King of world ราชันแห่งพิภพ

    ไม่ใช่เวลาตาย

            ​

            ตึกๆๆๆ!

            เสียงฝีเท้าย่ำลงด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบหรือเชื่องช้าจนเกินไป

            เจ้าของฝีเท้ามีสีหน้าที่ปกติ ถึงแม้ในอ้อมแขนของเขานั้นจะมีสิ่งมีชีวิตที่เกือบจะเป็นซากศพอยู่ชีวิตหนึ่ง

            ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงจุดหมาย ประตูสีทองแดงตั้งเด่นตระหง่านตา บานประตูเต็มไปด้วยลวดลายที่สลักด้วยความพิถีพิถัน ลวดลายบนบานประตูแสดงถึงเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว

            ภาพผืนดินแตกร้าว ภาพภัยพิบัติเกิดขึ้นไม่ขาดสายและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ภาพสัตว์ประหลาดที่บุกเข่นฆ่าผู้คน ภาพคนกลุ่มหนึ่งที่หยิบอาวุธขึ้นสู้ และสิ่งสุดท้ายที่เด่นชัดที่สุดก็คือหลุมดำบนท้องฟ้าที่ส่งสายฟ้าสีขาวขนาดมหึมาลงมาใส่ผู้ที่เหลือรอด

            “หยุด!”ในขณะที่เหม่อมองภาพบนประตูทองแดง ยาม 2 คนที่เฝ้าประตูก็เอ่ยขึ้น แม้จะเห็นร่างที่ปางตายในอ้อมอกของบุคคลตรงหน้า แววตาของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยน

            “แจ้งความประสงค์มา!”เจ้าของฝีเท้าที่มีสิ่งมีชีวิตที่ใกล้หมดลมหายใจอยู่บนอ้อมอกสูดลมหายใจลึกและกล่าวว่า

            “ข้าต้องการพบท่านลอร์ดเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ”

            “ถ้าเช่นนั้นรอสักครู่ ข้าจะไปรายงานให้ท่านลอร์ดทราบเสียก่อน”ว่าแล้ว1ในยาม2คนก็เปิดประตูทองแดงออกเป็นช่องเล็กๆอย่างง่ายดาย ราวกับว่าประตูทองแดงขนาดมหึมาไม่ได้มีค่าอะไรต่างจากประตูไม้ธรรมดาๆสำหรับเขา จากนั้นเขาก็เดินหายเข้าไปภายในอย่างเงียบงัน

            บุคคลก็เหลืออยู่ก็ทำเพียงยืนนิ่งๆอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีเสียงทักทายอะไรทั้งสิ้น มีก็แต่เพียงเสียงโอดครวญแผ่วเบาดังมาจากสิ่งมีชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสในอ้อมอกของผู้มาแจ้งข่าว

            ทว่าเสียงของเขากลับไม่ได้รับความแยแสเลยสักนิด ไม่แม้แต่คนที่อุ้มเขาอยู่ในอ้อมอก

            “ท่านลอร์ดอนุญาตให้เข้าพบได้ เชิญ!”

            ผู้แจ้งข่าวพยักหน้าแล้วเดินหายเข้าไปในประตูทองแดง

            เมื่อก้าวผ่านประตูทองแดงเข้าไป สิ่งที่ผู้แจ้งข่าวพบเห็นก็คือห้องโถงโอ่อ่าหรูหรา พื้นที่กว้างใหญ่ เพดานสูงชะลูด กว้างขวางมากพอที่จะบรรจุภูเขาเล็กๆได้ลูกหนึ่ง

            แต่ว่าผู้แจ้งข่าวไม่กล้าเสียเวลาชื่นชมโถงแห่งนี้ ทำได้เพียงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปด้านในสุดเพื่อพบบุคคลที่เขามาเพื่อแจ้งข่าว

            ที่ด้านในสุดของห้องโถง มีพื้นที่ยกสูง บนนั้นมีบัลลังก์สีทองแดงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนบัลลังก์ถูกจับจ้องไว้ด้วยบุคคลผู้หนึ่งผู้ซึ่งครอบครองดวงตาทรงอำนาจที่เพียงแค่กวาดตามองก็ทำให้ผู้แจ้งข่าวสั่นสะท้านอย่างอดไม่อยู่

