เสียงหยกสื่อสารข้างกายของเสวี้ยเจ๋อดังออกมา
"เช่นนั้นหรือ...ฝั่งตระกูลอูมีค่ายกลที่ประสาน วิญญาณอาฆาต ปราณมรณะและ ปราณพิษ ต่อให้เป็นชนชั้นราชันก็ไม่อาจเอาชนะได้โดยง่ายดายอย่างนั้นหรือ ไม่เป็นไรอย่างน้อยวิหคมรณะและอสรพิษเกล็ดหยกก็ไม่อาจเข้าร่วมศึกทางนี้ได้ ทีนี้เจ้านั่นคงเหลือแต่หมาป่าแปดหางสินะ"เสวี้ยเจ๋อกล่าวทันทีที่ได้รับรายงาน เหมือนว่าอูหลินเฟิงจะฉลาดกว่าที่เขาคิด ราวกับรู้ว่าเขาจะโจมตีไปยังตระกูลอู ถึงกับเสียสละวิหคมรณะและอสรพิษเกล็ดหยกไว้ที่ตระกูลอูเพื่อสร้างค่ายกลที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เขามองไปยังสถานการณ์รบของฝั่งนี้ ผู้แข็งแกร่งแต่ละคนของตระกูลโอวหยางและราชวงศ์โดนตรึงกำลังไว้ทั้งหมด ส่วนนักสู้ของตระกูลโอวหยางก็ถูกไล่ฆ่าอย่างบ้าคลั่งโดยอสุรกายไร้ผิว แผนการส่วนแรกถือว่าดำเนินไปตามแผนที่วางไว้
โอวหยางชิงหลงมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นตะลึงกองกำลังของมหาตระกูลระดับสูงอย่างตระกูลโอวหยางกำลังแตกพ่ายหนีกระเจิง นักสู้หลายร้อยคนถูกกินอย่างต่อเนื่อง ไม่อาจโจมตีทะลุเกาะกระดูกของอสุรกายไร้ผิวได้ อสุรกายไร้ผิวเพียงสิบกว่าตัวสามารถทำลายกองกำลังของเขาได้อย่างง่ายดาย ในระหว่างที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินจิตใจของคนในตระกูลโอวหยาง ได้มีชายและหญิงค่อยๆเดินออกมาอย่างช้าๆ
" หากเป็นเช่นนี้ พวกข้าสามารถสู้ได้แล้วใช่หรือไม่"เสียงของจงหมิ่น ดังขึ้นมาพร้อมๆ กับที่เขาและเสวี่ยหานเอ๋อร์ ได้เดินออกมาคู่กัน
"พวกเจ้า"โอวหยางชิงหลงกล่าวได้เพียงเท่านั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะตอนนี้กองกำลังและค่ายกลที่ได้จัดเตรียมไว้ไม่อาจทำอะไรได้แล้ว ทั้งสองราวกับความหวังทั้งๆ ที่สองคนตรงหน้าระดับลมปราณไม่อาจสู้เขาได้แม้แต่น้อย
" ให้ข้าจัดการเองเจ้าค่ะ คุณชายจง"เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว ในการประลองล่าสัตว์อสูร คนที่ไม่อาจทำประโยชน์ในการต่อสู้ก็คือตัวของนาง เมื่อเจอศัตรูนางก็จะทำได้เพียงหลบซ่อนและหนี แต่ครั้งนี้นางไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปกป้องอีก นางจะปกป้องสหายของนางทุกคน
"ไหวแน่นะ" จงหมิ่นถามด้วยความเป็นห่วง แม้เขาจะคิดว่าตัวของเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ได้เป็นถึงศิษย์ของสองปราชญ์พร้อมกันน่าจะเก่งขึ้นอย่างมาก แต่ที่นางอาสาทำคือการรับมือกับอสุรกายไร้ผิวที่แม้แต่ดาบแสงของตระกูลโอวหยางยังฟันไม่เข้า เป็นอสุรกายที่ยากต่อการสังหารต่อให้เป็นเขาก็จงใช้เวลาไม่น้อยในการสังหารหนึ่งตัว
" ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...ข้าเคยเห็นวิธีการจัดการพวกมันมาแล้ว"เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว นางเคยเห็นวิธีที่ อูหลินเฟิงใช้สังหารอสุรกายไร้ผิว อสุรกายไร้ผิวที่ไม่สมบูรณ์จะกลืนกินพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อนำมาเป็นพลังชีวิตของตนเอง อูหลินเฟิงใช้วิญญาณอาฆาตที่เกลียดชังสิ่งมีชีวิตแย่งชิงพลังชีวิตของอสุรกายไร้ผิว หลังจากพลังของนางตื่นขึ้นนางเองก็เคยคิดว่าถ้าหากต้องเจออสุรกายตัวนี้อีกครั้งนางจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่
ร่างพฤกษาพิสุทธิ์ของนาง นอกจากจะมีความสามารถในการควบคุมพฤกษาทุกชนิดแล้ว ยังมีความคล้ายคลึงกับปราณพิษเทวราชของกู่ซือเอินบางประการคือหากนางได้ดูดซับ เมล็ดของพฤกษาชนิดใด นางจะสามารถใช้ปราณพฤกษาของนางสร้างพืชพรรณของพฤกษานั้นๆ ได้อย่างใจนึกด้วยปราณของนาง
บนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงจิตวิญญาณอาฆาตที่เกลียดชังสิ่งมีชีวิต แต่มีดอกกุหลาบชนิดหนึ่ง ที่ชิงชังสิ่งมีชีวิตเช่นกัน คือดอกกุหลาบไร้ชีวา ดอกกุหลาบสีชมพูที่สวยงาม แต่เมื่อใครก็ตามที่สัมผัสถูกต้นของมัน จะถูกมันใช้ต้นค่อยๆ รัดและแย่งชิงพลังชีวิตเป็นดอกกุหลาบที่จะบานออกเมื่อแย่งชิงพลังชีวิตได้มากเพียงพอ
เสวี่ยหานเอ๋อร์เร่งพลัง ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ของนาง บนหัวของนางได้ปรากฏมงกุฎ ดอกไม้ขึ้นมา ลมปราณสีชมพูพุ่งออกจาก ร่างกายของนาง พร้อมๆ กับความรู้สึกแห่งพลังชีวิตอันบริสุทธิ์ที่ออกมาเช่นกัน อสุรกายไร้ผิวทุกตัวที่อยู่ในบริเวณตระกูลโอวหยาง หันมามองนางราวกับเห็นอาหารอันโอชะ อสุรกายไร้ผิวทุกตัวได้พุ่งตรงเข้ามาหานางเป็นทิศทางเดียว
จงหมิ่น ที่เห็นอสุรกายไร้ผิวสิบกว่าตัวพุ่งมาได้หยิบดาบประจำตัวอันใหม่ที่ได้รับมา ออกมาจากแหวนมิติแต่ดาบของเขาช่างแปลกประหลาดนัก มันเป็นดาบที่มีเพียงด้ามจับแต่ไร้ตัวดาบ
" ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เชื่อใจข้า"เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่เห็นจงหมิ่น ตั้งท่าเตรียมออกเพลงดาบได้เอ่ยห้ามไว้ก่อน
ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ กุหลาบไร้ชีวา
