กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 31 โหมโรง

    อิกนัสที่ได้ยินหญิงสาวบอกความต้องการของตัวเองออกมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรออกไปดี เพราะตัวเขาก็ต้องอาศัยลูฟัสในการจะเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้เหมือนกัน
    “นี่นายไม่ได้ยินที่ชั้นพูดหรือไง? ชั้นบอกว่าต้องการเข้าร่วมกลุ่มกับพวกนายน่ะ”
    “ผมน่ะไม่มีสิทธิ์ที่จะตอบคุณหรอกนะ เพราะผมไม่ใช่นักล่า ผมมาเพราะเพื่อนของผมตังหากหล่ะ” อิกนัสตอบออกไป
    “เอ๋!! นายไม่ใช่นักล่างั้นเหรอ งั้นชั้นคงต้องถามจากสายฟ้าคลั่งเอาเองสินะ”“สายฟ้าคลั่ง นายน่ะ ต้องรับชั้นเข้าร่วมกลุ่มด้วยแล้วกัน ดังนั้นก็เลิกซึมแล้วลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ”
    “ถ้าเธอรับเงื่อนไขของชั้นได้หล่ะนะ” ลูฟัสที่เลิกซึมก็ลุกขึ้นมาตอบคำถามของหญิงสาว
    “เงื่อนไขอะไรหล่ะ ถ้ามันไม่มากเกินไปชั้นจะลองเก็บไปคิดดู” มีอาตอบกลับไป
    “อย่างแรกเพื่อนชั้นต้องอยู่ในกลุ่มของเราด้วย และอย่างที่สองเธอกับชั้นจะต้องลอบพาเพื่อนของชั้นให้ผ่านการตรวจสอบจากสมาคมเพื่อให้เขาสามารถร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ได้”
    “นายจะบ้าหรอ จะให้คนธรรมดาไปสู้ด้วยเนี่ยนะ แค่ดูแลตัวเองยังทำไม่ได้เลย แล้วจะช่วยพวกเราได้อย่างไรกัน ทีมน่ะมันต้องช่วยกันนะไม่ใช่ให้เอาไปเป็นตัวถ่วง” หญิงสาวพูดออกไปอย่างมีอารมณ์
    “นี่เธอหาว่าเพื่อนของชั้นเป็นตัวถ่วงอย่างนั้นเหรอ เขาแข็งแกร่งกว่าเธอตั้งไม่รู้กี่เท่า และถ้าเธอไม่ยอมรับเงื่อนไขของชั้นก็ไปหาทีมอื่นอยู่ได้เลย” ลูฟัสพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดูโกรธมาก
    “นายดูถูกชั้นงั้นหรอ เพื่อนนายที่ไม่ได้เป็นแม้แต่นักล่าจะมาแข็งแกร่งกว่าชั้นได้ไงกัน คิดจะล้อเล่นะไรก็มันมีขอบเขตกันหน่อยสิ”
    “งั้นทำไมนายไม่ลองพิสูจน์ให้เธอเห็นหล่ะอิกนัส ให้เธอได้รู้ความสามารถของนายเลย เอานี่บัตรนักล่าชั่วคราว ชั้นให้คนที่รู้จักทำมาให้เผื่อว่าการที่นายจะเข้าร่วมการป้องกันเมืองครั้งนี้มันจะมีปัญหา ให้เธอได้เห็นความสามารถของนายเลยเพื่อน” ลูฟัสบอกกับอิกนัส แล้วจากนั้นจึงโยนบัตรสีขาวใบหนึ่งให้กับเพื่อนของเขา
    “เห้!! คุณหนู มาเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเราไม่ดีกว่าเหรอ ไปอยู่กับพวกสวะนี่มันจะทำให้คุณหนูตายไปเปล่าๆนะ บังเอิญว่าพวกเราได้ยินเรื่องที่พวกคุณคุยกันน่ะ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมาในขณะที่พวกอิกนัสกำลังคุยกันอยู่
    ชายสามคนเดินเข้ามา พร้อมกับที่ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นคว้าแขนของมีอาเพื่อดึงตัวเธอเอาไว้ มีอาสะบัดมือของเธอออกทันทีที่ถูกชายคนนั้นจับข้อมือเอาไว้ จากนั้นเธอจึงสร้างแท่งน้ำแข็งที่ฝ่ามือแล้วจ่อไปที่คอของชายที่มาจับมือของเธอไว้ พร้อมกับแท่งน้ำแข็งที่ลอยอยู่เตรียมที่จะจู่โจม
