามากเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มอายุสิบห้าเช่นมัน
“ยังไม่หมดดอก .. ต่อไปเป็นเรื่องของเจ้า .. เจ้าธรรม” ราชิตจับจ้องมายังเจ้าธรรม
“ยังมีอีกรึ !!!” เจ้าธรรมทำท่าเหมือนจะรับเรื่องราวต่างๆ ไม่ไหว
อุทัยเห็นทั้งสองพูดคุยกัน คนยิ้มกริ่ม แล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อเดินลมปราณ มันต้องช่วงชิงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
“ข้ามิใช่ลุงของเจ้า !!!” วาจาออกจากปากราชิต ทำเจ้าธรรมอ้าปากค้าง
“แต่คือ .. บิดาของเจ้า .. บิดาผู้ให้กำเนิด !!!”
เสียงหนักแน่นของราชิตก้องภายในคูหาถ้ำ กังวานเข้าไปภายในจิตใจของเจ้าธรรม
เจ้าธรรมปากอ้ากว้างกว่าเดิมอีก วาจาของราชิตสร้างความงุนงงแก่มัน แล้วกล่าวขึ้นว่า “ล้อข้าเล่นแล้ว .. ท่านลุง ..”
ราชิตกล่าวอย่างสะทกสะท้อน “เป็นบิดาเอง .. ที่ปิดบังเจ้ามาตลอด ..”
เจ้าธรรมยังสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก กล่าวรำพึงว่า “ท่านว่า .. ท่านคือบิดาของข้า .. บิดาผู้ให้กำเนิด ..”
ราชิตกล่าวย้ำอย่างจริงจัง “ถูกต้อง .. ข้าคิอบิดาของเจ้า ..”
.. เจ้าธรรมสีหน้าแปรเปลี่ยน .. บัดเดี๋ยวครุ่นคิด .. บัดเดี๋ยวซึมโศก ..
.. ความเงียบปรกคลุมไปทั่วโถงถ้ำ ยังไม่มีผู้ใดกล่าววาจาออกมา
.. เสียงกิ่งไม้ถูกเผาไหม้ในกองไฟปะทุดัง .. เพลี๊ยะ ..
เจ้าธรรมนิ่งอยู่นาน จึงกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “แล้วเหตุใด จึงไม่บอกข้า .. เหตุใด จึงปิดบังข้า ..”
ราชิตมีสีหน้าสลด กล่าวว่า “เป็นข้า .. ที่ผิดเอง ..”
เจ้าธรรมน้ำตานองก้มหน้าลง กล่าวตัดพ้อว่า “ท่านช่างโหดร้ายนัก .. รู้หรือไม่ การไม่มีบิดามารดา เป็นความรู้สึกเช่นไร .. ท่าน .. ท่าน ..”
.. เจ้าธรรมอยู่ในสถานะเด็กกำพร้ามาตั้งแต่จำความได้ .. มันเห็นเด็กคนอื่นต่างมีบิดามารดาพร้อมหน้า .. ก่อเกิดเป็นความรู้สึกขมขื่นมายาวนาน
ราชิตกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “.. ที่ปิดบัง .. ก็เนื่องด้วย ห่วงในความปลอดภัยของเจ้า .. สิบห้าปีมานี้ ข้าปฏิบัติต่อเจ้า .. ไม่ดีหรือ .. เจ้าธรรม”
เจ้าธรรมนิ่งเงียบหวนคิดเรื่องราวที่ผ่านมา ตั้งแต่เยาว์วัยมันได้รับเลี้ยงดูจากราชิตประดุจบิดาผู้หนึ่ง ทั้งยังเคยคิดฝันให้ราชิตเป็นบิดาแท้ๆ ของมัน .. ประกอบกับเหตุการณ์เสี่ยงตายในค่ำคืนนี้ คงเป็นเหตุผลที่ราชิตปิดบังความจริงเอาไว้
.. เจ้าธรรมนิ่งคิดอยู่เนิ่นนาน
.. การให้ยอมรับความจริงนั้น เป็นสิ่งไม่ง่ายเลย
.. มันค่อยๆ คุกเข่า นำศีรษะโขกลงพื้นเบื้องหน้าราชิต
ราชิตจับบ่าเจ้าธรรม แล้วกล่าวว่า “เป็นบิดาไม่ดีเอง .. ที่ปิดบังความจริงไว้ ..”
