ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริง ซ่งจินเหยาจึงเอ่ยออกมาตรง ๆ วันนี้เขาประพฤติตัวได้ค่อนข้างน่าพอใจ ไม่ใช่คนประเภทที่จะเชื่อเรื่องราวเพียงด้านเดียวอย่างงมงายหรือถูกหลอกได้ง่าย แต่ยังพยายามค้นหาความจริงด้วยตัวเอง
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมค้อม
โม่หงเชินมึนงงไปชั่วขณะ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็เดินไปที่ข้างเตียง
การกระทำของเขาทำให้ซ่งจินเหยาตกใจอย่างมาก —ผู้ชายคนนี้จะทำอะไรน่ะ? อย่าบอกนะว่าเพราะไม่ได้อยู่กับผู้หญิงมานาน ถึงคิดจะทำอะไรกับนาง?
แต่...แต่นางยังไม่พร้อมนี่นา!
พวกเขายังไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งพูดว่าจะให้เวลานางสิบวันในการตัดสินใจ แม้ว่านางจะไม่มีอะไรให้ต้องลังเลก็จริง แต่นางก็ยังไม่พร้อมที่จะอยู่กับเขา ‘ตอนนี้’
ยังไม่พร้อม…
ซ่งจินเหยากลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
เขารูปงามมากจริง ๆ แม้ตอนนี้จะดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจบดบังรูปลักษณ์อันสง่างามของเขาได้ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ผ่าเผย แม้จะสวมเสื้อผ้าอยู่ก็ยังมองเห็นถึงความแข็งแกร่งได้อย่างชัดเจน
นางได้ยินมาว่าเขาเคยเป็นทหารที่ต่อสู้ในสนามรบมาก่อน ดังนั้นการที่ร่างกายยังคงแข็งแรงขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกอะไร
ผู้ชายแบบนี้ ถ้าจะมาอยู่กับนาง…นางก็ไม่มีอะไรให้เสียเปรียบ
วิญญาณที่แท้จริงของนางนั้นโดดเดี่ยวมายี่สิบกว่าปีแล้ว ถึงแม้ร่างกายนี้จะมีอายุเพียงสิบหกปี แต่เด็กสาวในสมัยโบราณโตวัย อายุสิบหกปีนั้นมากพอที่จะแต่งงานได้ บางคนถึงขั้นเป็นแม่คนไปแล้วก็มีถมไป
ถ้าจะว่าไป จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้…
"เจ้าเป็นอะไรไป?"
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน ก็พลันได้ยินเสียงชายหนุ่มดังชัดขึ้นข้างหู ซ่งจินเหยาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และเห็นเขานั่งยองอยู่ข้างเตียง กำลังเอื้อมมือไปหยิบแผ่นไม้แผ่นหนึ่งที่อยู่ตรงช่องว่างระหว่างเตียงกับผนัง
นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้สึกตัว ที่แท้เขาไม่ได้คิดจะทำอะไรนางอย่างที่นางกลัว ความจริง…เขาแค่จะเอาเงินเท่านั้นเอง
ใบหน้าของซ่งจินเหยาแดงเรื่อขึ้นทันที
โอ้พระเจ้า นี่นางกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย? นางคิดแบบนั้นไปได้อย่างไร? น่าอายจริง ๆ!
โชคดีที่ตะเกียงน้ำมันให้แสงสลัว ใบหน้าที่แดงก่ำของนางจึงเห็นไม่ชัดเจนนัก
โม่หงเชินไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเพียงหยิบโอ่งดินเผาเล็ก ๆ ใบหนึ่งออกมาจากที่ซ่อนแล้วยื่นให้นาง
“ในนี้มีเงินอยู่ราวห้าสิบตำลึง เจ้าเก็บไว้ใช้เถอะ ช่วงสิ้นปีมีของที่ต้องซื้อหลายอย่าง คงต้องลำบากเจ้าแล้ว เมื่อข้าเก็บเงินจากร้านค้าได้ทั้งหมด ข้าจะเอามาให้เจ้าเพิ่ม”
ซ่งจินเหยากะพริบตาปริบ ๆ “นี่คือ...เงินทั้งหมดของท่านหรือ?”
นางเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่เขากลับยอมมอบเงินเก็บทั้งหมดให้กับนางเลยหรือ? เขาไม่กลัวว่านางจะหนีไปพร้อมเงินพวกนี้หรือยังไง?
