ตอนที่ 59 น้ำตาลใกล้มด
ม้าชราลากรถม้าผุพังออกไปนอกจวน หนึ่งนายสองบ่าวและสุนัขอีกหนึ่งตัวได้ออกเดินทางในยามที่สุริยากำลังโพล่พ้น
รถม้าเคลื่อนออกไปจากตรอกเหลียงเยว่ แล้วตรงไปยังตรอกหลีฮวา
สวีเสี่ยวเสียนเลิกผ้าม่านขึ้นเพื่อมองออกไปข้างนอก ร้านหนังสือซานเว่ยได้เปิดร้านแล้ว แต่กลับมิเห็นหญิงสาวผู้งดงามนางนั้น เห็นเพียงสาวใช้นามว่าจื่อเอ๋ออยู่ด้านใน
สวีเสี่ยวเสียนค่อนข้างเสียใจ ต่อให้หญิงสาวผู้นั้นจะมีเรื่องกับเขาถึงสองครา แต่เขาก็ต้องยอมรับเลยว่านางถือเป็นอาหารตาชั้นดีเลยทีเดียว
นี่เป็นคราแรกที่เขาได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวคนอื่น ๆ นอกจากจือรุ่ยหลังจากที่มายังโลกใบนี้
เพียงแต่ในใจของสวีเสี่ยวเสียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตอนที่หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดกระโปรงแดงนางมักจะมีท่าทีดุร้าย ทว่าวันนั้นที่ร้านหนังสือซานเว่ยแห่งนี้ หลังจากที่นางสวมชุดกระโปรงสีขาววาจาก็นุ่มนวลอ่อนหวานยิ่งนัก ราวกับเป็นคนละคน
นางเป็นคนสองบุคลิกเยี่ยงนั้นหรือ ?
นี่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ดูเหมือนว่าจำต้องทำความรู้จักกับหญิงสาวผู้นี้ให้มากขึ้นเสียแล้ว จำต้องไปเยือนเรือนไม้ป่าท้อของจางหวนกงสักวันแล้ว ดูเหมือนว่าสาวใช้ของเขาผู้นั้น มักจะอยู่ที่ร้านหนังสือซานเว่ย จางหวนกงต้องรู้จักนางเป็นแน่
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ สวีเสี่ยวเสียนมิได้ปะติดปะต่อเรื่องของหญิงสาวผู้นี้กับจี้เยวี่ยเอ๋อแต่อย่างใด เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของนายอำเภอจี้จงถานที่ปากแหลมและแก้มเหมือนลิง เขาย่อมมิคาดคิดว่านายอำเภอจี้จะมีบุตรสาวที่งดงามถึงเพียงนี้
จือรุ่ยจ้องมองสวีเสี่ยวเสียนที่เอียงศีรษะมองตามจนคอจะบิดไปด้านหลังแล้ว
“คุณชาย บอกหลายฝูจอดรถให้ท่านลงไปดูใกล้ ๆ ดีหรือไม่เจ้าคะ ? ”
“ช่างเถิด ! ” สวีเสี่ยวเสียนปล่อยม่านรถลง เขาขยี้ศีรษะของจือรุ่ยไปมา “จงจำเอาว่าไว้ ขากลับให้แวะซื้อกระดาษสักเล็กน้อย ที่จวนเหลือมิเยอะแล้ว”
“เจ้าค่ะ...” จือรุ่ยเบ้ปาก
ดูเหมือนว่าคุณชายจะสนใจในตัวแม่นางผู้นั้นอยู่เล็กน้อย เยี่ยงนั้นก็ดี...คุณชายอายุ 17 ปีแล้ว ถึงวัยที่จะแต่งงานได้แล้ว หากได้แต่งงานกับสตรีที่มิรังเกียจคุณชายถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับจวนสวีเช่นกัน
......
......