            “คำนับท่านลอร์ด!”ผู้แจ้งข่าววางสิ่งมีชีวิตที่บาดเจ็บลงข้างๆและคุกเข่าทำความเคารพด้วยความนอบน้อม

            ลอร์ดผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ปรายตามองร่างที่บาดเจ็บแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจผู้แจ้งข่าวและเอ่ยว่า

            “พูดมา”ผู้แจ้งข่าวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

            “เผ่าพันธุ์ก็อบลินถูกทำลายแล้วขอรับ!”

            “ก็อบลิน?”ลอร์ดผู้สูงศักดิ์ปรายตามองร่างสีเขียวที่นอนจมกองเลือด

            “เผ่าพันธุ์ที่อยู่ใต้อาณัติของเรา เป็นเผ่าพันธุ์ระดับ 4 ที่มีนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1อยู่ 3 คนขอรับ”ทันใดที่กล่าวจบก็อบลินที่นอนจมกองเลือดอยู่ข้างๆก็กระอักเลือดข่มความเจ็บปวดตะโกนออกมาอย่างคลั่งแค้น

            “ทะ..ท่านลอร์ด ได้โปรดแก้แค้นให้เผ่าพันธุ์ก็อบลินของข้าด้วย ข้าต้องการ...”ที่แท้ก็อบลินผู้นี้คือขุนพลก็อบลินที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ มันดั้นด้นเดินทางมาแสนไกลเพื่อรายงานข่าวเรื่องนี้ ระหว่างทางมันเจออุปสรรคมากมาย เกือบตายก็หลายครั้ง แต่ในที่สุดมันก็มาถึงที่นี่!

            ทุกอย่างก็เพื่อการแก้แค้น!

            “ใครอนุญาตให้เจ้าเอ่ยปาก?!”ลอร์ดบนบัลลังก์ขมวดคิ้ว ผู้แจ้งข่าวพลันหน้าซีดเผือด เงื้อมือตบเข้าใส่ศีรษะของขุนพลก็อบลินด้วยความเร็วสูง!

            โพล๊ะ!

            น่าเศร้า! ขุนพลก็อบลินที่เสี่ยงอันตรายเดินทางมาแสนไกลกลับต้องมาตายตกเช่นนี้

            “ขออภัยขอรับท่านลอร์ด ข้านำมันมาเพื่อให้ท่านสอบถามเพิ่มเติม แต่ไม่คิดว่ามันจะพูดมากไม่รู้จักความเช่นนี้!”

            บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ ซึ่งนั่นทำให้ผู้แจ้งข่าวเกิดความหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นมาทั่วใบหน้า

            “รายงานต่อ..”ผู้แจ้งข่าวคล้ายนักโทษที่รอดจากการประหาร เขาไม่กล้ารอช้าเอ่ยสิ่งที่รู้มาในทันที

            “เผ่าพันธุ์ที่มาทำลายเผ่าพันธุ์ก็อบลินมีชื่อว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ระดับ 4 เช่นกัน แต่ไม่ทราบจำนวนนักรบกลายพันธุ์ที่แน่ชัด แต่จะต้องมีนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 มากกว่า 1 คนอย่างแน่นอน สาเหตุความขัดแย้งเกิดจาก....”

            ผู้แจ้งข่าวรายงานไม่หยุดปาก กินเวลากว่า 5 นาที ถึงได้พูดทุกสิ่งออกไปหมด

            “ทำลายเผ่าพันธุ์ระดับ 4 ด้วยตัวคนเดียว? เจ้าแน่ใจว่ามนุษย์ผู้นั้นไม่ใช่นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ?”

            “แน่ใจขอรับ จากที่ข้าทราบมา ดูเหมือนมนุษย์ผู้นั้นเสียชีวิตไปพร้อมกับสกิลฆ่าตัวตายของแม่ทัพใหญ่ก็อบลิน ถ้าหากเป็นนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 การโจมตีแค่นั้นคงทำอะไรไม่ได้แน่นอน”

            ลอร์ดพยักหน้าแล้วเงียบไป

            ในโลกใบนี้สงครามเกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้า มันคือโลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพียงแค่สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ระดับ 4 ไม่มีค่าพอให้ลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขาไปสนใจ

            แต่ปัญหาคือเผ่าพันธุ์ระดับ 4 ที่ว่าดันเป็นเผ่าพันธุ์ใต้อาณัติของเผ่าพันธุ์ระดับ 9ของเขา...

            สมมติคุณมีสัตว์เลี้ยงอยู่ตัวหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้ดูแลสนใจมันสักเท่าไหร่นัก แต่แล้ววันหนึ่งคุณได้ยินว่าสัตว์เลี้ยงตัวนั้นถูกฆ่าตายจากใครหน้าไหนก็ไม่รู้

            เป็นคุณจะทำเช่นไร?

            แน่นอนว่าคงไม่มีใครรู้สึกดีกับเรื่องนี้

            และลอร์ดผู้นี้ก็เช่นกัน

            “จงไปหากีชา บอกว่าข้ามีงานจะให้ทำ”กีชาที่ว่าก็คือนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ผู้หนึ่งซึ่งเปรียบดั่งผู้ทรงอำนาจบนโลกใบนี้

            “บอกกีชาไปว่า...คำสั่งของข้าคือให้ไปยื่นข้อเสนอกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้มาสวาภักดิ์กับเผ่าพันธุ์เรา มนุษย์ทุกคนจะต้องกลายเป็นทาสให้เผ่าพันธุ์ของเราชดใช้ความผิดที่พวกเขาก่อขึ้น”

            “แล้วถ้าพวกเขาไม่ยอม...”ลอร์ดเงียบ แต่ประกายดุร้ายในดวงตาคือคำตอบอย่างดี

            ผู้แจ้งข่าวสูดลมหายใจเย็นเฉียบ!

            ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ขัดขืนก็เท่ากับว่าต้องถูกทำลายทั้งเผ่าพันธุ์ชดเชยความผิดที่ทำลายเผ่าพันธุ์ก็อบลิน

            เพราะอย่างนี้จึงต้องส่งนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ไปดำเนินการ

            ต่อให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 สักร้อยคน ก็ยังไม่เพียงพอจะต่อกรกับนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ผู้ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้!

            นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำเผ่าพันธุ์ที่มีนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ถึงได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ระดับ 7 ทันที!

            ความรู้สึกเย็นวาบในหัวใจ หนังศีรษะชาหนึบ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม ต่อให้เกราะของเขาจะหลอมละหลาย เปลวเพลิงจะแผดเผาผิวหนังจนไหม้เกรียม แววตาดื้อรั้นของเขาก็ไม่มีทางแปรเปลี่ยน จนกระทั่งวาสหมดสติไป

            จิตสำนึกลอยล่องอยู่ในความมืดมิด วาสไม่รู้ตัวเองตายไปแล้วหรือยัง

            ที่เขารู้สึกอยู่นี้คือความฝันหรือไม่

            ความทรงจำที่ผ่านมาในตลอดช่วงชีวิตแล่นผ่านไปช้าๆ บางความทรงจำเริ่มเลือนราง บางความทรงจำยังเด่นชัด

            แต่สิ่งหนึ่งที่วาสรับรู้ได้อย่างชัดเจนคือ...

            ชีวิตของเขาช่างมีช่วงเวลาที่มีความสุขน้อยเหลือเกิน และส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นก็คือช่วงเวลาที่วาสได้อยู่กับไป๋ฟาง

            ซึ่งเขาได้สูญเสียเธอไปแล้ว...

