“อาจารย์?”
“ใช่”
“อาจารย์เจ้าเป็นใคร อยู่ในเมืองนี้หรือไม่”
ชิลไม่ได้ตอบ นางเองก็มิได้คะยั้นคะยอต่อความ
หมู่เมฆสีขาวเคลื่อนตัว ภายใต้ผืนฟ้าสีครามอันสดใส ดวงอาทิตย์ด้านหลังเริ่มส่องแสงร้อนแรง บ่งบอกถึงช่วงเวลาเช้าที่ใกล้ผ่านพ้น
ชิลใช้เวลาเก็บทรัพย์สมบัติติดตัวของพวกคนชุดดำทั้งหมดอยู่สักพัก ไม่นานก็เดินไปนั่งลงด้านข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
“เจ้าเคยเห็นมันมาก่อนหรือไม่”
เขากล่าวพลางมองริเช่ที่กำลังดึงผ้าคาดหน้าของหัวที่หลุดออกมาจากร่างคนชุดดำ นางจ้องมองใบหน้านั้นอยู่สักพักก่อนกล่าว
“ข้ามิเคยเห็นมันมาก่อน เป็นไปได้ว่าพวกมันคงเป็นนักฆ่าที่ถูกจ้างมา”
ทว่ายังไม่ทันไร นางก็อุทานเสียงหลง
“นี่มัน! สัญลักษณ์กรงเล็บแดง!”
ริเช่นิ่งค้างเล็กน้อย จึงกล่าวต่อ
“บางทีพวกมันอาจเป็นคนจากกลุ่มพยัคฆ์โลหิต”
“พยัคฆ์โลหิต?”
ชิลกล่าวพลางหรี่ตา
“มันคือกลุ่มกบฏ ที่คิดล้มล้างระบบชนชั้นขุนนางและกษัตริย์ภายในอาณาจักรวายุอัสนีเมื่อห้าปีก่อน ในตอนนั้นพวกมันทำการก่อจลาจลกลางเมือง จนทำให้เกิดเหตุวุ่นวายครั้งใหญ่”
ริเช่เดินไปทางศพที่มีแผลเป็นทางยาวตรงไหล่ ใช้เท้าถีบพลิกตัว นั่งลง ดึงผ้าคาดหน้าออก จ้องมองใบหน้าสักพัก ไม่นานก็กล่าวต่อ
“แต่อย่างไร กลุ่มของพวกมันก็ได้โดนกองทัพวายุอัสนี ที่ร่วมมือกับทางหุบเขาจัตุรัสยักษา กำราบไปเป็นที่เรียบร้อย ในครั้งนั้นตระกูลแรนเชอและตระกูลฟอลลิชก็มีส่วนร่วมในการช่วยกำจัดพวกมันด้วย”
นางกล่าว เหลือบตามองโดยรอบ
“ถึงอย่างนั้นกลับมีข่าวว่า พวกมันที่เหลือรอดได้แอบจัดตั้งกองกำลังลับๆ เพื่อกลับมาโจมตีอาณาจักรวายุอัสนีอีกครั้ง ข้าเองก็ไม่คิดจะเชื่อข่าวโคมลอยเช่นนั้นในคราแรก แต่จากเหตุที่เกิดในวันนี้ บางทีข่าวที่ว่านอาจเป็นเรื่องจริง”
“งั้นรึ เจ้ากำลังบอกว่า พวกมันเข้ามาโจมตีถึงภายในตระกูลแรนเชอ ซ้ำต้องการสังหารข้า เพียงเพราะเป็นเรื่องความขัดแย้งในอดีต”
ชิลกล่าวพร้อมดันตัวลุกขึ้น
“ข้า...”
ริเช่ก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด จากสถานการณ์ก่อนหน้า ทำให้ไม่สามารถพูดเต็มปากว่านี่เป็นเพียงความขัดแย้งในอดีต เหตุใดพวกมันต้องเข้าล้อมชิล ราวกับต้องการสังหารเขาให้ได้
นิ่งเงียบ เงยหน้ามองฟ้าครู่หนึ่ง ไม่นานชิลก็ยกเท้า ก้าวเดินตรงไปทางคฤหาสน์การอน นี่ทำให้ริเช่จำต้องตื่นจากภวังค์ และเดินตามไป
ใช้เวลาอยู่หลายนาที ทั้งสองก็มาถึงคฤหาสน์ ดูเหมือนหัวหน้าพ่อบ้านเฟลดิช โนมาน และรีนจะยืนรอพวกเขาอยู่หน้าคฤหาสน์นานแล้ว
“เหตุใดจึงช้านัก”
โนมานเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาได้บอกริเช่ให้พาชิลมาตั้งแต่เช้าตรู่ แต่นี่สายมากแล้วกลับเพิ่งมาถึง
แม้จะได้ยินคำกล่าว ชิลกลับมิได้สนใจตอบอะไร ทำเพียงเดินผ่านโนมานไปยืนด้านหน้าเฟลดิชพร้อมกล่าวเสียงเบา
“นำไป”
เฟลดิชมองชิลอยู่สองลมหายใจ ก่อนพยักหน้า หันตัวเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์
หลังชิลจากไป ริเช่ก็ได้เข้ามาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำให้ต้องล่าช้า นี่ทำให้ทั้งโนมานและรีนตื่นตกใจเป็นอย่างมาก อย่างไรทั้งคู่ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกนักฆ่าถึงสามารถเข้ามาในอาณาเขตตระกูลแรนเชอได้
เว้นเสียแต่...