เถาวัลย์มากมายปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวของเสวี่ยหานเอ๋อร์ พุ่งเข้าไปรัดตัวของอสุรกายไร้ผิวทุกตัวที่พุ่งเข้ามา เถาวัลย์เหล่านั้นค่อยๆ ดูดกลืนพลังชีวิตอันมากมายของที่อสุรกายไร้ผิวแย่งชิงมาอีกที ร่างกายที่สมบูรณ์เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อค่อยๆ ผอมแห้งลงพลังชีวิตที่มากล้นค่อยๆ เหือดแห้งหายไป กลับกันเถาวัลย์ที่เคยไร้ดอก ตอนนี้เถาวัลย์แต่ละเส้นเริ่มมีดอกกุหลาบสีชมพูอันสวยงามค่อยๆ เบ่งบานออกมาเมื่อดอกกุหลาบสีชมพูเบ่งบานเต็มที่กลีบดอกแต่ละกลีบค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้นและปลิวไปตามสายลม
" ขอให้ไปสู่สุคตินะเจ้าคะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์ ได้กล่าวกับดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่เป็นเหยื่อของอสุรกายไร้ผิว
"สวยจริงๆ"จงหมิ่นที่มองภาพของเสวี่ยหานเอ๋อร์ได้กล่าวออกมา ภาพของสตรีตัวเล็ก ที่มีปราณสีชมพูและกลีบดอกกุหลาบสีชมพูเบ่งบานอยู่รอบๆ ความสวยงามที่ราวกับภาพวาด ถึงกับทำให้จงหมิ่นกล่าวชมอย่างลืมตัว
"เสวี้ยกง จัดการนางซะ"เสวี้ยเจ๋อกล่าว แม้เขาจะสามารถเรียก อสุรกายไร้ผิวออกมาได้เพิ่ม แต่ว่าหากยังมีเสวี่ยหานเอ๋อร์อยู่ เขาย่อมไม่อาจนำอสุรกายไร้ผิวออกมาได้อีกต่อไป เสวี้ยเจ๋อจ้องมองไปยังเสวี่ยหานเอ๋อร์อย่างไม่วางตา นางคืออีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงในนิยายเลยแม้แต่น้อย และ เขายังคิดไม่ถึงด้วยว่าอีกฝ่ายจะอยู่ที่นี้ พลังของนางกลายเป็นดาวข่มของอสุรกายไร้ผิว
"ขอรับ องค์ชาย"เสวี้ยกงชายเตี้ย ชนชั้นราชันชั้นต้น ขานรับพร้อมพุ่งออกไป เสวี้ยกงโคจรลมปราณโลหิตของตน
ปราณโลหิตกระบวนท่าที่สี่ กายอสูรโลหิต ร่างของเขาได้มีมัดกล้ามเนื้อมหาศาล สร้างขึ้นทั่วตัวจากชายร่างเตี้ยกลายเป็นชายที่มีร่างกายขนาดใหญ่มหึมาพร้อมมวลกล้ามเนื้ออันมหาศาล มีความสูงถึงสามเมตร เสวี้ยกง ใช้หมัดอันใหญ่โตของตนปล่อยไปยังเสวี่ยหานเอ๋อร์เต็มแรงของตัวเอง
แต่ว่าจงหมิ่นได้เข้ามาขวางเขาทำเพียงยกมือซ้ายของตนเองขึ้นมา หมัดยักษ์ที่ต่อยด้วยแรงอันมหาศาลของชนชั้นราชัน กลับถูกหยุดไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวของชนชั้นจอมยุทธ์อย่างจงหมิ่น
"หือ? สามารถหยุดหมัดของข้าได้เชียวหรือ นี่น่ะหรือพระเอกจากนิยายเรื่องนั้น ชายผู้มีปราณ ธาตุและใช้ดาบคู่..??"เสวี้ยกงเอง ก็ได้อ่านนิยายเช่นกัน เขารับรู้ว่า จงหมิ่นในนิยาย เมื่อสามารถบรรลุถึงชนชั้นจอมยุทธได้แล้วจะใช้ดาบคู่เป็นอาวุธ โดยที่ข้างหนึ่งจะประสานปราณ เพลิงวายุปฐพี ส่วนอีกข้างจะประสานปราณ วารีวายุปฐพีหนึ่ง ข้างโจมตีหนึ่งข้างป้องกัน แต่สิ่งที่เขาสังเกตคือ จงหมิ่นในตอนนี้ มือขวาถือเพียงด้ามดาบแต่กลับไร้ตัวดาบ ไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาได้อ่านมาเลยแม้แต่น้อย