แล้วจึงกล่าวเล่าถึงตระกูล ‘เวทพิสุทธิ์’ ของพวกมัน ว่าเป็นตระกูลที่สืบทอดเชื้อสายมานับหมื่นปีมีรากฐานอยู่ในเขตหุบเขาสูงทางตอนเหนือของแคว้นโอริสา
ราชิตคือผู้สืบทอดสายเลือดอันบริสุทธิ์จริงแท้ และคือผู้ได้รับถ่ายทอดพลังปราณอันสุดลึกล้ำที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ
วิชาเวทมาจาก ‘คัมภีร์เวทพิสุทธิ์มนตรา’ ของตระกูล ผู้ที่เพาะสร้างปราณ ‘เวทพิสุทธิ์’ เท่านั้นถึงจะเกิดประสิทธิภาพพิสดารสูงสุด
เจ้าธรรมหัวใจเต้นระรัวรับฟังเรื่องราวความเป็นมาของตัวมันแล้วจึงกล่าวถาม
“มารดาเล่า .. มารดาของข้า .. ท่านเคยบอกว่านางเสียชีวิตนานแล้ว”
ราชิตนิ่งเงียบครู่หนึ่งราวกำลังคิดคำนึงถึงอดีต แล้วจึงกล่าวว่า
“มารดาของเจ้า .. ‘อิสรี’ เสียชีวิตไปขณะเจ้าอายุได้เพียงขวบเศษ ..”
“อิสรี .. มารดาของเจ้า .. นางช่างงดงาม ทั้งยังรักและห่วงหาเจ้ายิ่งนัก ..”
“ศักดิ์ฐานะของนางคือองค์หญิงแห่งแคว้นโอริสา และบุรุษที่มีพลังปราณมังกรสีฟ้าที่ช่วยพวกเราที่เทวะสถาน ก็คือพี่ชายของนาง .. ตามศักดิ์ฐานะมันคือ ลุงของเจ้า ..”
“!!!” เจ้าธรรม ‘องค์หญิง .. มารดาข้าเป็นองค์หญิง’ มันยังคงมีความทรงจำในวัยเด็ก มารดาของมันช่างงดงามดังเทพธิดาองค์หนึ่ง ...
มารดาของเจ้าธรรมคือ ‘องค์หญิงอิสรี’ บุตรีของ ‘สมเด็จชัยอดิราช’ มหาอุปราชแห่งแคว้นโอริสา หรือ ‘มังกรเรืองโรจน์’
ส่วน ‘มังคละ’ คือพระเชษฐาต่างมารดาของนาง
องค์หญิงอิสรีได้ผูกพันรักกับชาวยุทธ์ธรรมดาเช่นราชิต จนได้หลบหนีออกมาใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน สุดท้ายก็เสียชีวิตลงเพียงวัยยี่สิบเศษ
สร้างความโกรธแค้นให้แก่มังกรเรืองโรจน์ผู้เป็นบิดา จนออกตามล่าราชิตเป็นการใหญ่ ส่วนผู้เป็นปู่หรือพระอัยกาซึ่งเป็นราชาของแคว้นก็ล้มป่วยมาจนถึงทุกวันนี้
ราชิตเป็นสหายกับมังคละ .. เป็นมันชักนำให้ทั้งคู่ได้พบกันและก่อเกิดเป็นความรัก จะมากจะน้อยมังคละก็เป็นต้นเหตุและมีส่วนรับรู้เรื่องราวของทั้งสอง .. ทุกวันนี้มันไม่สามารถเข้าหน้าผู้เป็นบิดาและพระอัยกาได้
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องของราชวงศ์แคว้นโอริสา บุคคลภายนอกไม่เคยได้รับรู้มาก่อน
เจ้าธรรมนิ่งเงียบรับฟังเรื่องราวเบื้องหลังของตัวมันจากปากผู้เป็นบิดา เมื่อก่อนคิดว่ามันมีแค่ลุงหลานสองคน แต่นี่กลับมีญาติพี่น้องอยู่มากมายทั้งยังเป็นราชวงศ์ผู้ปกครองแคว้นอีกด้วย
“เจ้าธรรม .. ไม่มีเวลาแล้ว .. ข้าจะทำการปลุกปราณ ‘เวทพิสุทธิ์’ ในกายเจ้า” ราชิตกล่าว
ผู้สืบทอดเชื้อสายตระกูล ‘เวทพิสุทธิ์’ เมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์จะต้องฝึกวิชาประจำตระกูล ปราณ ‘เวทพิสุทธิ์’ อยู่ในกายแล้ว รอเพียงผู้มาเปิดผนึกชักนำออกมาเท่านั้น