แม้ทั้งสามจะมีความคิดบางอย่างตรงกัน ทว่ากลับไม่เอื้อนเอ่ย เพราะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ
ภายในคฤหาสน์การอน มีห้องหนึ่งที่ขนาดกว้างขวางเป็นพิเศษ ภายในห้องนี้มีแท่งเสาสีดำตั้งอยู่หลายต้น แท่งเสาเหล่านี้ล้วนถูกหลอมขึ้นจากเหล็กทมิฬ ทำให้พวกมันมีความทนทานเป็นอย่างมาก
ปัจจุบันมีเสียงดังออกมาจากใจกลางห้องอันมืดมิด
ปัง!! ปัง! ปัง! ปัง!!
หมัดที่อันแน่นไปด้วยพลังงานปฐพีกระทบเข้ากับแท่งเสาสีดำอย่างรวดเร็ว รุนแรง ส่งผลให้รอบข้างมีสายลมตีกระจายเป็นระลอก
“ท่านพ่อ!”
เสียงริเช่ดังมาจากด้านนอก
ปัง!!!
หมัดที่ถูกล้อมรอบด้วยพลังงานสีเหลือง ชกไปยังแท่งเสาสีดำอย่างรุนแรง ไม่นานพลังงานรอบหมัดก็ค่อยๆจางลง หมัดที่กำแน่นคลายออกช้าๆพร้อมลดต่ำไปด้านข้างตัว หยาดเหงื่อไหลท่วมไปทั่วร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้าม ตาสีฟ้ากระจ่างค่อยๆเปิด หางคิ้วที่คมราวกับใบดาบดูผ่อนคลายลง
การอนยืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สักพักจึงหันตัวก้าวเดินไปยังหน้าประตู แลเปิดมันออก
“มีอะไรเร่งรีบขนาดต้องรบกวนเวลาฝึกฝนข้า”
“ท่านพ่อ...”
ริเช่มองไปยังร่างท่อนบนที่ไร้เสื้อของการอน กลิ่นเหงื่อเหม็นคละคลุ้งจนนางต้องนำมือขึ้นมาปิดจมูก
“ข้าว่า ท่านไปอาบน้ำก่อนดีหรือไม่”
.
.
เฟลดิชได้พาชิลลงมายังห้องชั้นใต้ดินด้านล่างคฤหาสน์การอน ภายในดูมีพื้นที่กว้างกว่าห้องใต้ดินในคฤหาสน์รีนอยู่มาก เขาได้ส่งมอบม้วนกระดาษหนึ่งอันให้ ก่อนเดินจากไปโดยไม่ได้กล่าวอะไร
ชิลมองตามหลังเฟลดิช สักพักจึงหันกลับมาสำรวจรอบห้อง ที่แห่งนี้มีศาสตราวุธระดับสามัญจำนวนมากวางระเกะระกะอยู่บนชั้นวาง เขาจ้องมองพวกมันสักพัก ไม่นานก็ก้มหน้าแกะม้วนกระดาษที่เฟลดิชมอบให้อ่าน ภายในเป็นรายชื่อกำหนดรูปแบบอาคม ว่าศาสตราวุธชนิดไหนต้องลงอาคมรูปแบบใด
ข้อกำหนดเหล่านี้การอนกับโนมานทั้งคู่ได้ช่วยกันกลั่นกรองความคิด โดยมองถึงความจำเป็นในการใช้งานและความเข้ากันได้ของเหล่าคนในตระกูลแรนเชอ
ชิลกรอกตาอ่านอยู่ พักใหญ่ก็ส่ายหัวไปมาเล็กน้อย พวกเขาเขียนให้ลงอาคมวายุคลั่งในศาสตราวุธประเภทดาบ ธนูและกระบอง ส่วนศาสตราวุธประเภทมีดสั้นและสนับมือจะเป็นอาคมเสริมความเร็ว ยังมีส่วนของโล่และดาบขนาดใหญ่ที่เป็นอาคมเสริมพลัง
รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าใต้เรือนผมสีน้ำตาลอ่อน จำนวนศาสตราวุธที่พวกเขาให้ลงอาคมมีมากกว่าห้าร้อยชิ้น หากเปลี่ยนเป็นหินสวรรค์คงได้ประมาณหนึ่งร้อยล้าน
ช่วยไม่ได้เลยที่ชิลจะต้องทอดถอนใจให้กับความมั่งคั่งนี้ ทิ้งช่วงเพียงครู่จึงเดินตรงไปที่ชั้นวาง หยิบดาบขึ้นมาหนึ่งชิ้น จับจ้องมองมันอยู่สักพักก่อนเลื่อนสายตาไปยังเชือกสีดำที่ข้อมือ
“นี่ยังไม่ถึงเวลาของเจ้า”
