“ทำไมต้องให้พวกเรารอด้วยในเมื่อดาบของพวกเราจ่อคอหอยพวกมันอยู่แล้ว” หลี่ซือโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อรู้ว่าท่านอ๋องสั่งให้กองทัพระงับการโจมตีเมืองเหอผิง แล้วให้ทหารทุกนายได้พักผ่อนและทยอยกลับมาเยี่ยมครอบครัวได้เพราะเขาเห็นว่า ควรจะรีบปิดฉากสงครามเสียที เมื่อชนะศึกแล้วจะพักผ่อนสักแรมปีก็ไม่สาย
“หากเป็นเป็นแผนการของเสด็จพ่อใครเล่าจะไปทัดทานได้” คุณชายชิงอวิ้นพยายามสงบสติอารมณ์ของเพื่อนรักไม่ให้เตลิดเปิดเปิงไปกว่านี้ เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราในมือโดยไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย
“แต่ที่หม่อมฉันได้ยินมามันคือแผนการของเจ้าหวังหย่งนั่น มันถือสิทธิ์อะไรเข้าไปก้าวก่ายในกองทัพมันควรจะเป็นหม่อมฉันสิที่มีสิทธิ์ออกคำสั่ง” หลี่ซือยังไม่ยอมง่ายๆ
“ก็เพราะแผนของเจ้ามันไม่เคยได้เรื่องไงเรื่องนี้เจ้าหุบปากเสียดีกว่า”
หลี่ซือเงียบไปทันทีคนทั้งสองไม่พูดอะไรกันอยู่นาน จนกระทั่งรัชทายาทพูดทำลายความเงียบขึ้นมา
“เจ้ารู้ทำไมศึกครั้งนี้เราสองคนจึงถูกทิ้งไว้อยู่ที่นี่ เพราะเสด็จพ่อทราบดีว่าชัยชนะเหนือเมืองเล็กๆพวกนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจนัก แต่หลังจากนี้ คือของจริง และเวลาของพวกเราก็มาถึงแล้วเพียงแต่ว่า เราจะรีบผลีผลามไม่ได้ คนพวกนั้นคือเหล่าแม่ทัพที่เจนศึกหากเราไม่วางแผนให้ดีย่อมส่งผลเสียได้ทุกวันนี้ที่เจ้าเห็นข้าตรากตรำอ่านตำรับตำรา เพราะข้ากำลังคิดแผนการบางอย่างอยู่ข้าเชื่อว่า ต่อให้กองทัพของพวกมันมีมากแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่เกินกำลังที่คนอย่างข้าจะเอาชนะได้”
“แต่ท่านจะขัดคำสั่งของท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ”
“หากข้านำเสนอแผนการนี้ข้าเชื่อเหลือเกินว่า เสด็จพ่อต้องเห็นด้วยกับข้าเป็นแน่”คุณชายชิงอวิ้นกล่าวอย่างมั่นใจ
……………………………………………………………
อูซุนเฝ้ารอการกลับมาของคนของเขาอย่างใจจดใจจ่อนับตั้งแต่คนพวกนี้ออกไปสมทบกับกองทัพของเหอฉีเมื่อหลายเดือนก่อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในเมืองหมิงดังระงมไปทั่วเพราะคนส่วนใหญ่ของเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปช่วยแคว้นเหอฉีไปทำสงครามที่ไม่มีวันชนะเขาได้แต่เก็บงำความรู้สึกเอาไว้ เพราะเขาเองไม่สามารถหาคำตอบที่จะทำให้คนเหล่านั้นถูกใจสิ่งเขาทำได้ก็เพียงแค่เก็บตัวเงียบอยู่ในที่พัก เฝ้ารอวันนี้วันที่พวกเขาจะกลับมา
ทันทีที่ทราบข่าวการกลับมาเขาดีใจเป็นอย่างมาก จนไม่อาจเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ได้ แต่แล้วเขากลับต้องแปลกใจที่เห็นคนของเขากลับมาน้อยกว่าที่คิดไว้
เขารีบตรงเข้าไปยังแถวทหารที่เดินกลับมาในทันที
“เกิดอะไรขึ้น ไหนพวกเจ้ารายงานมาว่าศึกครั้งนี้แทบไม่มีการปะทะกันเลย ทำไมทหารของข้านับพัน แต่เหลือกลับมาไม่กี่ร้อยแล้วนี่เยมูหายไปไหน ไม่ได้กลับมากับพวกเจ้าด้วย”
ทหารนายหนึ่งก้าวออกมาอยู่ตรงหน้าอูซุนพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา
“ท่านเยมูฝากมา เขาบอกว่าเมื่อเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุด”
อูซุนรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านอย่างตั้งใจก่อนจะพับเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วหันไปสั่งการกับทหารทุกนายที่กลับมาจากศึกสงคราม
“ข้าขอต้อนรับพวกท่านกลับบ้านทหารทุกนายเหนื่อยมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่พวกท่านจะได้พักผ่อนให้เต็มที่งานเลี้ยงต้อนรับรอท่านอยู่ในค่ำคืนนี้ หวังว่าทุกท่านจะพร้อมหน้าพร้อมตากันข้าจะเมากับพวกท่าน คืนนี้เราจะฉลองกันเต็มอิ่มไปเลย”กล่าวเสร็จอูซุนรีบกลับไปยังตำหนักของเขาในทันที
เมื่อกลับมาถึงเขาล้วงเอาจดหมายจากเยมูมาอ่านอีกครั้งเขาใช้ความคิดอย่างหนัก ที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ปรากฏในจดหมายก่อนที่เขาจะให้คนไปนำตัวอิคายมาพบ
ไม่นานนักอิคายก็ถูกนำตัวมาพบอูซุนอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหมิง ไม่รอช้าที่จะเสนอตัวเข้าช่วยเหลือผู้นำในทันที
“ท่านให้คนนำตัวข้ามาพบเช่นนี้ย่อมมีบางอย่างจะให้ข้าทำเป็นแน่ ท่านอยากให้ข้าทำสิ่งใดโปรดบอกมาเถอะข้ายินดีตอบแทนท่านแล้ว”
“บัดนี้สงครามของคนพวกนั้นใกล้จบแล้วแต่สงครามของเรากำลังจะเริ่มขึ้นเท่านั้น” อูซุนกล่าวกับอิคาย เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งเพื่ออ่านใจว่าอีกฝ่ายพร้อมจะเคียงข้างเขาหรือไม่เมื่อเห็นแววตาที่มั่นคงของอิคายที่ตอบกลับมา เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่า บัดนี้อิคายพร้อมจะทำงานให้เขาแล้ว
“หากมันคือการทำลายพวกเหอฉีแล้วข้ายินดียิ่ง” อิคายพยายามอ่านใจอูซุน
“บัดนี้เยมูทำภารกิจอยู่ข้างนอกข้าเกรงว่า เขาคนเดียวคงจะทำมันไม่สำเร็จ ข้าอยากให้ท่านไปสมทบกับเขาคนของเราจะพาท่านไป ข้าขอย้ำกับท่านอีกครั้ง ภารกิจนี้ ท่านจงฟังคำของเยมูเท่านั้นห้ามทำอะไรโดยพละการอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ท่าก็น่าจะรู้ชะตากรรมของตัวเองดี”
“รับทราบ ข้าจะจำไว้” อิคายรับปากพร้อมกับออกไปในทันที
...............................................................
หวังหย่งกลับมาพักที่ตำหนักของเขาหลายวันแล้วสถานการณ์ทั่วไปในขณะนี้ยังเป็นไปอย่างปกติ ทหารชุดแรกที่กลับมากำลังจะกลับไปประจำการอีกครั้ง พร้อมๆกับที่ทหารบางส่วนที่ยังอยู่ในแนวหน้าจะกลับเดินทางกลับมา
สถานการณ์ในแนวหน้าก็ยังเป็นปกติไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งจากเมืองหลวงและเหอผิงเขาเชื่อว่าในตอนนี้ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอว่า ใครจะหมดความอดทนก่อนกัน สถานการณ์เช่นนี้มันช่างทรมานยิ่งนักเหมือนความสงบของท้องทะเลที่รอพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ทุกวันนี้เขาทราบความเคลื่อนไหวจากเมืองหลวงน้อยมากเพราะการตัดขาดเส้นทางการค้า ทำให้คนของเขาไปมาลำบาก ข่าวสารที่มาถึงเขาจึงขาดหายไปเช่นกันเพราะเหตุนี้จึงทำให้เขาไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะหากเกิดอะไรขึ้นคงยากที่เขาจะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ทันเวลา
