ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 60 ก่อนวันตัดสิน

    บทที่ 60ก่อนวันตัดสิน

    “บางที...ความรู้สึกของฉันก็เป็นสิ่งเดียวที่ไม่อยากให้เธอได้รู้”

             

            

            เสียงประกาศดังก้องไปทั่วชานชาลาเมื่อรถไฟขบวนที่มาโมรุนั่งมากำลังจะเข้าสู่สถานีมินาโยะลุกขึ้นยืน สอดส่องสายตามองหาเด็กหนุ่มท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านที่เพิ่งเดินลงมาจากรถไฟโทวะยืนอยู่ข้างเธอ กำลังคุยโทรศัพท์สีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะสะกิดไหล่เธอเบาๆแล้วชี้ไปที่มุมหนึ่งของสถานีรถไฟ

            

            เรือนผมสีดำสนิทของมาโมรุมองเห็นได้อย่างเด่นชัดท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านใบหน้าคมเข้มนั้นดูเคร่งกว่าที่มินาโยะเคยเห็น มาโมรุกำลังสับสนเด็กหนุ่มพยายามมองหาพวกเธอผ่านม่านผู้คนที่เดินเบียดเสียดอยู่รอบตัวโทวะยกมือขึ้นกวักมือเรียก กว่ามาโมรุจะมองเห็นพวกเขาก็ตอนที่คนเริ่มเบาบางลงไปมากแล้ว

            

            เด็กหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาท่าทางโล่งใจขึ้นเล็กน้อย โทวะรีบวางสายโทรศัพท์ก่อนจะเดินเข้าไปรับ มินาโยะยืนรอทั้งคู่อยู่ที่หน้าตู้กดน้ำอัตโนมัติเฝ้ามองมาโมรุด้วยสีหน้ากังวลใจ

            

            “เป็นยังไงบ้าง?”เธอถามมาโมรุทันทีเมื่อเด็กหนุ่มทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้ “ตอนที่เธอโทรมาบอกว่าจะมาที่นี่วันนี้เลยน่ะรู้ไหมว่าพวกฉันกังวลแค่ไหน นึกว่าเธอจะขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายไม่ทันเสียแล้ว”

            

            “ฉันขอโทษฉันเองก็ไม่ทันคิดเหมือนกัน” มาโมรุว่า “พี่ไม่อยู่ที่บ้านน่ะ”

            

            ทั้งโทวะและมินาโยะสบตามองกันก่อนจะหันมาหามาโมรุอีกครั้ง

            

            “คนที่บ้านบอกว่าเขาไปเข้าค่าย”

            

            มาโมรุบอกดูเหมือนเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อในเหตุผลนั้นสักเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้เขาไม่ได้พบกับพี่ในวันนี้จริงๆนี่นาเด็กหนุ่มคิดว่าตัวเองทำถูกแล้วล่ะที่เผ่นแนบออกมาจากบ้านของปู่ทันทีที่รู้ว่าพี่ไม่อยู่ที่นั่นเพราะถ้าเขามาถึงสถานีไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่จะมาบ้านชินล่ะก็เขาคงได้กลับไปที่นั่น และนอนค้างที่บ้านปู่แหงๆ

            

            “ไม่เป็นไรนะ”มินาโยะปลอบเขา

            

             “ไว้ค่อยไปหาวันหลังก็แล้วกัน”โทวะพยายามให้กำลังใจ

            

            “ไม่รู้สิฉัน...” มาโมรุพูดอย่างลังเล เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาหน้าสถานี เกือบสองทุ่มแล้วเขาใช้เวลาในการเดินทางมาเกือบสามชั่วโมงและตลอดเวลาที่เดินทางมาที่นี่ก็มีเรื่องให้เขาคิดมากมายหนึ่งในนั้นคือเรื่องของพี่ความคิดที่อยากจะกลับไปเผชิญหน้ากับพี่นั้นมีน้อยลงไปทุกที

            

            “ฉัน...ฉันคิดว่าคนที่นั่นคงบอกพี่แล้วล่ะว่าฉันไปหาที่บ้าน ถ้าพี่กลับมาพี่คงรู้ฉันคิดว่าฉันทำดีที่สุดแล้วล่ะ แล้วถ้าเขา... อยากจะพูดอะไรกับฉันเขาก็คงจะมาหาเอง”

            

            มาโมรุสบตามองโทวะกับมินาโยะ

            

            “ฟังดูเหมือนฉันไม่ค่อยพยายามเท่าไหร่เลยนะ”

            