"ดาบคู่?? พูดเรื่องสมัยไหนกัน" จงหมิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาโคจรลมปราณ ไปยังด้ามดาบ จากนั้นตวัดด้ามดาบขึ้น ฉับ แขนอันใหญ่โตของเสวี้ยกงถูกตัดขาดอย่างง่ายดาย
"อะไรกัน!"เสวี้ยกง กล่าวอย่างตกตะลึงพร้อมมองแขนของตัวเองที่ร่วงลงพื้น เขาเองก็เห็นชัดๆ ว่า ดาบที่จงหมิ่นถือไม่มีตัวดาบ แต่เหตุใดแขนของเขาจึงถูกตัดได้
"คิดว่าข้าจะยังเหมือนในนิยายหรือไง"เรื่องต่างๆ ในนิยายเขาเองก็ได้รับรู้มาแล้ว แต่ในนิยายเขามีอาจารย์เพียงแค่คนเดียว แต่ว่าตอนนี้มีอาจารย์ถึงสองคน อีกทั้งสองคนยังเป็นสองปราชญ์ที่สุดยอดมาก ทั้งสองปราชญ์ราวกับต้องการแข่งขันกัน ผ่านตัวของจงหมิ่น ทำให้เขาได้รับสุดยอดวิชา จากอาจารย์ทั้งสอง
ดาบที่จงหมิ่นถืออยู่ อาวุธวิเศษระดับสิบมีนามว่าดาบไร้ลักษณ์ เป็นดาบที่จะมีเพียงด้ามจับเท่านั้น ด้ามจับของดาบจะมีหน้าที่รวบรวมลมปราณและควบแน่น ให้เกิดเป็นตัวดาบ ตัวของดาบจะถูกสร้างโดยลมปราณของผู้ใช้ ยิ่งมีปริมาณลมปราณที่มากเท่าไหร่ตัวดาบจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเท่านั้น เป็นดาบที่ได้มาจากประมุขพรรคดาบเจ็ดดารา ปราชญ์ดาบก็คล้ายกับปราชญ์กระบี่ ปราชญ์ดาบคือผู้อาวุโสสูงสุดของพรรคเจ็ดดาราเป็นศิษย์น้องของประมุขพรรค แต่ปราชญ์ดาบให้เวลากับการฝึกฝนดาบ จึงไม่รับช่วงตำแหน่งประมุขพรรค
ดาบไร้ลักษณ์ คือหนึ่งในดาบระดับสิบทั้งเจ็ดของอดีตประมุข ผู้ก่อตั้งพรรคดาบเจ็ดดารา
"สมกับเป็นพระเอกจากนิยายต่อกรด้วยยากจริงๆ"เสวี้ยกงกล่าว แม้ว่าจะโดนโจมตีจนแขนขาดก็ตาม ก็ยังไม่เห็นสีหน้าหวาดหวั่นออกมาจากเสวี้ยกงแม้แต่น้อย แขนที่ถูกตัดขาดค่อยๆ มีเส้นเลือดโผล่ออกมา จากนั้นเส้นเลือดได้พรุ่งนี้พุ่งเข้าหาร่างของเสวี้ยกง แขนที่ตัดได้ถูกเส้นเลือดนั้นดึงกลับเข้าหาตัว เพียงไม่นานร่างกายก็หายเป็นปกติ
" ไอ้ความสามารถในการฟื้นฟู ของอสุรกายไร้ผิวคงมาจาก พลังของสายเลือดราชวงศ์โลหิตสินะ"จงหมิ่นที่เห็นก็ได้กล่าวออกมา แม้พลังฟื้นฟูของคนในราชวงศ์ราชันโลหิตจะไม่เร็วเท่ากับอสุรกายไร้ผิวแต่ก็มีหลักการบางอย่างที่คล้ายกัน
"ถูกต้อง อสุรกายพวกนี้ถูกสร้างมาโดยมีต้นแบบคือสายเลือดของพวกข้า...เรามาต่อ กันเถอะ"เสวี้ยถงกล่าว โคจรลมปราณโลหิต สร้างขวานยักษ์ทับทิมโลหิตขึ้นมาสองอัน ใช้มืออันใหญ่โตทั้งสอง ถือขวานที่ใหญ่โตยิ่งกว่า พุ่งเข้าโจมตีจงหมิ่นอีกครั้ง
เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง คลื่นดาบซ่อนธาตุ
จงหมิ่นผนึกลมปราณลงที่ดาบไร้ลักษณ์อีกครั้ง คราวนี้ใบดาบได้ปรากฏขึ้นมาจนสามารถมองเห็นได้อย่างจัดเจน ฟาดฟันส่งคลื่นดาบสีไร้สีไปยังร่างอันใหญ่โตที่พุ่งเข้ามา
