หลังจากข่าวการตั้งครรภ์ของนางเป็นที่ล่วงรู้ของคนทั้งจวนในวันเดียวกัน วันต่อมานางกับสามีคนงามก็ต้องตื่นแต่เช้ามาหน้าต้อนรับ ท่านเสนาบดีจิ้งหนึ่งในเสนาทั้งสี่ ที่มาพร้อมกับบุตรสาวคนรองหรือจิ้งหว่านหว่าน เพื่อมาขมาเรื่องที่คุณหนูจิ้งไปล่วงเกินสามีของนาง ซึ่งฝั่งนั้นก็ชดเชยด้วยพวกเครื่องประดับและของบำรุง จากนั้นพวกเขาก็ค่อยเดินทางกลับหลังจากที่ได้รับการอภัยแล้ว
ขณะที่คุณหนูจิ้งกำลังเดินขึ้นรถม้า ก็ยังมีการหันมามองสามีของนางก่อนจะจากไป จนทำให้นางอดคิดไม่ได้ว่าสมแล้วกับที่เป็นนางร้ายเบอร์สอง คนที่เกือบจะได้เป็นศรีภรรยาของเขาในนิยาย แต่ก็นะนิยายก็คือนิยายอยู่วันยังค่ำ มันจะไปเทียบกับความเป็นจริงได้ยังไงล่ะ
“ว่าแต่หนิงเอ๋อร์เจ้ารู้ได้อย่างไรหรือว่านางคือคุณหนูรองจิ้ง” ชายหนุ่มมองภรรยาด้วยความสงสัย เพราะขนาดตนที่อยู่เมื่อหลวงมาหลายปี เขายังไม่รู้จักชื่อนางด้วยซ้ำแล้วนางที่พึ่งมาถึงไม่นาน เหตุใดนางถึงได้รู้กัน
“อื้อ....ความลับข้าไม่บอกท่านหรอก^^” ว่าจบนางก็หยิบขนมขึ้นมากินโดยไม่สนใจสายตาของชายหนุ่มที่มองนางด้วยความสงสัย
“....” ชิงหลงได้แต่มองภรรยาด้วยความสงสัย แต่ก็จนใจที่เพราะเขารู้ดีว่ายิ่งเขาไปคาดคั้นนางมากเท่าไหร่ นางก็จะยิ่งปิดบังมากเท่านั้นเขาจึงทำได้แค่ปล่อยไป นอกจากนี้ก็มีแค่รอให้นางพูดออกมาเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าตนจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ เพราะเขารู้สึกตัวนางช่างมีความลับมากมายเหลือเกิน
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนึกถึงความลับในตัวของนาง หนิงหนิงผู้ซึ่งเหมือนไม่สนใจอะไร ก็ได้แต่คิดว่าจะให้นางบอกเขาได้อย่างไรว่ารู้มาจากนิยายน่ะ แถมในนิยายคนที่ช่วยเขาไว้ก็คือนางเอก ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เป็นหนึ่งในอีเว้นท์ของการพิชิตใจของเขา ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีอีกเหตุการณ์นึงที่ทำให้ทั้งสองคนแต่งงานกัน
นั้นก็คือเหตุการณ์การวางยาในงานเลี้ยงวันเกิดของนางเอก จนทำให้ทั้งสองได้เสียกัน เขาจึงได้แต่งงานกับนางเอกและได้เป็นหนึ่งในสนมขั้นเฟย แน่นอนว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในนิยาย ส่วนความจริงนั้นก็ทำให้นางเห็นแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่อีเว้นท์วางยาอาจจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต และแน่นอนว่านางต้องปกป้องเขาไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นนางนั่นแหละที่จะต้องเหนื่อย
.
.
.