ชิลกล่าวเสียงเบา สาเหตุที่ยังไม่ได้ลงอาคมให้กับดาบสีฟ้า เป็นเพราะยังไม่สามารถร่ายบทอาคมที่ต้องการได้ ด้วยจำนวนพลังงานสวรรค์ในปัจจุบัน อย่างน้อยจำต้องไปถึงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายเสียก่อน
ไม่นานชิลก็เริ่มวาดอักขระขึ้นไปในอากาศ เขาไม่คิดใช้รูปแบบการวาดสัญลักษณ์ แม้คนในตระกูลแรนเชอจะไม่มีผู้สามารถลงอาคม แต่ผู้ใช้อาคมก็มีอยู่ไม่น้อย
เวลาผ่านไปได้สามชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มลงอาคมศาสตราวุธชิ้นแรก
เคร้ง!! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงอักขระบนอากาศปะทะเข้ากับดาบสีทองเล่มหนึ่ง ไม่นานเสียงนั้นก็เบาลง และจางหายไป เม็ดเหงื่อปรากฏท่วมใบหน้าชิล นี่คือขีดจำกัดของเขาในวันนี้ หลังจากผ่านศึกกลางป่า ก็ทำให้พลังงานสวรรค์เขาลดลงอยู่หลายส่วน
“เก้าชิ้นงั้นรึ หากเป็นปกติน่าจะได้ประมาณสิบสอง”
ชิลกล่าวก่อนนำดาบสีทองที่เพิ่งลงอาคมวายุคลั่งไปเมื่อครู่ วางพิงไว้ข้างฝาผนัง
“ดูเหมือนข้ายังไม่สามารถลดเวลาลงอาคมได้”
เขาหรี่ตาลง ใบหน้าแสดงออกอย่างผิดหวัง ไม่ว่าจะพยายามร่ายบทอาคมให้เร็วขึ้นเท่าไร กระนั้นเขาก็ไม่อาจหลีกหนีระยะเวลายี่สิบนาทีนี้ไปได้ หากมันเร็วขึ้นก็เร็วขึ้นได้เพียงไม่กี่วิ
ชิลมองไปยังดาบสีทองอันเป็นศาสตราวุธชิ้นสุดท้ายที่ลงอาคมในวันนี้ ก่อนหันตัว ก้าวเท้าไปยังกลางห้องพร้อมนั่งท่าขัดสมาธิ เขาจำต้องฟื้นฟูพลังงานสวรรค์เสียหน่อย
เวลาล่วงเลยไปอีกสองชั่วโมง...
จู่ๆชิลก็ลืมตาขึ้นพลังงานสีขาวเคลื่อนไปมารอบตัว ผ่านไปสองลมหายใจมันจึงหยุดนิ่ง ก่อนจางลง เขายิ้มเล็กน้อย พลังงานสวรรค์บางส่วนได้กลับมาบ้างแล้ว
“มาดูกันว่า เจ้าอยู่ที่ใดในตอนนี้”
ชิลกล่าวพร้อมวาดมือขึ้นไปในอากาศ อักขระมากมายปรากฏจากปลายนิ้ว เมื่ออักขระตัวสุดท้ายถูกวาดเสร็จ ไม่นานเหล่าอักขระต่างๆก็เริ่มเคลื่อนที่เข้าหากัน และรวมตัวกันจนกลายเป็นวงกลม เส้นวงกลมสีขาวส่องแสงเจิดจ้า พร้อมเคลื่อนลอยเข้ามากลางหน้าผาก
ภาพชายคนหนึ่งจึงเริ่มปรากฏให้เห็น
ชายผู้นี้ใส่ชุดสีดำทั้งหมด มันมีแผลเป็นที่หางคิ้วขวา หลังคอสลักไว้ด้วยสัญลักษณ์กรงเล็บสีแดง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายผู้นี้คือคนชุดดำที่สามารถหลบหนีไปได้เมื่อเช้า
ความจริงในตอนนั้น ชิลหาได้ฟันพลาดไม่ เขาจงใจฟันช้าลง แสร้งให้คนชุดดำหลบดาบ เพื่อพุ่งเข้าประทับอาคมผูกจิต ต้องบอกว่าอาคมผูกจิตนั้น เป็นอาคมในประเภทตราประทับ ที่จะทำงานก็ต่อเมื่อสัมผัสร่างฝ่ายตรงข้าม โดยอาคมผูกจิตจะทำให้ผู้ใช้อาคมสามารถผูกห้วงความคิดของตนเข้าไปยังจิตวิญญาณอีกฝ่าย ทำให้สามารถติดตามตัว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้คนชุดดำไม่สงสัยเกี่ยวกับฝ่ามือที่เขาประทับ จึงจำต้องสร้างสถานการณ์เช่นนั้นขึ้น
“เอาล่ะ แสดงให้ข้าเห็น ถึงสถานที่หลบซ่อนของพวกเจ้า”