รถม้าที่ผุพังของสวีเสี่ยวเสียนมุ่งหน้าไปทางซ้ายของตรอกเหลียงเยว่ ส่วนจี้ซิงเอ๋อกำลังขี่ม้าขาวตัวใหญ่มาจากทางขวาของตรอกเหลียงเยว่
นางพลิกตัวลงจากม้าอย่างปราดเปรียวในคราเดียว
นางหันไปมองเรือนของพี่สาวที่อยู่ฝั่งซ้าย จากนั้นก็หันไปมองเรือนของสวีเสี่ยวเสียนที่อยู่ฝั่งขวา...ช่างเป็นคู่ชายหญิงที่คร่ำครึเสียจริง !
หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากแน่นพลางยกสองมือขึ้นกอดอก “เหอะ ! จี้เยวี่ยเอ๋อ ดูเหมือนว่าเจ้าจะทานก้อนหินจนใจแข็งแล้วสินะ เขาเป็นเพียงคนบ้าคนหนึ่งเท่านั้น ! ”
“อาการป่วยของเขาไร้หนทางรักษา ! ชั่วชีวิตของเจ้า ต้องการให้เป็นเช่นนี้จริง ๆ หรือ ? เจ้าเลือกสามีทั้งทีเลือกได้มิน่าเชื่อถือเอาเสียเลย”
“เหอะ ! ข้ามิสามารถทำให้เจ้าสมปรารถนาได้ ! ”
คิ้วดั่งใบหลิวของหญิงสาวเลิกขึ้น ริมฝีปากยกขึ้นมาน้อย ๆ “ข้าทำเพราะหวังดีต่อเจ้า ! ”
จี้ซิงเอ๋อจูงม้าตัวใหญ่สีขาวเดินเข้าไปยังลานบ้าน นางทิ้งม้าขาวไว้ที่เรือนด้านหน้า จากนั้นก็เดินไปยังเรือนหลัก นางเห็นพี่สาวกำลังสั่งสาวใช้ทำความสะอาด
ร้อนใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?
กังวลว่าจะแต่งมิออกหรือเยี่ยงไร ?
สวีเสี่ยวเสียนผู้นั้นมิทราบด้วยซ้ำว่าเจ้าคือผู้ใด เจ้าถึงกับย้ายมาใกล้ชิดเขาด้วยความร้อนใจ ฮึ ๆ หากสวีเสี่ยวเสียนมิชอบเจ้า ดูสิว่าเจ้าจะจบเรื่องราวเยี่ยงไร !
“ท่านพี่... ! ”
จี้ซิงเอ๋อตะโกนเรียกเสียงหวาน
จี้เยวี่ยเอ๋อหันกลับไปมอง “เจ้ามาพอดีเลย มา ๆ ๆ ช่วยปีนขึ้นไปตัดกิ่งบนต้นไม้เหล่านั้นลงมาหน่อยเถิด”
จี้ซิงเอ๋อเบะปากทันพลัน “ข้ามิใช่สาวใช้ของท่านนะ ! ”
“เช่นนั้นเจ้ามาเพื่อเหตุอันใด ? ”
“มาสำรวจเรือน”
จี้เยวี่ยเอ๋อหัวเราะร่า ราวกับดอกกุหลาบสีขาวที่บานอยู่ตรงมุมกำแพงนั่น
“นี่คือเรือนของข้า เจ้า...มิมีทาง ! ”
ทันใดนั้นจี้ซิงเอ๋อก็รู้สึกเจ็บหัวใจขึ้นมา ราวกับถูกยิงด้วยลูกศรธนู การมิมีเงินคือความเจ็บปวดที่ใหญ่หลวงที่สุดของนาง !
ทันใดนั้นนางก็หัวเราะขึ้นมา “เอ่ยได้ว่า...มีคนบางคนอยากจะอยู่ที่นี่เป็นน้ำตาลใกล้มดจริง ๆ สินะ ? ”
“แล้วเจ้าจะทำไม ? ”
“ก็มิทำไมหรอก ที่ข้าเคยบอกว่าจะแย่งสวีเสี่ยวเสียนมาจากเจ้า...” เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ จี้ซิงเอ๋อจึงเดินเข้าไปหานางพลางเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เจ้าสวีเสี่ยวเสียนมิได้รู้จักพวกเรา ท่านพ่อยังมิได้ส่งสัญญาหมั้นหมายของเจ้ากลับคืนไปเลยด้วยซ้ำ จี้เยวี่ยเอ๋อ...มิใช่ว่าเจ้าคุยโวไว้ว่าตนเองเป็นสตรีมากความสามารถหรอกหรือ ? มิใช่ว่าเจ้าสามารถหาเงินได้จำนวนมากหรอกหรือ ? ”
“เหอะ ! ” หญิงสาวหันหน้าหนี พลางเชิดจมูกขึ้น พร้อมกับยกสองมือขึ้นกอดอก “เป็นสตรี ต้องปรนนิบัติสามีและสั่งสอนบุตรต่างหากถึงจะถูกต้อง และยังต้องเป็นมารดาที่ให้นมแก่บุตร หมั่นโถวของข้าใหญ่กว่าเจ้าใช่หรือไม่ ? บุตรย่อมดื่มนมได้อิ่มกว่า อีกทั้งยังเลี้ยงบุตรได้ดียิ่งกว่ามิใช่หรือ ? ”
จี้ซิงเอ๋อเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นก็หันไปมองจี้เยวี่ยเอ๋อ นางคิดว่าจี้เยวี่ยเอ๋อจะอับอายจนโมโหและยอมแพ้ในที่สุดเหมือนแต่ก่อน ทว่าคาดมิถึงว่านางจะเห็นเพียงใบหน้าที่สงบนิ่งเท่านั้น
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดูก็แล้วกัน หากว่า...หากว่าสวีเสี่ยวเสียนเป็นคนเยี่ยงนั้นจริง ๆ ข้าจะยอมแพ้ แล้วถือว่าข้ามองเขาผิดไป ดูเหมือนว่าเขาจะออกไปข้างนอกแล้ว เจ้าออกไปได้แล้ว ข้ายุ่งมากจริง ๆ ”
จี้ซิงเอ๋อเบะปาก ทว่าภายในใจกลับลอบถอนหายใจออกมา หมดปัญญาแล้ว ! พี่สาวของนางช่างหัวแข็งเสียจริง วัวเก้าตัวก็คงจะฉุดกลับมามิได้แล้ว
สำหรับการแย่งสวีเสี่ยวเสียนนั้น แน่นอนว่าเป็นเพียงเรื่องหยอกเล่นเท่านั้น ทว่าถึงเยี่ยงไรนางก็อยากลองเป็นอย่างยิ่ง ลองแย่งสวีเสี่ยวเสียนมา ทำให้พี่สาวเสียใจ จนนางมิสามารถแต่งงานกับสวีเสี่ยวเสียนได้อีกเลย
นางอาจจะตามหาสามีที่ตรงตามใจปรารถนามิได้ ทว่าอย่างน้อยก็มิต้องอยู่เป็นม่ายที่นี่ !
ส่วนตน...เพียงแค่แย่งมาเท่านั้น มิได้คิดจะหมั้นหมายแต่อย่างใด เมื่อถึงเวลาค่อยเตะสวีเสี่ยวเสียนทิ้งไป วิธีนี้เหมือนว่าจะดีเป็นอย่างยิ่ง !
ดวงตากลมโตของจี้ซิงเอ๋อกลอกกลิ้งไปมา ทันใดนั้นนางก็มีความคิดที่มิดีเช่นนี้ขึ้นมา
หากจะแย่งสวีเสี่ยวเสียนมา อันดับแรกก็ต้องหาทางเข้าใกล้สวีเสี่ยวเสียนเสียก่อน
ที่ใดที่ใกล้กับสวีเสี่ยวเสียนที่สุดกัน ?