หลายวันต่อมา
พวกนางก็ได้รับข่าวเรื่องงานเลี้ยงของราชวงศ์ เพียงแต่เป็นงานเลี้ยงต้อนคณะทูตที่จะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งงานนี้ก็ต้องเตรียมล่วงหน้าถึงสองเดือน เพื่อให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดในวันจริง ดังนั้นสามีคนงามของนางที่หยุดงานมานาน จึงได้เวลาที่ต้องกลับไปทำงาน
“ภรรยา~~” หนิงหนิงมองสามีที่กำลังกอดนางเป็นหมีโคอาล่าไม่ยอมปล่อย แล้วก็ได้แต่กลอกตามองบน ช่วงหลังมานี้อาการแพ้ท้องของเขาก็ไม่ค่อยหนักเท่าไหร่แล้ว เพราะอายุครรภ์อย่างเข้าสามเดือนแล้ว จึงทำให้อาการแพ้ท้องเริ่มลดลง เพียงแต่อาการติดหนึบกลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
“สามได้เวลาแล้วนะ ถ้าไม่รีบเดี๋ยวก็เข้าประชุมสายหรอก” หนิงหนิงมองคนงามในอ้อมแขนด้วยความเหนื่อยใจ ช่วงหลังมานี้เขายิ่งอารมณ์อ่อนไหวมากกว่าเดิม ทำให้นางเริ่มได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งมันจะไม่เป็นอะไรเลยหากเขาไม่ได้ชอบเข้าใจผิดนางแล้วหนีไปนั่งร้องไห้เงียบๆ คนเดียวท่ามกลางสวนดอกไม้อ่ะนะ
“ภรรยาสามีไม่อยากไปเลย”
“ท่านเป็นขุนนางนะ ท่านจะมาบอกว่าไม่อยากไปไม่ได้”
“แต่ภรรยาอากาศนอกหนาวจะตาย แถมนอกจากนี้สามียังต้องไปยืนจ้องพวกตาแก่ที่วันๆ เอาแต่หาเรื่องนั้นเรื่องนี่มาบ่นไม่ก็อ้างนั่นอ้างนี้ให้จักรพรรดินีรับสนมอะไรพวกนั้น มันน่าเบื่อมากเลยล่ะภรรยาสามีไม่อยากไป”
“=_=” เดี๋ยวนะสามีท่านเป็นอัครเสนานะ ท่านมานินทาพวกเขาลับหลังแบบนี้จะดีหรือ?
“ภรรยา...”
“ยังไงก็ไม่ได้ ท่านลุกไปแต่งตัวแล้วเตรียมไปทำงานได้แล้ว” นางมองเขาด้วยสีหน้าจริงจังทำให้ชายหนุ่มได้แต่ยอมแพ้แล้วลุกไปแต่งตัวด้วยความหดหู่
หน้าประตู
“ท่านพี่เมื่อไปถึงแล้วท่านก็อยู่เงียบๆ หน่อย ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูดออกมาล่ะ ข้ากลัวแต่ว่าคำพูดของท่านมันจะไปทำร้ายคนอื่นเอา” นางพูดไปพลางช่วยเขาผูกเชือกเสื้อคลุมให้แน่น จากนั้นก่วยจัดเสื้อผ้าให้อีกนิดหน่อย ก่อนจะถอยออกมามองด้วยสายตาพึงพอใจ
“ภรรยาสามีรู้แล้ว”
“อื้มถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปทำงานเถอะ”
“สามีไปแล้วนะ ภรรยารีบเข้าบ้านเถอะ” ชายหนุ่มเตรียมหันหลังเดินไปขึ้นรถม้า แต่เขาก็ถูกดึงเอาไว้ก่อน เขาจึงหันไปมองภรรยาด้วยความสงสัย แต่ก็ถูกนางเอามือจับใบหน้าไว้ก่อน จุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากก่อนจะจางหายไปเหมือนแมลงปอสัมผัสผิวน้ำ ทำให้ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ
“ตั้งใจทำงานนะ^^”
“อะ อื้ม-///-”
หลังจากส่งสามีไปทำงานแล้ว หนิงหนิงก็กลับไปนอนต่อเพราะยังไม่ถึงเวลามื้อเช้า พวกสาวใช้ที่กลัวว่านายหญิงของตนจะต้องลมหนาวจนป่วย ก็รีบไล่นางกลับไปนอนด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าถ้าช้าอีกนิดนางจะป่วยเอา ซึ่งหญิงสาวก็ทำได้แค่เดินกลับไปนอนที่เตรียมภายใต้การดูแลของสาวใช้ นางก็หลับไปอย่างรวดเร็วหลับจากที่หัวถึงหมอนไปได้ไม่นาน
ช่วงสายหลังจากกลับจากประชุมเช้า ชิงหลงก็เดินกลับมาที่เรือนด้วยใบหน้าบูดบึ้ง สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยคำว่าข้ากำลังอารมณ์ไม่ดี จึงทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขา
จนกระทั่งเมื่อเขาได้เจอกับหญิงสาว ใบหน้าบูดบึ้งก็แปรเปลี่ยนเป็นความน้อยใจ ชายหนุ่มเดินเข้าไปกอดนางก่อนจะซุกลงกับหน้าอกแล้วบ่นพึมพำเรื่องที่ตัวเองเจอเมื่อเช้า ทำให้หญิงสาวได้อดกลั้นตัวเองไม่ให้หัวเราะ เพราะท่าทางของชายหนุ่มในตอนนี้มันช่างน่าเอ็นดู
“แล้วก็นะตาแก่นั้น...ภรรยาเจ้ากำลังหัวเราะข้า” ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าน่ารักที่กำลังฝืนไม่ให้ตัวเองยิ้มด้วยความคับข้องใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวถึงหัวเราะ เรื่องเขาพูดมันตลกขนาดนั้นเลยหรือ?