            “ไม่หรอกมาโมรุพยายามดีแล้วล่ะ” มินาโยะบอก มือสองข้างของเธอกุมมือของเขาเอาไว้เธอสบลึกเข้ามาในดวงตาของเขาอย่างให้กำลังใจ มาโมรุยิ้ม นี่เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มได้สบตากับมินาโยะอย่างเต็มตาทว่าน่าแปลกที่หัวใจของเขากลับไม่สั่นไหวอย่างที่เขาคิดไว้  แต่มันกลับเต้นเป็นจังหวะที่แสนเชื่องช้าสงบนิ่ง และหนักแน่นเสียจนเขารู้สึกถึงการคงอยู่ของมันในตัวเขาได้เป็นครั้งแรก

            

            โทวะกระแอมไอขัดจังหวะ

            

            “กลับกันเถอะนายควรจะได้พักบ้าง”

            

            โทวะเอ่ยชวนแล้วก็เดินนำทั้งคู่ออกมาจากสถานีรถไฟที่ผู้คนเริ่มบางตาท้องฟ้าด้านนอกเป็นสีดำสนิท แต่แสงไฟตามท้องถนน บ้านเรือนและยานพาหนะยังคงส่องสว่าง ทำให้เมืองเล็กๆแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวา

            

            “แล้วนี่ชินกับเท็ตสึยะล่ะ?”มาโมรุถามหาเจ้าบ้านที่ไม่ได้อยู่กับคนทั้งคู่ โทวะพาเขามาหยุดรออยู่หน้าสถานีมีที่นั่งพักทำจากไม้อายุเก่าแก่ตั้งวางอยู่หน้าสวนญี่ปุ่นร่มรื่นโคมไฟในสวนส่องแสงสีนวลสบายตา พวกเขานั่งอยู่ที่นั่นฟังเสียงน้ำไหลจากน้ำตกในสวนกลืนหายไปกับเสียงของยวดยานพาหนะในตัวเมืองด้านหน้า

            

            “ออกไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเย็นให้น่ะก็มาโมรุยังไม่ได้กินข้าวเย็นมาเลยใช่ไหมล่ะ?”

            

            มินาโยะหันมาบอกกับเขา

            

            “ฉันหาอะไรกินรองท้องมาบนรถไฟแล้ว”มาโมรุบอกอย่างเกรงใจ ถึงชินจะชวนทุกคนมาเที่ยวที่บ้านในช่วงปิดเทอมแต่เขาก็ไม่ได้อยากจะรบกวนทางฝั่งนี้มากนัก อันที่จริงมาโมรุบอกกับชินไปว่าเขาอาจจะมาสบทบกับคนอื่นๆในวันรุ่งขึ้นถ้าหากเขาได้พบกับพี่และพูดคุยกัน แต่ทว่าพี่ดันไม่อยู่บ้านเสียก่อนแผนก็เลยล่มไม่เป็นท่า มาโมรุจึงตัดสินใจที่จะมารวมกลุ่มกับทุกคนในวันนี้เลย

            

            “ถ้างั้นนายก็ทำกับข้าวให้พวกเราละกัน”โทวะเอ่ยมาจากที่นั่งด้านข้าง สายตายังคงจ้องมองโทรศัพท์อย่างไม่วางตา“เพราะฉันกับมินาโยะน่ะยังไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว”

            

            “แล้วทำไมไม่หาอะไรกินล่ะวะ?”มาโมรุบ่น

            

            “เพราะมีคนบอกว่าจะกลับมาวันนี้น่ะสิพวกฉันถึงได้รอนายนี่ไง!”

            

            โทวะหันไปเถียง

            

            “แกนี่มัน...ไม่น่ารีบออกจากโรงพยาบาลเลยจริงๆ”

            

            มาโมรุสาปส่งให้อีกครั้งก่อนที่ทั้งคู่จะหันหน้าหนีไปคนละทาง

            

            มินาโยะหัวเราะขำช่องว่างระหว่างเพื่อนสนิททั้งสองลดลงไปมากหลังจากจบเรื่องของเธอไปเด็กสาวสังเกตมาได้สักพักแล้วว่าโทวะดูจะเกรงใจมาโมรุในบางเรื่องทั้งสองคนไม่ได้พูดจาหาเรื่องใส่กันเป็นปกติเหมือนเมื่อก่อนนับตั้งแต่ตอนที่เธอเข้ามารวมกลุ่มกับพวกเขาตอนนี้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปด้วยดีทีละน้อยนับตั้งแต่ตอนที่เธอสามารถสบตากับมาโมรุได้และได้เล่าความกังวลใจของเธอออกไปให้เขาฟังเด็กสาวชอบระยะห่างระหว่างพวกเธอทั้งสามในตอนนี้และปรารถนาที่จะให้มันเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาล

             

             

            


            “เฮ้! พวกนายขึ้นรถได้แล้ว! ชินจะกินอาหารท้ายรถจนหมดแล้วเนี่ย”

            

            เสียงของเท็ตสึยะดังลอดออกมาเมื่อประตูรถตู้สีขาวคันใหญ่จอดลงตรงหน้าสถานีและประตูรถเปิดออกเรือนผมสีเหลืองทองของเท็ตสึยะโผล่ออกมาจากที่นั่งด้านหลังแล้วทั้งสามคนที่นั่งรออยู่ตรงที่พักหน้าสถานีรถไฟก็วิ่งกรูขึ้นรถไปทันทีที่เท็ตสึยะร้องเรียก

            

            ชินหันมาจากที่นั่งด้านหน้าซึ่งอยู่ข้างคนขับเมื่อตอนที่รถเริ่มขยับตัวสีหน้าของชินดูโมโหหิวสุดขีด

            

            “โมโมะรออยู่ที่บ้านแล้ววันนี้พวกนายจะได้นอนค้างที่บ้านเท็ตสึยะก่อน”

            

            ชินหันมาบอก

            

            “บ้านชินมันยังจัดการกับพวกอาวุธนินจาไม่เสร็จน่ะ”เท็ตสึยะอธิบายเสริม “กลัวว่าถ้าไปค้างที่นั่นคืนนี้เลยจะพากันนอนไม่หลับน่ะสิ”

            

            “ตกลงไอ้เรื่องตระกูลนินจาอะไรนี่เป็นเรื่องจริงงั้นสิ?”มาโมรุถามชิน “ฉันนึกว่านายล้อเล่น”

            

            “จะลองไปดูก็ได้”

            

            โทวะบอกท่าทางเหมือนคนผ่านประสบการณ์ร้ายแรงมานับไม่ถ้วน

            

            “พอสอบเสร็จแล้วก็ปากหาเรื่องเลยนะ”มาโมรุหันมาเขม่นใส่โทวะ

            

            “ฉันไม่ได้กังวลเรื่องสอบซะหน่อยพูดเป็นเล่นน่า” โทวะยักไหล่อย่างไม่สนใจ

            

            อันที่จริงการสอบปลายภาคที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปจัดขึ้นหลังจากที่โทวะออกจากโรงพยาบาลได้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้นโทวะดูจะกังวลใจกับการอ่านหนังสือสอบมากเพราะเขาหยุดเรียนไปเพื่อรักษาตัวอยู่เป็นอาทิตย์แต่ทุกคนก็คิดเหมือนกันว่าการสอบไม่ใช่ปัญหาสำหรับโทวะ เด็กหนุ่มดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลใจที่มากกว่านั้นและพวกเขาคิดว่านั่นอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของนานาโกะเด็กสาวผู้เป็นเพื่อนสมัยเด็กของโทวะและมาโมรุหายตัวไปได้สักพักแล้วพวกเขารู้แค่ว่าเธอมาเข้าสอบ แต่เพราะอยู่คนละห้องก็เลยไม่ได้พบกันและเอเรียลผู้ซึ่งเข้ามาเรียนที่นี่ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนนั้นหลังจากที่ทั้งห้าคนรู้ว่าเขาคือนักรบอเวจีตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครพบเอเรียลอีกเลย โทวะเอาเรื่องนี้ไปถามพวกอาจารย์คนอื่นๆเขาได้คำตอบกลับมาแค่ว่าเอเรียลต้องย้ายกลับไปอิตาลีเพราะหมดช่วงเวลาแลกเปลี่ยนดูเหมือนโทวะจะพยายามเอาเรื่องการหายตัวไปของนานาโกะมาโยงเข้ากับเรื่องของเอเรียลมาโมรุจึงต้องพยายามเตือนสติเขาว่ามันเป็นคนละเรื่องกันแม้เด็กหนุ่มจะเป็นคนเดียวในกลุ่ม (นอกเหนือจากโทวะ)ที่รู้ว่านานาโกะเคยถูกเลือกให้เป็นนักรบอเวจี แต่เขาไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง

             

             

            