    การกระทำของมีอาทำให้นักล่าโดยรอบหันมามองด้วยความสนใจ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเข้าไปห้ามปรามเพราะความขัดแย้งระหว่างนักล่าด้วยกันนั้นมีให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะมีเรื่องกันในโลกแห่งความเป็นจริงในสถานที่ของสมาคมนักล่ามาก่อนเพราะว่ากฎของนักล่านั้นไม่อนุญาตให้ต่อสู้กันในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องไปตัดสินกันในโลกเสมือนแทนด้วยกฎของนักล่า ซึ่งถ้าใครฝ่าฝืนนั้นก็จะถูกสมาคมนักล่าลงโทษไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูกก็ตาม
    “คุณหนูทำไมคุณถึงไม่ยอมเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเราหล่ะ จะไปรวมกลุ่มกับเจ้าพวกสวะสองคนนี้ให้มันเสียคุณค่าของตัวคุณทำไม” ชายผมสีเทาหนึ่งในกลุ่มของชายทั้งสามคน จ้องมองมีอาด้วยสายตาหยาบโลนเต็มไปด้วยตัณหา
    “ชั้นจะเข้าร่วมกลุ่มกับใครมันก็เป็นเรื่องของชั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกแกเข้ามาเกี่ยวข้องได้ แต่ถ้าพวกแกชนะสองคนนั้นได้ ชั้นอาจจะพิจารณาข้อเสนอของพวกแกใหม่ก็ได้นะ” มีอาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะชวนเคลิบเคล้มเป็นอย่างมาก พร้อมกับจ้องมองไปที่พวกอิกนัส จากนั้นจึงเก็บแท่งน้ำแข็งของเธอกลับไป เพื่อรอดูเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น
    ชายสามคนกลุ่มนั้นมองหน้ากัน จากนั้นจึงมองไปที่พวกอิกนัสที่ยืนอยู่ในอีกมุมหนึ่ง ด้วยแววตาที่เป็นประกาย
    “พวกแกสองคนมาสู้กับพวกชั้นซะ คุณหนูคนนี้เค้าจะได้เห็นว่าพวกแกมันสวะดีๆนี่เอง” หนึ่งในชายสามคนนั้นกล่าวออกไป
    “ฮาฮาฮา ทำไมพวกเราต้องไปสู้กับพวกแกด้วยเรื่องไร้สาระอย่างนี้ด้วย ถ้าพวกแกอยากได้เธอไปร่วมทีมงั้นก็เอาไปสิ พวกเราไม่สนใจยัยนี่หรอก” อิกนัสกับลูฟัสมองหน้ากัน แล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง จากนั้นลูฟัสจึงกล่าวออกไป
    “นี่พวกนายไม่มีศักดิ์ศรีของนักล่าเลยหรือไง ไหนใครบอกว่าเพื่อนนายเก่งกว่าชั้นเป็นสิบเท่ากันหล่ะ ก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาวเท่านั้นแหละ” มีอากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
    “นายว่าไงอิกนัส เรื่องไร้สาระนี่ มันไม่มีค่าพอที่เราจะไปสนใจด้วยซ้ำ” ลูฟัสกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
    “เอางี้เป็นไงใช้กฎของนักล่า ผู้ชนะได้ทุกสิ่งเป็นอย่างไร พวกชั้นกลุ่มนักล่าลมทมิฬ ขอเดิมพันด้วยอาวุธระดับเงินสามชิ้นกับผลึกอสูรระดับเงินอีกสิบชิ้น พวกแกจะว่าอย่างไร” ชายผมสีเทาที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬพูดออกมาด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง
    “เห! อิกนัสพวกนั้นเดิมพันมาอย่างนี้หล่ะ พวกเราจะเอาอย่างไรดี” ลูฟัสถามความเห็นเพื่อนเขาออกไป
    “อืม…มันก็น่าสนใจดีอยู่หรอกแต่พวกเรามีอาวุธที่ดีกว่าอยู่แล้วจะเอาอาวุธของพวกนั้นมาทำไมอีกหล่ะ อีกอย่างนะผมก็ไม่ได้จะสนใจผู้หญิงคนนั้นอยู่แล้วด้วย” อิกนัสตอบออกไป
    “งั้นนายไม่สนใจงั้นหรอ”
    “ไม่อ่ะ”
    “เพื่อนชั้นบอกว่ามันยังไม่น่าสนใจพวกแกมีข้อเสนออะไรมากกว่านี้อีกมั้ย ถ้าไม่มีแล้วพวกชั้นขอบายละกัน” ลูฟัสตะโกนออกไปเมื่อปรึกษากับอิกนัสเสร็จ