องค์หญิงหนิงอันเฝ้ามองหวังหย่งด้วยความเป็นห่วงเพราะนับตั้งแต่ที่เขากลับมากับท่านอ๋องเมื่อวันก่อน เขาดูมีสีหน้าที่เคร่งเครียดหมองหม่นผิดปกติ ไม่เหมือนกับหวังหย่งที่หล่อนเคยรู้จักองค์หญิงทำได้เพียงแค่ปลอบใจและให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เพราะรู้ดีว่า เวลาเช่นนี้หวังหย่งต้องการมีสมาธิกับการวางแผนของเขาอยู่ แต่ถึงกระนั้น ในบางเวลาองค์หญิงก็ต้องเข้าไปขัดจังหวะหวังหย่งบ้างเพื่อไม่ให้เขาต้องเคร่งเครียดมากจนเกินไป
“ท่านพี่ควรจะพักบ้างนะเพค่ะ น้องให้ไปช่วยแม่ครัวทำขนมๆอร่อยๆ มาให้ท่านพี่ ขนมหวานๆ น่าจะได้ช่วยให้คลายความเครียดลงไปได้บ้าง” องค์หญิงนั่งลงข้างๆหวังหย่งพร้อมกับขนมจานใหญ่ที่นำมาให้
“แน่ใจนะว่าเป็นผีมือของแม่ครัวของเราไม่ใช่ฝีมือพี่สะใภ้ของเจ้า” หวังหย่งกระเซ้าเล่น
“แน่นอนสิ น้องทำเองกับมือเลยนะ”
“เช่นนี้ข้าจะทานให้หมดเลย”หวังหย่งรีบหยิบขนมเข้าปากพร้อมกับบ่นว่าอร่อยไม่หยุดปาก
“ เอ้อ จริงสิ น้องเพิ่งนึกได้ว่าพี่สะใภ้ไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว”
“คนอย่างนางฉลาดพอที่จะรู้ว่าแผนการของตัวเองผิดพลาดแล้วอีกไม่นานนางก็จะมาแผนใหม่อีกครั้ง เจ้าเตรียมรับมือให้ดีเถอะ”
“น้องเห็นว่าท่านพี่เคร่งเครียดมาหลายวันแล้วบัดนี้สงครามก็จบลงแล้ว ยังมีเรื่องใดให้ท่านพี่เป็นกังวลอีก หากน้องพอจะช่วยแบ่งเบาได้ ท่านพี่โปรดบอกมาเถอะ”
หวังหย่งรู้ดีว่าองค์หญิงเฝ้ามองเขามาตลอดเขาเองก็ไม่อยากจะให้องค์หญิงต้องมารองรับความเครียดของเขา แต่บางทีการปล่อยให้นางไม่รู้อยู่อย่างนี้ ก็จะยิ่งทำให้นางเป็นทุกข์หนักขึ้นไปอีก
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าบัดนี้บ้านเมืองเรากำลังอยู่บนความเสี่ยง” หวังหย่งตอบกลับไป “สงครามที่เพิ่งจบลงไป เป็นเพียงแค่ละครตบตาเท่านั้นเป็นข้ากับอาจารย์ที่ส่งจดหมายไปบอกให้เจ้าเมืองเหล่านั้นอย่าคิดต่อต้านเสด็จพ่อเพื่อแลกกับสวัสดิภาพของพวกเขา ปล่อยให้เสด็จพ่อชนะไป พวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อที่สำคัญ ก็คือ ข้าไม่อยากให้ทหารของเราต้องบาดเจ็บล้มตายลงไปอีก”
“เพราะเช่นนี้นี่เองน้องเองก็ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมชัยชนะมันจึงได้มาง่ายดายเช่นนี้ แล้วต่อจากนี้ไปละ จะเป็นเช่นไร”องค์หญิงถามกลับไป
“มันมีหลายอย่างที่ข้ายังหาคำตอบไม่ได้เจ้ารู้หรือไม่ว่า กองทัพที่เรามีอยู่ตอนนี้ คงยากจะเอาชนะฮ่องเต้ได้แต่ในเมื่อเสด็จพ่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านจะถอยทัพได้อย่างไร”
“แต่มีคนบอกว่าหากมีท่านพี่คอยช่วยเหลือ เสด็จพ่อย่อมชนะอย่างแน่นอน”
“ต่อให้เราชนะศึกนี้เสด็จพี่ของเจ้าก็จะไม่ได้เป็นฮ่องเต้ง่ายๆ หรอก ที่สำคัญ ทุกคนรู้ดีว่าเขาไม่เหมาะกับมันแม้แต่นิดเดียว”
“เพราะเหตุนี้หรือที่ทำให้ท่านพี่ต้องเคร่งเครียด”
“ไม่ใช่หรอก”หวังหย่งหันไปสบตากับภรรยาสุดที่รัก “จากนี้ไป มีคนอีกนับสิบที่อยากเป็นฮ่องเต้ เพราะเช่นนี้เสด็จพี่ของเจ้าจึงต้องการที่จะแสดงฝีมือเพื่อแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าเขานี่แหละเหมาะสมที่สุด เขาอยากแสดงฝีมือ อยากให้ทุกคนยอมรับจะทำทุกอย่างที่จะเอาชนะศึกนี้และเมื่อแผนการที่ข้าวางไว้กับเสด็จพ่อถูกเขาทำลายลงไป นั่นแหละที่จะทำให้สงครามครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของพวกเรา”
