ในยามราตรีอันเงียบงัน แสงจันทร์สีเงินสาดทาบลงบนตำหนักวิญญาณจันทรา ราวกับผืนผ้าสีหม่นที่ห่มคลุมทุกสิ่ง ความเย็นยะเยือกคืบคลานเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายใหญ่ ขณะที่ทั้งพระองค์และเทพีเอวาต่างหลับลึก ไม่รู้สึกตัวเลย ด้วยเหตุเพราะฤทธิ์ผง มัจฉาหลงเงา ที่คุกรุ่นอยู่ในกระถางกำยานอย่างไร้พิรุธ
เงาดำของสตรีนางนึงไหววูบอยู่กลางห้อง ปรากฏขึ้นเป็นร่างของ ภูติเมริส แววตาของนางสะท้อนประกายเจ็บปวด ราวหัวใจถูกคมธนูยิงซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ไม่หยุด เมื่อได้เห็นเทพีเอวาในอ้อมกอดอบอุ่นขององค์ชายใหญ่ นางก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน แล้วโอบอุ้มร่างเอวาที่ไร้สติขึ้นบนบ่า ท่าทีหนักแน่นเด็ดเดี่ยว ไม่หันกลับไปมองผู้ที่ยังหลับใหลอยู่เลยสักนิดเดียว
เมื่อก้าวถึงสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้าตำหนักองค์ชายใหญ่ ภูติเมริสสะบัดฝ่ามือเรียวที่เปล่งแสงหม่น เปิดหลุมมิติสีดำหมุนวนกลางผืนน้ำ ดุจประตูสู่โลกอันลึกลับ นางก้าวลงไปพร้อมร่างเทพีเอวา ก่อนหลุมมิติจะหุบปิดลง ความเงียบงันกลับคืนสู่สระ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ณ ตำหนักนางเงือก
ภูติเมริสวางร่างเทพีเอวาลงบนเตียงที่ประดับอัญมณีอันแสนงดงาม นางรีบเร่งโคจรปราณขับพิษผงมัจฉาหลงเงาออกจากร่างนั้น ไม่นานนักเปลือกตาของเทพีเอวาก็ขยับ
นางลืมตาขึ้นพบว่าตนอยู่ในสถานที่แปลกตา มิใช่ภายในห้องบรรทมของตนเอง “เจ้าเป็นใคร...แล้วที่นี่คือที่ใด?” เอวาเอ่ยเสียงแผ่วแต่แฝงอำนาจ
“ที่นี่คือตำหนักนางเงือก และข้าก็คือภูติเมริส ผู้เป็นนายเหนือภูติน้ำทั้งปวง และยังเป็นสนมเอกแห่งองค์ชายใหญ่อีกด้วย” น้ำเสียงเมริสสั่นคลอนด้วยโทสะ แม้จะพยายามปิดบัง
เอวาเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้าลักพาตัวข้ามาด้วยเหตุใด?”
ประกายไฟแห่งโกรธเกรี้ยวพุ่งขึ้นในแววตาของเมริส “ยังจะเสแสร้งทำไร้เดียงสาอีกหรือ เจ้ามิใช่หรือที่ยั่วยวนใจองค์ชายให้ลุ่มหลง จนสนมทั้งหลายถูกทอดทิ้ง แม้จะได้สมบัติเงินทองไปตั้งตัว แต่หัวใจของพวกนางกลับแตกสลายไร้ทางหวนคืน เพราะสตรีผู้มากด้วยเล่ห์เช่นเจ้า!”
คำกล่าวนั้นทำให้เอวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยเสียงแน่วแน่ “เจ้ากล่าวผิดแล้ว ข้ามิได้เต็มใจเลยแม้แต่น้อย ที่ตกอยู่ในสถานะพระชายาเช่นนี้ เพียงเพราะข้าถูกบีบบังคับ… แต่ใช่ สุดท้ายแล้ว ข้ายอมรับว่าในที่สุดหัวใจของข้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา และบัดนี้ข้าก็ต้องการครอบครองเขาเพียงผู้เดียว”
คำตอบนั้นเป็นดั่งน้ำมันราดลงบนเปลวเพลิง เมริสกัดฟันแน่น “เจ้านี่มันช่างเห็นแก่ตัวนัก! เจ้ารู้หรือไม่ ราชวงศ์ภูติสามารถมีชายาหรือสนมกี่คนก็ได้!”
เอวาสวนกลับทันทีด้วยแววตาแข็งกร้าว “ข้ารู้ แต่ข้าไม่ยอม! ข้าจะไม่แบ่งปันพระสวามีกับผู้ใด แม้แต่เจ้าก็ตาม! และการลักพาตัวพระชายาเช่นนี้ ถือเป็นโทษใหญ่ที่เจ้าต้องชดใช้”
ความเงียบปกคลุมห้อง แรงกดดันแห่งปราณแผ่ซ่านจนสายน้ำในอ่างแก้วกระเพื่อมเองโดยไร้ลม เมริสหอบหายใจแรง แววตานางปนทั้งริษยาและความเจ็บปวด
“หากเป็นเช่นนั้น… ข้าขอท้าประลองตามกฎภูติ!” น้ำเสียงสั่นสะท้านแต่หนักแน่น “กฎกล่าวไว้ว่า สนมเอกมีสิทธิ์ท้าพระชายาได้หนึ่งครั้งในชีวิต หากข้าชนะ ข้าจะได้ขึ้นเป็นพระชายาแทนเจ้า แต่หากข้าแพ้ ชีวิตของข้าย่อมอยู่ในมือเจ้า”
เอวาหัวเราะเบาๆ “เจ้าคิดว่าชัยชนะเพียงครั้งเดียวจะทำให้เขาหันมารักเจ้าได้อีกหรือ? ความรักไม่ได้วัดกันด้วยการมาก่อนหรือหลัง และไม่อาจได้มาจากความริษยา แต่หากเจ้าต้องการพิสูจน์ ข้าก็จะเล่นด้วยสักครั้ง”
สองสายตาประสานกันดุจคมดาบเหนือเหวลึก พลังปราณทั้งสองปะทุจนห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน ความเงียบถูกแทนที่ด้วยแรงอาฆาตที่แทบระเบิดออกมาในทันใด
เมริสแสยะยิ้มอย่างเจ็บปวด “ข้าจะประกาศการประลองต่อหน้าสมาคมภูติทั้งปวง… อีกสองวันข้าจะประลองกับเจ้า ข้าจะไม่ยอมพ่ายแพ้ให้เจ้าเด็ดขาด!”