    “หนอย...ไอพวกเด็กนี่ พวกแกคิดว่าจะชนะพวกเราได้หรือไงกัน ลูกพี่ไม่ต้องสนใจพวกมันหรอก ชั้นว่าพวกกระจอกนี่ไม่มีอะไรที่พวกเราต้องการ” หนึ่งในชายสามคนพูดขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์
    “หึหึ พวกแกนี่กล้ามากนักนะ อย่างพวกแกหรือจะมีของเดิมพันที่มีค่ามากกว่าพวกเรา” ชายที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬกล่าวออกมา
    “แล้วถ้าพวกชั้นมีหล่ะ พวกแกจะว่าอย่างไร แต่นั่นก็ต่อเมื่อพวกแกชนะพวกเราได้หล่ะนะ” ลูฟัสที่พูดยั่วโมโหกลุ่มนักล่าทั้งสามคนออกไป
    “งั้นก็ได้ พวกเราจะเพิ่มของเดิมพันเข้าไปอีก คือผ้าคลุมรัตติกาลทมิฬ อุปกรณ์ระดับทอง ที่สามารถเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ในเวลากลางคืนได้30%และยังช่วยให้สามารถมองเห็นในเวลากลางคืนได้ชัดเจนราวกับในเวลากลางวันอีกด้วย และผลึกอสูรระดับเงินอีกสิบชิ้นรวมกับของเมื่อตอนแรกเข้าไปก็มีค่ามหาศาลแล้ว แต่นั้นขึ้นอยู่กับพวกแกว่ามีอุปกรณ์ที่มีค่าพอจะเดิมพันกับพวกเราน่ะนะ พวกแกจะว่ายังไง” ชายที่เป็นหัวหน้าพูดออกมา
    นักล่ารอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง เพราะว่าอุปกรณ์ระดับทองนั้นมีมูลค่ามหาศาลและยังหาได้ยากยิ่ง ไม่ใครบ้าพอที่จะเอามาใช้เป้นของเดิมพันในการต่อสู้กันหรอก นักล่าโดยรอบจึงมองไปที่พวกอิกนัสเพื่อดูว่าเด็กพวกนี้จะเอาสิ่งใดออกมาใช้เดิมพันกันแน่
    “อิกนัสเอาอย่างไงดี ถ้านายไม่สู้ชั้นจะสู้คนเดียวแล้วนะ เดี๋ยวชั้นใช้หอกชั้นเดิมพัน” ลูฟัสกระซิบบอกอิกนัส
    “งั้นก็ได้ ผมเอาด้วยแต่แค่หอกนายจะพอที่จะเดิมพันเหรอ เอาดาบผมไปด้วยมั้ย” อิกนัสตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา
    “ต้องอย่างนี้สิถึงจะสมเป็นเพื่อนรักของชั้น พอสิหอกชั้นก็เป็นอาวุธจิตวิญญาณเหมือนกัน แค่นี้ก็มากกว่าของพวกมันตั้งไม่รู้เท่าไหร่ด้วยซ้ำ แล้วอีกอย่างพวกเราน่ะไม่มีทางแพ้อยู่แล้วใช่มั้ยเพื่อน”
    “หอกนายก็เป็นอาวุธจิตวิญญาณเหรอ แต่นายก็อย่าประมาทไปนะ แล้วอีกอย่างคราวนี้ผมจะไม่ใช้สัตว์อสูรในการต่อสู้ด้วยหรอกนะ ผมต้องการทดสอบเพลงดาบที่พึ่งฝึกสำเร็จพอดี”
    “ว่าไงนะ!! นายจะไม่ใช้สัตว์อสูรช่วยสู้แล้วนายจะชนะพวกมันได้อย่างไง นายเป็นผู้ควบคุมนะ” ลูฟัสพูดออกมาด้วยความตกใจ
    “นายไม่เชื่อมั่นในฝีมือผมเหรอ”
    “ไม่ใช่ชั้นไม่เชื่อมั่นในฝีมือนาย แต่นายแน่ใจแล้วใช่มั้ย” ลูฟัสถามออกไปด้วยความกังวล
    “แน่นอนหรือถ้านายไม่เชื่อผม งั้นใช้ดาบของผมเป็นของเดิมพันแทนก็ได้นะ” อิกนัสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม
    “ถ้านายพูดถึงขนาดนั้นงั้นก็ชั้นก็จะไม่พูดอะไรอีก ใช้หอกชั้นนี่แหละ”
    “เห้ย!! พวกแกซุบซิบอะไรกันตั้งนานแล้วไหนหล่ะของเดิมพันที่มีค่ามากกว่าของพวกเราน่ะ” ชายผมสีน้ำตาลในกลุ่มลมทมิฬตะโกนออกมาด้วยความหงุดหงิด
    “งั้นชั้นของใช้หอกของชั้นในการเดิมพัน หอกระดับเงินที่มีจิตวิญญาณ แค่นี้คงเพียงพอสินะ” ลูฟัสพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่สงบราบเรียบเหมือนกับหอกในมือของเขาไม่มีค่าอะไร