ราชิตสอนพื้นฐานการสร้างสมาธิจิตเบื้องต้นตามแบบฉบับของตระกูล เจ้าธรรมเข้าใจได้โดยง่ายจนมันเองยังแปลกใจ มันนั่งขัดสมาธิมือประสานเป็นสามเหลี่ยมวางที่หน้าตัก .. คนนิ่งสงบหายใจและตั้งสมาธิตามคำชี้แนะ
ราชิตเคลื่อนไหวฝ่ามือร่ายมนตรา คล้ายเป็นการประคองจิตสมาธิของเจ้าธรรม
เมื่อเห็นว่าจิตสมาธิของเจ้าธรรมนิ่งสงบดีแล้ว ราชิตท่องมนตราศักดิ์สิทธิ์ ยื่นมือขวาออกนำนิ้วกลางแตะตรงหน้าผากของเจ้าธรรม
ปรากฏสัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์มีแสงสีน้ำเงินเรืองขึ้นบนหน้าผาก รูปดาวหกแฉกบนสัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์เริ่มหมุนช้าๆ เป็นจังหวะ
.. แกร็กกกก
.. แกร็กกกก
.. แกร็กกกก
ดังการไขปลดรหัส ที่จุดชีพจร 'อะชะ' ตรงกลางหน้าผาก เป็นจุดที่ควบคุมสติปัญญา ความนึกคิด และระบบประสาทของทั้งร่างกาย
ก่อเกิดพลังปราณสีน้ำเงินเข้มบริสุทธิ์พรั่งพรูระบายออกสู่จุดชีพจร ก่อร่างสร้างเป็นเส้นชีพจรปราณไปทั่วร่างของเจ้าธรรม
.. เปรี๊ยงงงงง !!!
เสียงดังลั่น ปราณสีน้ำเงินพิสุทธิ์เข้มข้นห่อหุ้มร่างกายของมันเอาไว้ ทำทั้งถ้ำหินสว่างไสว
อุทัยแปลกในจนต้องเพ่งสมาธิมาที่เจ้าธรรม มันสัมผัสถึงขุมพลังอันเข้มข้นกำลังกระจายตัว แล้วประสานเป็นข่ายชีพจรปราณอย่างพิสดาร
ส่วนราชิตเองกลับแปลกประหลาดใจยิ่งกว่า มันพบว่าเส้นชีพจรปราณของเจ้าธรรมสูงล้ำกว่าที่มันคาดคิดไว้ .. ร่างกายมังกรที่ได้จากมารดามัน และพลังเส้นชีพจรปราณเวทจากตัวมันเอง ทั้งสองรวมกันอยู่ในกายเจ้าธรรม
.. ร่างมังกรเวทพิสุทธิ์ !!!
พลังปราณชำแรกเข้าสู่กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และอวัยวะภายใน
.. ร่างกายเจ้าธรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง
.. เปรี๊ยะ .. เปรี๊ยะ .. แกร๊กก .. แกร๊กก .. แกร๊กก
เสียงกระดูกลั่นและกล้ามเนื้อขยายตัวต่อเนื่อง ร่างกายของเจ้าธรรมเปลี่ยนเป็นสุดกร้าวแกร่ง
ดวงจิตถูกชำระล้างจนกระจ่างสุกใสด้วยพลังปราณเวทพิสุทธิ์ เพียงพริบตาเจ้าธรรมบรรลุสู่ระดับ ‘ปฐมปราณ’ แล้ว
วิชา ‘เวทพิสุทธิ์’ ถือเป็น ‘เวทยุทธ์’ ประเภทหนึ่ง เป็นการผสานเวทมนตร์อาคมกับพลังปราณ ผู้ฝึกฝนต้องเพาะสร้างกระแสจิตที่พิสุทธิ์เข้มแข็ง
.. เจ้าธรรมเคยลองศึกษาวิชายุทธ์มากมายแต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จ แต่กับวิชาที่ราชิตถ่ายทอดให้ มันกลับปฏิบัติได้โดยง่าย ไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย .. เจ้าธรรมยังคงโคจรพลังปราณอย่างต่อเนื่องตามแบบฉบับของปราณเวทพิสุทธิ์ ร่างกายและพลังลมปราณเข้ากันได้ดังเป็นสิ่งเดียวกัน ก่อเกิดเป็นห้วงสมาธิลึกล้ำไร้ที่สุด