“ปะเปล่าข้าไม่ได้หัวเราะนะ ^^”
“...”
“เฮ้อช่างเถอะว่าแต่ภรรยากินข้าวแล้วหรือ?” หลังจากที่เขาระบายความคับข้องใจไป ตอนนี้เขาก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา
“กินแล้วล่ะ แต่ถ้าท่านจะให้กินเป็นเพื่อนข้าก็ไหวนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกสามีกินคนเดียวได้ แต่ภรรยาเจ้ากินเกินไปไม่ได้ มันไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้า” ชายหนุ่มนึกถึงเรื่องทารกน้ำหนักเกินที่เกิดจากแม่กินมากจนเกินไป จึงให้ลูกตัวใหญ่จนคลอดออกมาไม่ได้ หรือไม่ก็คลอดลูกออกมาได้แต่แม่ดันตาย ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างเข้มงวดเรื่องขนมกับของว่างของนาง เพื่อให้น้ำหนักของทารกอยู่ในเกณฑ์และร่างกายของแม่ไม่อ้วนจนทำให้คลอดยาก
“อื้อ..ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านว่าเถอะ ว่าแต่เรื่องต้อนรับคณะทูตนั้นเป็นหน้าที่ของท่านกับใครหรือ” หลังจากสั่งให้สาวใช้ไปยกอาหารแล้ว นางก็ถามเรื่องที่เมื่อกี้เขายังพูดไม่จบ
“อื้อก็กับอัครเสนาฝ่ายขวานั่นแหละ เพียงแค่มีท่านราชครูเพิ่มขึ้นมาอีกคน”
“ราชครูหรือ...เขาเป็นคนเช่นไรหรือท่านพี่ ท่านราชครูน่ะ”
“พวกคลั่งดวงดาว”
“...?”
“หมายถึงพวกชอบดวงดาวน่ะ ภรรยาอย่าไปสนใจเขาเลย เขาก็แค่ตาแก่ที่คลั่งไคล้ในเรื่องดูดวงกับดูดาวก็เท่านั้น”
“เจ้าค่ะ” หนิงหนิงที่ได้ยินคำพูดของสามี นางก็ได้แต่สงสัยว่าราชครที่เขาพูดถึงใช้คนเดียวกับที่นางรู้จักหรือไม่ เพราะในนิยายบทบาทของราชครูเองก็มีค่อนข้างมาก เพราะเขาเป็นคนแรกที่ติดตามนางเอก และยังเป็นสามีรองของนางเอกด้วย หนุ่มรูปงามที่มีเรือนผมสีเงินและดวงตาสีมรกตคนนั้น เขาคือตาแก่ที่สามีพูดถึงจริงๆ น่ะหรือ
หญิงสาวได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ จนกระทั่งในวันงานนางถึงได้เข้าใจว่าที่แท้แล้วสามีของนางก็แค่ไม่ชอบให้นางพูดถึงชายอื่นก็แค่นั้นเอง เรียกง่ายๆ ว่าหึง จะมีก็แต่เรื่องคลั่งไคล้การดูดวงกับชอบดวงดาวเท่านั้นที่สามีพูดเป็นความจริง เพราะว่าชายหนุ่มคนนั้นเอาแต่พูดถึงเรื่องดาวตลอดเกือบทั้งงาน....