ห้าสิบตำลึงเป็นเงินที่มากโข เพียงพอให้ซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีสองห้องในตัวเมือง หรือเริ่มกิจการเล็ก ๆ ได้เลยทีเดียว
โม่หงเชินไม่ตอบคำถามของนาง แต่กลับเอ่ยถามขึ้น “อาการของเจิ้งตงร้ายแรงมากหรือไม่?”
“เขายังเด็ก แต่เลือดลมพร่องทั้งสองอย่าง ร่างกายอ่อนแอมาก ทำให้เขาเหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิ การส่งเขาไปสำนักศึกษาก็หมายความว่าท่านคาดหวังในตัวเขา ถ้าไม่มีร่างกายที่แข็งแรง แล้วเขาจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?”
หลังจากอธิบายแล้ว ซ่งจินเหยาก็รีบปลอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่หมอก็บอกไว้เหมือนกัน ถ้าดูแลรักษาอย่างดี อย่างช้าสุดเขาจะฟื้นตัวได้เต็มที่ภายในสามถึงห้าปี ดังนั้นเงินค่ารักษาของเขาจึงไม่ควรถูกละเลย สุขภาพของเขาสำคัญที่สุด ว่าไปก็แปลกนัก เจิ้งตงไม่ได้ดูแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ สักเท่าไร อาจจะแค่ผอมเกินไปหน่อยเท่านั้น แต่ทำไมร่างกายถึงได้อ่อนแอเพียงนี้”
แม้แต่โม่เจิ้งหนานยังดูสุขภาพดีกว่าเขาเสียอีก
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ริมฝีปากของโม่หงเชินพลันกระตุกขึ้นเล็กน้อย "ใช่แล้ว...เขาเหมือนกับพ่อของเขามากเกินไป"
แน่นอนว่า ‘พ่อ’ คนนั้นก็คือบิดาแท้ ๆ ของโม่เจิ้งตง พี่ชายของโม่หงเชินนั่นเอง
“ตอนเด็ก ๆ มีอยู่หลายปีที่เกิดภัยแล้ง ชีวิตลำบาก ท่านพ่อท่านแม่ของเราต้องทำงานหนักมาก แถมยังต้องช่วยเหลือญาติ ๆ ในตระกูลอีก บางครั้งเราก็แทบจะไม่มีอาหารกินเลย พี่ชายของข้ามักจะเก็บอาหารไว้ให้ข้าเสมอ เพราะกลัวข้าจะหิว ทุกครั้งที่ข้าถาม เขาก็จะบอกว่าเขาไม่หิว”
“แต่เขาจะไม่หิวได้อย่างไร? ตอนนั้นเขาอยู่ในวัยที่กำลังเติบโต ต้องกินอาหารมาก ๆ แต่เขากลับอดอาหารเพื่อข้า นั่นแหละทำให้ร่างกายของเขาโตไม่ทันคนอื่น เขาไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอในตอนนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซ่งจินเหยาก็รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย นางไม่มีพี่น้อง ลุงกับป้าก็ไม่ได้ดีกับนาง ลูกพี่ลูกน้องก็มักจะดูถูกนางอยู่เสมอ แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับลูกพี่ลูกน้องในวัยเด็กก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไรมากมาย
สรุปคือ นางเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติเบาบาง จึงไม่อาจเข้าใจความรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องของโม่หงเชินและพี่ชายของเขาได้
แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่า พี่ชายของโม่หงเชินเป็นคนอ่อนโยนและเอาใจใส่ และโม่เจิ้งตงก็สืบทอดนิสัยเช่นนั้นมาอย่างชัดเจน เมื่อบ้านยากจน เขาจึงอดทนแบกรับทุกอย่างไว้เอง ทั้งยังยอมเสียสละให้น้อง ๆ เสมอ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ร่างกายของเขาจะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ขนาดนี้
“อย่างห่วงเลย เจิ้งตงเป็นเด็กรู้ความดีมาก”
โม่หงเชินพยักหน้า “คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
เขามาที่นี่ก็เพื่อสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพของโม่เจิ้งตงเท่านั้น เมื่อพูดเสร็จแล้วก็ไม่มีธุระอะไรอีก จึงกำชับให้ซ่งจินเหยารีบพักผ่อน แล้วออกจากห้องไป
ซ่งจินเหยาจ้องมองเงินในมือแล้วนับมันอย่างมีความสุข นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหนูผู้ร่ำรวยขึ้นมาในพริบตา ในใจเบิกบานยิ่งนัก
จากนั้นนางก็นึกถึงเงินห้าสิบตำลึงที่โม่หงเชินจ่ายเป็นค่าสินสอดให้กับตระกูลฉาง พลันอดรู้สึกเสียดายไม่ได้
ตระกูลฉางรับเงินไปโดยไม่สนใจความต้องการของลูกสาว พวกเขาถือว่าเงินห้าสิบตำลึงนั้นเป็นเงินค่าเลี้ยงดูหลี่อิ๋งเซี่ยมาตลอดหลายปี แบบนี้แล้วนางจะพูดอะไรได้?