“แต่ไหนแต่ไรมาเสด็จพี่ไม่เคยฟังใครอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ เขามุ่งมั่นแต่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้ให้ได้คนรอบข้างก็มีแต่พวกประจบสอพลอ คิดแล้วน่าเป็นห่วงเสียจริงท่านพี่มั่นใจได้อย่างไรว่า เสด็จพี่จะฝ่าฝืนคำสั่งพักรบของเสด็จพ่อ”
“ข้ารู้มาว่า บัดนี้รัชทายาทกับหลี่ซือ กำลังวางแผนลับๆบางอย่างอยู่ พวกเขาจะนำแผนนี้ไปให้เสด็จพ่อ ต่อให้เสด็จพ่อคัดค้านพวกเขาก็จะดำเนินการตามแผนนั้น”
“เช่นนี้แล้วก็ปล่อยให้พวกเขารับผิดชอบและชดใช้ในความโง่ของตัวเองบ้าง มันคงจะดี”องค์หญิงพูดไปโดยไม่คิด
“ถ้าหากสิ่งที่ต้องชดใช้ในความผิดครั้งนี้มันคือชีวิตละเจ้าจะรู้สึกเช่นไร” หวังหย่งถามเครียดกลับไป
องค์หญิงใช้เวลาคิดไม่นานก็ตอบกลับมา“ท่านพี่ก่อเรื่องไว้มาก หากชะตากำหนดให้เป็นเช่นนั้น น้องคงต้องยอมรับ”
“แต่ข้าเกรงว่าเสด็จพ่อคงจะไม่ยอมรับชะตากรรมนั้นแล้วคนที่จะมารับกรรมแทนก็คือ..” หวังหย่งพูดได้แค่นั้นก็นิ่งเงียบไป
หวังหย่งได้แต่นั่งถอนหายใจตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี หากเขาชนะศึก แล้วรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์เชื่อเหลือเกินว่า บ้านเมืองต้องนองเลือดอีกครั้งเป็นแน่แต่หากเขาปล่อยให้ท่านอ๋องแพ้ แล้วเมืองเหอฉีแห่งนี้จะประสบชะตากรรมเช่นไร ยิ่งคิดก็ยิ่งหาคำตอบไม่ได้เขาได้แต่ถอนหายใจ
“ข้ามีบางอย่างจะให้เจ้าเก็บไว้”หวังหย่งจับมือองค์หญิงหนิงอัน พร้อมๆ กับหยิบหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“ตัวข้าไร้หัวนอนปลายเท้ามีเพียงหยกชิ้นนี้ ที่อาจารย์บอกว่า ติดตัวข้ามาตั้งแต่เด็ก คงเป็นเพราะแม่ของข้าอยากจะให้มันอยู่กับข้าแทนตัวของท่านแต่บัดนี้ เรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย สงครามครั้งนี้ข้าคงจะหลีกไม่พ้นแล้วหากเสด็จพ่อต้องเสี่ยง ข้าเองก็คงจะนิ่งดูดายไม่ได้ ชะตากรรมของข้าจากนี้ไปก็ไม่รู้จะจบลงที่ใด ข้าอยากให้เจ้าช่วยเก็บหยกชิ้นนี้ไว้แทนข้าด้วยท่านแม่คงจะดีใจ ที่มีสะใภ้เช่นเจ้า”
“ไม่ได้หรอกน้องเห็นท่านพี่รักหยกชิ้นนี้มาก ท่านพี่พกติดตัวตลอด จะเอามาให้น้องได้อย่างไรท่านพี่ต้องไม่เป็นอะไร”
“เจ้าเก็บมันไว้เถอะให้มันอยู่กับเจ้าตลอดเวลา แม้ว่าวันหนึ่งข้าจะไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าจะได้จดจำข้าได้”น้ำเสียงจริงจังของหวังหย่ง ทำให้องค์หญิงแทบสะอื้น
“ทำไมท่านพี่จึงพูดเช่นนี้จะไม่มีใครต้องเป็นอะไรทั้งนั้น น้องจะไปบอกให้เสด็จพ่อยกเลิกสงครามบ้าๆ นี้ซะแล้วเราจะกลับมาอยู่กันอย่างมีความสุขเช่นเดิม” พูดเสร็จองค์หญิงก็ปล่อยโฮออกมาจนหวังหย่งต้องรีบดึงตัวของนางเข้าไปในอ้อมกอด
หวังหย่งเอามือลูกศีรษะองค์หญิงเบาๆพลางพูดปลอบใจให้คลายความเศร้า “ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าสัญญาว่าข้าจะอยู่กับเจ้าจนแก่เฒ่า แต่บัดนี้ข้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ หยกชิ้นนี้จะแทนตัวข้า ให้เจ้าได้รู้ว่าข้าอยู่กับเจ้าตลอดเวลา”
“ฮืออ น้องจะเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลาท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง” องค์หญิงปล่อยโฮออกมาอีกครั้งจนหวังหย่งต้องกอดนางไว้เช่นนั้นไม่ยอมปล่อยไปไหน
...........................................................