กล่าวจบ นางสะบัดแขนปลดค่ายกล ส่งร่างเทพีเอวาหายวับกลับสู่ห้องบรรทมเดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ขณะที่องค์ชายใหญ่ยังคงหลับใหล หาได้ล่วงรู้ถึงเงามืดแห่งการท้าทายที่กำลังก่อตัวอยู่เลย…
เช้าวันรุ่งขึ้น ประกาศท้าประลองถูกปิดไว้ทั่วทั้งพระราชวัง บรรยากาศรอบวังอึมครึมราวกับมีพายุซ่อนอยู่เบื้องหลังความเงียบสงบ
องค์ชายใหญ่รีบก้าวเข้าสู่ตำหนักวิญญาณจันทรา เทพีเอวานั่งอยู่กลางห้องโถงใหญ่ แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดต้องผิวขาวนวลราวกับหยก ยิ่งทำให้นางงดงามเกินเอื้อม เขากลืนน้ำลายเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเคร่งเครียด
“พระชายา...เจ้าทราบข่าวแล้วหรือไม่ ว่าสนมเอกเมริสได้ท้าประลองกับเจ้าอย่างเป็นทางการ?”
เอวาหันสายตาคมกริบมามอง เพียงแววตาก็ทำให้องค์ชายใหญ่ใจสั่น “น้องรู้แล้วเพคะ และน้องก็ตอบรับแล้วด้วย” นางพูดด้วยเสียงราบเรียบ แต่แฝงความแน่วแน่
องค์ชายใหญ่เม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกคล้ายมีหินหนักทับอยู่กลางอก “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการประลองครั้งนี้...อาจแลกด้วยชีวิต”
เอวายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยแววตัดพ้อ “ถามเช่นนี้ ท่านพี่เป็นห่วงน้อง...หรือนางกันแน่?”
คำพูดนั้นบาดลึกไปถึงใจองค์ชายใหญ่ เขาสะอึกนิ่ง ไม่กล้าตอบเพราะรู้ว่าไม่ว่าพูดสิ่งใดก็ล้วนบาดใจนางทั้งสิ้น
เอวาขยับกายเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมบางจากเรือนกายของนางโอบล้อมรอบตัวเขา “ท่านพี่...ยังเก็บสนมเอกไว้ข้างกาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านพี่ให้สัญญาไว้กับน้องว่าจะไม่มีหญิงใดมายืนระหว่างเรา” น้ำเสียงนางอ่อนหวาน แต่แฝงคมดาบที่กรีดลึก
องค์ชายใหญ่หลุบตา ถอนหายใจยาวอย่างจนตรอก ก่อนกล่าวเสียงแผ่ว “เมริส...นางคือผู้ติดตามที่เคียงข้างพี่มาตั้งแต่ยังเยาว์ นางภักดีต่อพี่อย่างที่สุด แม้ชีวิตก็สละให้พี่ได้”
“ภักดี...” เอวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหวานแต่แฝงพิษ “หรือว่า...ยอมมอบทั้งกาย ทั้งใจ ให้ท่านด้วย”
องค์ชายใหญ่สะดุ้ง รีบเอื้อมมือคว้าข้อมือนางไว้แน่น น้ำเสียงร้อนรนเต็มไปด้วยความกลัวจะขัดใจนาง “ไม่ใช่เช่นนั้นเลย เจ้าก็เห็น...ทุกคืนทุกวัน พี่มิได้ออกไปที่ใด พี่อยู่เพียงกับเจ้า อยู่เพื่อเจ้าเท่านั้น”
เอวามองเขานิ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะอ่อนลงเล็กน้อย สายตาอ่อนไหวคล้ายยอมรับคำพูดนั้น แต่ยังไม่คลายความหึงหวง “ท่านพี่...หากน้องรู้ว่าท่านยังแอบอาลัยในหญิงอื่นอยู่ ไม่เพียงนางผู้นั้นจะมิได้เป็นสุข...แม้แต่ท่านพี่เอง น้องก็จะไม่ปล่อยให้เสวยสุขไปด้วยเช่นกัน”
ถ้อยคำนี้ทำให้องค์ชายใหญ่ขนลุกวาบไปทั้งสรรพางค์กาย เขาก้มศีรษะซบลงแนบอกนาง ใบหูร้อนวูบเหมือนเด็กชายที่ยอมพ่ายแพ้ต่อคำขู่ของมารดาอันเป็นที่รัก
เทพีเอวาลูบผมเขาเบาๆ แววตาสลับซับซ้อนทั้งรัก ทั้งหวง ทั้งท้าทาย บรรยากาศระหว่างสองคนอบอวลด้วยไอรักและความตึงเครียดที่ผสมผสานกันอย่างน่าหวั่นใจ