    เพียงได้ยินแค่นั้น นักล่าโดยรอบต่างฮือฮากันออกมาด้วยความตกตะลึง อาวุธจิตวิญญาณนั้นเป็นอาวุธที่สามารถพัฒนาตัวเองตามผู้ที่ถือครองได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่เพียงแค่หายากเท่านั้นแต่ยังมีตค่ามหาศาลไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีแต่ในงานประมูลขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะหลุดออกมาสักชิ้น แต่เจ้าเด็กพวกนี้กับเอามาเดิมพันอย่างง่ายดาย มันจะไม่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่อยากเชื่อได้อย่างไร
    “อาวุธจิตวิญญาณ…อาวุธจิตวิญญาณหนึ่งเล่มงั้นเหรอ ได้งั้นพวกเราจะไปรอที่โลกเสมือนเลยก็แล้วกัน” หัวหน้าของกลุ่มลมทมิฬพูดออกมา แววตาของมันเต็มไปด้วยความโลภยามที่มองดูหอกในมือของลูฟัส
    “งั้นก็เป็นอันตกลงสินะ อิกนัสพวกเราเข้าไปในโลกเสมือนกันเถอะ” ลูฟัสบอกกับเพื่อนของเขา
    “ไปสิแต่ก่อนไปก็เอานี่ไป” อิกนัสพูดกับลูฟัส พร้อมกับเอาการ์ดแมงมุมภูติอัสนีออกมาจากตัวเขา แล้ววางมันลงในมือของลูฟัส แมงมุมตัวสีเหลืองขนาดเท่าฝามือปรากฏขึ้นในมือของลูฟัส
    “นี่...นี่มันแมงมุมภูติอัสนีไม่ใช่เหรอนายเอามาให้ชั้นทำไม” ลูฟัสกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
    “อ่าวก็ให้นายไง มันเป็นสัตว์อสูรธาตุสายฟ้า มันจะทำให้นายแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก ผมให้นายเพราะมันจะช่วยนายได้อีกมากในอนาคต แล้วอีกอย่างมันเป็นเหมือนคำสัญญาจากผม เมื่อนายทำสัญญากับมัน ผมก็สามารถรู้สึกถึงตัวมันได้จากพันธะสัญญาของผมกับแมงมุมภูติอัสนี ถ้านายมีปัญหาเมื่อไหร่ก็แค่กระตุ้นพันธะสัญญาที่นายสร้างขึ้นผมก็จะรู้ว่านายตกอยู่ในอันตราย ผมก็จะสามารถไปช่วยนายได้ไง นายไม่เอาเหรอลูฟัส” อิกนัสพูดพร้อมกับมองหน้าเพื่อนของเขาด้วยรอยยิ้ม
    “เอาสิ เดี๋ยวชั้นทำพันธะสัญญากับมันเลยแล้วกัน ขอบคุณนายมากเพื่อน ขอบคุณจริงๆ” ลูฟัสตอบรับด้วยความขอบคุณ เพราะเขาไม่คิดว่าคำพูดกับอิกนัสเมื่อตอนนั้น เพื่อนของเขาจะคิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ แค่นี้มันก็สามารถบอกได้แล้วว่าเพื่อนของเขานั้นคิดว่าเขาเป็นเพื่อนอย่างแท้จริง
    จากนั้นลูฟัสจึงจิกที่นิ้วของเขาเพื่อทำพันธะสัญญากับแมงมุมภูติอัสนีโดยที่ไม่สนใจสิ่งที่เขารู้มาก่อนเลยว่าคนหนึ่งสามารถทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรได้เพียงตัวเดียวและกับคนเดียวเท่านั้น แต่นี่เป็นการทำสัญญาคนสองคนกับสัตว์อสูรเพียงตัวเดียว ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ด้วยความที่เขาเชื่อใจอิกนัสเป็นอย่างมากจึงไม่ลังเลอะไรอีก
    ส่วนมีอานั้นมองดูพวกอิกนัสอย่างประหลาดใจที่พวกเขาไม่มีความกดดันที่ใช้อาวุธจิตวิญญาณในการเดิมพันเลยแม้แต่น้อย แถมดูเหมือนว่าชายที่ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งนักล่านั้นจะมอบอะไรบางอย่างให้กับสายฟ้าคลั่งซึ่งเธอนั้นมองได้เพียงรางๆว่าเป็นอะไรสักอย่างสีเหลืองๆ

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์นักล่า ที่คุณอ่าน