            เคยมีคนกล่าวไว้ว่าคนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุข แต่จะมีสักกี่คนที่จะได้มีชีวิตอย่างนั้น

            ถ้าเป็นในโลกเดิม สิ่งที่คอยฉุดดึงผู้คนไว้ก็คือ ภาระ หน้าที่ กรอบของสังคม และความรับผิดชอบที่แบกอยู่บนบ่า

            ต่อให้เป็นคนยิ่งใหญ่ก็ใช่ว่าจะมีความสุขได้ ผู้ยิ่งใหญ่จะต้องแบกรับชีวิตผู้คนมากมาย การเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็เปรียบเสมือนการเป็นภูเขาลูกหนึ่ง ที่มีผืนป่าและเหล่าสรรพสัตว์อาศัยอยู่

            ยามใดที่ภูเขาพังทลายลง ทุกสิ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาก็จะต้องตายลงไปด้วย

            หรือต่อให้กระทั่งบนโลกใหม่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขได้ ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยอันตราย สังคมใหม่ที่ไม่รู้จัก ความหวาดกลัวต่อความตาย ไม่มีใครทราบว่าจะมีชีวิตไปได้ถึงเมื่อไร

            ภายใต้ชีวิตที่อยู่ใต้ความหวาดกลัวนี้ ใครจะไปมีความสุขได้เล่า?

            แล้วจะทำเช่นไรจึงจะมีช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขได้?

            คำถามนี้คงจะมีแต่ตัวเองที่ตอบได้...

            และคำตอบสำหรับวาสก็คือ...

            ช่างหัวมันสิ!

            ความสุขห่าเหวอะไรนั่นเขาไม่เคยสนใจมันอยู่แล้ว นับตั้งแต่วินาทีที่หัวใจของได้ตายไป

            ต่อให้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาจะไม่มีวันได้สัมผัสกับความสุขนั้นอีกแต่วาสก็ไม่สน!

            เขายังไม่ต้องการตาย!

            อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้!

            ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็ถาโถมเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของเขา ฉุดดึงเขาให้กลับสู่โลกแห่งความจริง!

            เฮือก!

            ดวงตาของวาสเบิกโพร่งขึ้นกะทันหัน!

            ภาพที่ปรากฏขึ้นในสายตาก็คือเพดานหินเรียบสนิทสีเทาหม่น

            ‘อึก!’พร้อมกันนั้นความเจ็บปวดมหาศาลก็ปรากฏขึ้นในประสาทสัมผัสของเขา ทำให้วาสถึงกับตาเหลือก!

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากกรีดร้อง แต่ทำไม่ได้!

            เพียงแค่ขยับริมฝีปาก เขาก็รับรู้ถึงเลือดที่ไหลจากแผลที่ปริแตกไหลลงไปในลำคอของเขา

            วาสไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิดเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถจินตนาการถึงสภาพตัวเองตอนนี้ได้

            ไหม้เกรียม!

            เขาคาดเดาได้ถูกต้อง!

            ตอนนี้ผิวหนังของวาสไหม้เกรียมจนดำสนิท เสมือนผลงานอันผิดพลาดจากการทอดของแม่บ้านมือใหม่!

            อันที่จริงยังเลวร้ายเสียยิ่งกว่านั้น ชุดเกราะที่ถูกหลอมละลายกลายเป็นน้ำโลหะหลอมเหลวบางส่วนยังติดค้างอยู่บนร่างกายของวาส

            และเมื่อพวกมันเย็นตัวลงก็ได้จับตัวเป็นก้อนแข็งอีกครั้ง กระจายประปรายไปทั่วตัวของวาส

            วาสทำไม่ได้แม้กระทั่งสูดลมหายใจให้เต็มปอด เพียงแค่หน้าท้องพองขึ้นเล็กน้อยวาสก็ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่ยากจะเกินทน

            “ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะรอดมาได้”

            เสียงหนึ่งดังทำลายความเงียบ และเสียงนั้นก็ทำให้วาสตื่นตัว

            เขาพอจะรู้อยู่แล้วว่าเขาคงถูกใครช่วยมา

            แต่ใครกันละที่เป็นคนช่วยเขาออกมาจากหลุมนิรนามที่ความลึกถึงชั้น 13 !

            แล้วที่สำคัญ ผู้ช่วยชีวิตของเขารอดจากแรงระเบิดมหาประลัยนั่นมาได้อย่างไร!