            รถตู้แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านหลังใหญ่ที่มีอาณาเขตค่อนข้างกว้างขวางตัวบ้านสีขาวสะอาดสร้างตามสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ตั้งอยู่บนเนินเล็กๆที่ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านที่นี่เป็นหนึ่งในบ้านไม่กี่หลังที่มีสนามหญ้ารอบตัวบ้านและมองเห็นวิวของท้องทะเลยามค่ำที่อยู่ต่ำลงไปได้จากทางด้านหลังที่สนามหญ้าด้านข้างมีชุดม้านั่งและเตาบาร์บีคิวขนาดใหญ่เตรียมพร้อมไว้รออยู่แล้วและเมื่อตอนที่รถมาจอดเทียบหน้าบ้าน โมโมกะเพื่อนสมัยเด็กของชินและเท็ตสึยะก็เดินออกมาจากตัวบ้านและตรงเข้ามาขนวัตถุดิบที่อยู่หลังรถออกไปทันที

            

            “เดี๋ยวพวกฉันจัดการเอง”

            

            ชินปรามโมโมกะที่กำลังจะแบกปลาตัวใหญ่ขึ้นพาดบ่าท่าทางของเด็กสาวดูแล้วชวนให้ขบขันเมื่อนึกถึงสภาพของร่างเล็กๆกับปลาที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวเธอในลังแช่แข็งถึงขนาดที่โทวะกับชินต้องช่วยกันแบกส่วนเท็ตสึยะกับมาโมรุช่วยกันหิ้วเนื้อสัตว์อื่นๆออกไป และเหลือพวกผักสดกับของแห้งไว้ให้มินาโยะกับโมโกะช่วยกันจัดการ

            

            วัตถุดิบส่วนหนึ่งถูกแบ่งไปเก็บไว้ในบ้านสำหรับใช้ทำอาหารมื้อถัดไปแต่กว่าครึ่งก็ถูกนำออกจากถุงมาไว้บนโต๊ะทำครัวขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างเตาบาร์บีคิวเพื่อเริ่มปรุงอาหารโมโมกะรับหน้าที่เป็นคนจัดการอาหารมื้อค่ำทั้งหมดส่วนเท็ตสึยะผู้เป็นเจ้าบ้านคอยยืนให้กำลังใจและสร้างความรำคาญเล็กๆน้อยๆให้แก่เธอในที่สุดเมื่อมาโมรุทนไม่ไหวเด็กหนุ่มก็ไล่ทุกคนให้ไปนั่งรอที่โต๊ะและเข้ามาช่วยโมโมกะทำอาหารแทน

            

            “อย่าเข้ามาในอาณาเขตของฉัน”โมโมกะทำสีหน้าถมึงทึงใส่มาโมรุ มีมีดเล่มหนึ่งสำหรับแล่ปลาถือไว้ในมือความไม่ลงรอยของคนทั้งคู่ยังคงมีอยู่หลังจากการพบกันครั้งแรกในโรงพยาบาลยังไม่ได้รับการแก้ไขเท็ตสึยะที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องนั้นแล้วก็ไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ดีขึ้นเลยนอกเสียจากคอยยุแยงให้คนทั้งคู่ทะเลาะกัน แล้วในที่สุด โมโมกะกับมาโมรุก็ต้องแบ่งโต๊ะทำอาหารกันคนละครึ่ง

            

            “ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ!”ชินกระแทกกะละมังใส่วัตถุดิบลงกลางโต๊ะพร้อมกับประกาศเสียงกร้าว“อย่าคิดจะแข่งกันทำอาหารโดยใช้พวกฉันเป็นกรรมการตัดสินเชียว”

            

            ไม่รู้ว่าชินมีความหลังอะไรกับเรื่องนี้หรือเปล่าแต่ดูเหมือนหลังจากที่เด็กหนุ่มประกาศออกไป ทั้งมาโมรุและโมโมกะก็ดูจะอารีอารอบแก่กันมากขึ้นทั้งคู่ช่วยกันเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำบาร์บีคิวและเสนอแนะข้อคิดเห็นต่างๆให้แก่กันจนในที่สุดก็ช่วยกันรังสรรค์เมนูสุดแปลกพิศดารออกมาโทวะกับมินาโยะเพิ่งจะมารู้จากปากของเท็ตสึยะในวันนี้เองว่าครอบครัวของโมโมกะเป็นเชฟชื่อดังของเมืองนี้และเด็กสาวเองก็ต้องการที่จะสานต่อกิจการของครอบครัวดูเหมือนว่าการทำอาหารจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างมาโมรุและโมโมกะได้

            

            “พักสักหน่อยไหม?เธอยังไม่ได้ทานอะไรเลยนี่นา”

            

            มินาโยะเดินเข้ามาทักทายเด็กสาวเพราะเธอสังเกตเห็นว่าโมโมกะเอาแต่ง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบและไม่ได้กินอะไรรองท้องเลย

            

            โมโมกะหันมาสบตากับมินาโยะครั้งหนึ่งปฏิกิริยาที่รวดเร็วนั้นทำให้มินาโยะตัดสินใจหลบสายตาโดยอัตโนมัติ