แน่นอนว่าย่อมเป็นเรือนของพี่สาว
มิได้การ ! เช่นนั้นข้าก็ควรพักที่เรือนนั้นด้วยเช่นกัน ประการแรกเพื่อจับตามองพี่สาว เพื่อที่นางจะได้มิทำพลาด ประการที่สอง...เพื่อให้พี่สาวได้เห็นท่าทีที่หลากหลายของสวีเสี่ยวเสียนกับตาของตนเอง !
จี้ซิงเอ๋อได้นึกถึงอุบัติเหตุขึ้นมาอีกครา นางมั่นใจว่าสายตาที่สวีเสี่ยวเสียนมองมานั้นแพรวพราวมากยิ่งนัก เหอะ...ผู้ชายก็เป็นเสียอย่างนั้น !
คอยดูเถิดว่าต่อจากนี้ข้าจะจัดการกับเจ้าเยี่ยงไร !
“ท่านพี่... ! ” จี้ซิงเอ๋อกอดแขนของจี้เยวี่ยเอ๋อเอาไว้แน่น “มิใช่ว่าท่านต้องการคนตัดต้นไม้หรอกหรือ ข้าช่วยท่านตัดต้นไม้ก็ได้ ทว่าหลังจากนี้...ข้าก็จะพักที่เรือนนี้ด้วยเช่นกัน ! ”
จี้เยวี่ยเอ๋อชำเลืองมองจี้ซิงเอ๋อ เรือนใหญ่โตถึงเพียงนี้ เดิมทีนางก็อยากให้ท่านพ่อย้ายมาพักที่นี่ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าต้องมีจี้ซิงเอ๋อด้วยอยู่แล้ว
“ได้สิ ! เช่นนั้นก็รีบไปจัดการเสีย... ใช่ ! ต้นซิ่งแดงนี่อย่าเชียว”
จี้ซิงเอ๋อพับแขนเสื้อขึ้น จากนั้นก็หยิบขวานขึ้นมาหนึ่งด้ามแล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อตัดกิ่งไม้
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ ต้นไม้ก็ถูกตัดแต่งจนดูเรียบร้อยสวยงาม จี้ซิงเอ๋อยืนอยู่บนต้นไม้พลางจ้องมองไปยังเรือนข้าง ๆ “แล้วสวีเสี่ยวเสียนเล่า ? ”
“ข้าจะทราบได้เยี่ยงไร ลงมาทำความสะอาดสิ”
“อือ...”
จากนั้นจี้เยวี่ยเอ๋อก็ต้องตกตะลึงขึ้นมาทันใด
จี้ซิงเอ๋อกระโดดลงไปแล้ว ทว่ามิได้กระโดดลงมาในเรือน แต่นางกลับกระโดดลงไปยังเรือนของสวีเสี่ยวเสียนที่อยู่ข้าง ๆ แทน !
จี้เยวี่ยเอ๋ออ้าปากค้างในทันใด นางรู้สึกได้ว่าคงมิใช่การดีที่จะให้น้องสาวมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน !
แน่นอนว่านางย่อมเข้าใจความคิดของน้องสาวดี นางรู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าน้องสาวผู้นี้จะสร้างปัญหาให้แก่ตนขึ้นมา อย่างเช่นตอนนี้
จี้เยวี่ยเอ๋อค่อนข้างกระวนกระวายใจ แต่จี้ซิงเอ๋อที่อยู่ในเรือนของสวีเสี่ยวเสียนกลับเดินเล่นอย่างสบายใจ
นางเดินไปถึงศาลาริมน้ำเซียนหยุน จากนั้นก็มองไปยังกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะหิน
“ไอหยา ‘ถวิลหา ธารน้ำเบียน’ คาดมิถึงว่าเขาจะประพันธ์บทกวีขึ้นมาอีกแล้ว... ความสามารถทางวรรณกรรมของเจ้าหมอนี่เหมือนว่าจะสูงส่งมากจริง ๆ อ่า...ต้องนำกลับไปให้ท่านพี่ดู ! ”