"วิถีดาบอ่านง่ายจริงๆ"เสวี้ยกงกล่าวพร้อมยกขวานข้างซ้ายฟาดใส่คลื่นดาบที่พุ่งเข้ามา ทันทีที่คลื่นดาบไร้สีปะทะกับขวานยักษ์เปลวเพลิงอันร้อนแรงได้พวยพุ่งออกมา เผามือที่ถือขวานเอาไว้ เหมือนเห็นว่ามือซ้ายของศัตรูโดนเผา เสวี้ยกงที่มือโดนเผาได้ควบคุมโลหิตเข้มข้นออกตนเองให้ไหลออกมาดับไฟที่ลุกบนมือ
จงหมิ่นที่เห็นศัตรูสามารถดับเพลิงของตัวเองได้ ตวัดดาบส่งคลื่นดาบโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เสวี้ยถงใช้ขวานอีกข้างรับการโจมตีพร้อมกับเร่งลมปราณโลหิต เพื่อเตรียมดับไฟที่จะลุกโชนหลังการปะทะกับคลื่นดาบ แต่ว่าทันทีที่คลื่นดาบไร้สีกระทบกับหวานยักษ์ คราวนี้คลื่นดาบได้แตกออกเป็นคลื่นดาบเล็กๆ หลายคลื่นดาบ ฟันผ่านกล้ามเนื้อบริเวณมือไปถึงไหล่ คลื่นดาบเล็กๆ แต่ละอันมีพลังตัดที่คมอย่างยิ่ง
‘คุณสมบัติธาตุลม? เมื่อกี้ก็ธาตุไฟ คลื่นดาบของเจ้านี่ เปลี่ยนแปลงไปมา’ เสวี้ยถงคิดในใจ ยังไม่ทันที่จะได้หาทางรับมือจงหมิ่นก็ได้ส่งคลื่นดาบมาอีกครั้ง
คลื่นดาบที่ส่งมาคราวนี้ราวกับงูที่กำลังเลื้อย เป็นคลื่นดาบไร้สีที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไร้ทิศทาง เมื่อปะทะเข้ากับขวานยักษ์ ความรู้สึกของเสวี้ยถงที่ขวานสัมผัสกับคลื่นดาบราวกับนำขวานฟันลงไปยังแม่น้ำ คลื่นดาบราวกับหลบการโจมตีของขวานได้ คลื่นดาบตัดเข้าไปยังบริเวณคอของเสวี้ยถง แม้เสวี้ยถงจะสามารถเอียงคอหลบได้ทันแต่ว่าก็ยังมีเลือดจำนวนมากไหลออกมา ถึงในไม่กี่วินาทีก็จะสามารถรักษาตัวเองได้ก็ตาม ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ จงหมิ่นก็ส่งคลื่นดาบมาอีกครั้ง
‘คราวนี้ธาตุไหนกันแน่’ เมื่อไม่อาจจะรับรู้ได้ว่าจงหมิ่นจะใช้ธาตุไหนแฝงการโจมตีในคลื่นดาบ เสวี้ยถงได้นำขวานทั้งสองเปลี่ยนเป็นโล่ทับทิมโลหิตขนาดยักษ์ ป้องกันคลื่นดาบเอาไว้ คลื่นดาบที่สัมผัสได้คราวนี้ไม่มีการลุกไหม้ของเพลิงหรือการแยกตัวแต่ว่ามีความหนักแน่นจนทำให้ร่างกายอันใหญ่โตของเสวี้ยถงถูกดันไปถอยหลังไปเกือบหนึ่งเมตร ใบหน้าของเสวี้ยถงถึงกับเคร่งเครียดขึ้นมา การปะทะเข้ากับคลื่นดาบของจงหมิ่นราวกับเกมทายใจที่ต้องทายว่าจงหมิ่นจะส่งคลื่นโจมตีของธาตุใดออกมา
“อะไรกัน? ไหนบอกว่าวิถีดาบของข้าเดาได้ง่ายไม่ใช่หรือ นี่ข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยนะ ชนชั้นราชัน” เสียงเย็นชาของจงหมิ่นกล่าวเมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดของศัตรู จงหมิ่นได้ย้ำคำว่าชนชั้นราชันในน้ำเสียง เพราะตอนนี้ฝ่ายที่ได้เปรียบคือเขาที่เป็นเพียงชนชั้นจอมยุทธ์
..
..
จบตอน