นางจึงคิดเสียว่ามันเป็นการตอบแทนความเมตตาที่ตระกูลหลี่เลี้ยงดูนางมาเป็นเวลานาน และในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งจินเหยาบอกให้โม่เจิ้งหนานไปสำนักศึกษาเอง ส่วนโม่เจิ้งตงที่ยังป่วยอยู่ จำต้องพักรักษาตัวอีกสองวัน
ทว่าโม่เจิ้งตงไม่ใช่คนที่จะนอนอยู่เฉย ๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ไปเรียน แต่เขาก็ยังตื่นเช้าเพื่อมาช่วยทำงานบ้าน
โม่เจิ้งหนานรู้สึกกังวล “ท่านพี่ ท่านไม่สบายอยู่นะ ไปนอนพักเถอะ วันนี้ข้าจะทำงานบ้านเอง”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังมีเวลาให้พักอีกตั้งเยอะ เจ้าต่างหากที่ต้องไปเรียน อย่ามัวมาสนใจเรื่องพวกนี้เลย”
สองพี่น้องดึงดันกันไปมา ท้ายที่สุดด้วยอำนาจพี่ชายที่เหนือกว่า โม่เจิ้งตงจึงบังคับให้น้องชายไปเรียนได้สำเร็จ จากนั้นเขาก็ไปดื่มยา ล้างจาน และไปดูว่าซ่งจินเหยากำลังวาดอะไร
ซ่งจินเหยากำลังร่างแบบตู้เสื้อผ้าอยู่ แต่การใช้พู่กันของนางยังไม่ค่อยคล่องมากนัก จึงวาดได้ค่อนข้างช้า หลังจากผ่านไปหลายวัน นางเพิ่งร่างแบบตู้เสื้อผ้าที่ต้องการเสร็จ ส่วนโต๊ะทำงานและเครื่องเรือนอื่น ๆ นั้น…คงอีกยาวไกล
นางวางพู่กันลง เป็นจังหวะเดียวกับที่โม่ซีซีวิ่งเข้ามาดึงมือของนางพอดี “ท่านแม่ ฮือ ๆ...”
นี่เป็นสัญญาณว่านางกำลังรู้สึกเจ็บ
ซ่งจินเหยาตกใจ ปล่อยให้โม่ซีซีนำมือนางไปจับที่คางของตัวเอง
บริเวณนั้นมีคราบแห้งกรังติดอยู่ ดูเหมือนว่าน้ำแกงมื้อเช้าจะไหลหยดลงมาที่คางและไม่ได้รับการทำความสะอาด พอโดนลมหนาวก็เลยกลายเป็นแบบนี้
ซ่งจินเหยาเอามือจับใบหน้าของตัวเองบ้าง พลันรู้สึกว่ามันก็แห้งกร้านเช่นกัน เดิมทีตอนอยู่บ้านตระกูลหลี่เจ้าของร่างเดิมก็ใช้ขี้ผึ้งทาหน้าอยู่บ้าง ตอนย้ายมาจึงพกติดตัวมาด้วยนิดหน่อย แต่ตอนนี้ใกล้หมดแล้ว
นางและโม่ซีซีแบ่งปันสิ่งนี้กันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และตอนนี้ตลับขี้ผึ้งนั้นก็เกือบจะว่างเปล่าแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่งจินเหยาจึงร้องเรียกโม่เจิ้งตง “เตรียมตัวเถอะ เราจะเข้าเมืองกัน”
“เข้าเมืองหรือ? ไปทำไมขอรับ?”
ซ่งจินเหยายิ้มกว้างอย่างสดใส “ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้…เรายังมีของบางอย่างที่ต้องซื้ออยู่ ไปเถอะ ไปซื้อของกัน!”
.
.
.