            

            “ให้ฉันช่วยนะ”

            

            เธอบอกโมโมกะที่กำลังเริ่มต้นเอาวัตถุดิบชุดใหม่จัดลงจานส่วนพวกเด็กผู้ชายนั้นกำลังสนุกสนานกับการพูดคุยอยู่ที่ม้านั่งในสวน

            

            เด็กสาวทั้งคู่ช่วยกันเตรียมอาหารโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันมากโมโมกะดูจะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงและเข้ากับคนแปลกหน้าได้ค่อนข้างยาก มินาโยะคิดว่านั่นคงจะเป็นบุคลิกเฉพาะของเธออันที่จริงแล้วถ้ามินาโยะไม่ได้รู้จักกับโทวะและมาโมรุโลกของเธอก็คงจะไม่ได้เปิดกว้างถึงขนาดนี้ พูดกันตามตรง เด็กสาวเข้าสังคมไม่เก่งแถมในอดีตชาติของเธอนั้นยังเป็นพวกที่ชอบเก็บตัวและไม่คบค้าสมาคมกับชาวบ้านการจะเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคนนั้นเป็นเรื่องที่เด็กสาวไม่คุ้นเคย

            

            ดังนั้นมินาโยะจึงคิดว่าโมโมกะโชคดีที่มีเท็ตสึยะอยู่เคียงข้างถึงบุคลิกของทั้งคู่จะแตกต่างกันมาก แต่เท็ตสึยะเป็นคนใจกว้างและเขาให้ความสำคัญกับโมโมกะมากๆ เท่าที่มินาโยะสัมผัสได้ สายสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่นั้นเป็นอะไรที่ทอดยาวมาจากอดีตพวกเขาคงผ่านเรื่องราวร้ายแรงกันมามากพอที่จะสามารถสร้างความเชื่อใจให้แก่กันได้ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

            

            มินาโยะอิจฉาความสัมพันธ์แบบนี้มันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องพูดจาอะไรให้มากความก็สามารถเข้าใจกันได้ และถึงแม้จะอยู่ห่างไกลทั้งคู่ก็ยังคงเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยสายสัมพันธ์ที่มีต่อกัน

            

            นัยน์ตาของมินาโยะหม่นแสงลงเมื่อนึกถึงความจริงบางอย่างตัวเธอในวันที่ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมานั้นมีแต่ความหวาดกลัวที่มีต่อคนรอบข้างเธอจำหน้าของพ่อไม่ได้ เธอนึกเรื่องราวของเขาไม่ออกความทรงจำของพ่อที่มีอยู่ในตัวเธอนั้นมีน้อยเกินไปจนบางครั้งเด็กสาวก็รู้สึกโหยหากับแม่และพี่ มีช่องว่างบางๆที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งคู่และเธออยู่บางทีช่องว่างนั้นคงมีขนาดเท่ากับระยะห่างของกำแพงที่เธอขังตัวเองเอาไว้และกับเขา... กับพี่มาซารุในอดีตของเธอนั้นระยะห่างที่ว่านั่นอาจจะมากเท่ากับความสูงของหอคอยถึงพื้นดินที่อยู่เบื้องล่างเธอจำเขาได้ เธอนึกเรื่องราวของเขาออกแล้วแต่เด็กสาวไม่รู้เลยว่าเหตุผลทั้งหมดในการกระทำแต่ละอย่างที่เขาทำนั้นมันหมายความว่าอย่างไร

            

            “เดี๋ยวเธอก็จะได้รู้”โมโมกะเอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบๆขณะที่กำลังจัดชิ้นเนื้อลงจานเปล ห่างออกไปที่โต๊ะทานอาหารในสวนข้างตัวบ้าน พวกผู้ชายหยุดคุยกันแล้วและทั้งสี่คนกำลังมองตรงมาที่เธอ มินาโยะเห็นเท็ตสึยะยิ้มน้อยๆดูราวกับเขากำลังทำตัวเป็นกำลังใจให้เธอในการพูดคุยกับโมโมกะอยู่มินาโยะลืมนึกไปเลยว่าโมโมกะรู้เรื่องที่เธอกังวลอยู่ได้อย่างไร

            

            “พวกเขาพาเธอมาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้”โมโมกะบอกมินาโยะ “เธอจะได้รู้เรื่องราวทั้งหมด และเหตุผลทั้งหมดที่หมอนั่นทำลงไปด้วย”

            

            ท่ามกลางเสียงคลื่นที่ดังแว่วผ่านมาโมโมกะหันมาส่งยิ้มให้เธอน้อยๆ

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน