ขวัญชีวาคุณแม่สุดแกร่งมีอีบุ๊ค1-2

    สายโลหิตที่เฝ้ารอกับการให้อภัย

    เมื่อคนมาพร้อมแล้วทุกคนก็พากันลงเรือ แล้วพี่ราฟก็ขับไปยังสถานที่ที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาด้วยความระมัดระวังทันที จนกระทั่งพวกเขาได้เห็นบ้านเรือนไทยริมน้ำราฟก็ชะลอความเร็วลงเพื่อที่เขาจะได้เอาเรือไปเทียบท่ายังศาลาท่าน้ำของบ้านหลังงามนี้

    เมื่อพวกเขาขึ้นจากเรือแล้วมายืนอยู่ในศาลาท่าน้ำแห่งนี้ก็มีลมพัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยมาตาม ลมอย่างแผ่วเบาประหนึ่งว่าเป็นการแสดงความดีใจที่คนเหล่านี้ได้มาเยือนบ้านของพวกเขา

    และท่านขุนเทพก็ได้ปรากฎกายออกมาด้วย เพราะเขาคิดว่าเรือนหลังนี้จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแน่ๆ และ วันนี้เขาจะต้องได้รับคำตอบที่ตนเองอยากรู้ให้จงได้ ราฟเมื่อเขาเห็นท่านขุนเทพเขาก็ได้ยกมือไหว้ ซึ่งพี่โชติและเพชรก็ไม่ได้เห็นอะไรพวกเขาจึงคิดว่าพี่ราฟไหว้ใครกัน

       “ทุกท่านขอรับท่านเจ้าพระยาให้กระผมมาเรียนเชิญพวกท่านทั้งหลายขึ้นเรือนขอรับ” วิญญาณของทาสชายแห่งเรือนหลังนี้ซึ่งแต่งกายด้วยการนุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อออกมาต้อนรับกลุ่มของขวัญโดยครั้งนี้พี่โชติและเพชรก็ได้มองเห็นด้วย

    ทั้งสองคนก็ตกใจกลัวในตอนแรกอยู่เล็กน้อยเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นวิญญาณมาก่อนและพวกเขารู้ว่า สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นวิญญาณได้อย่างไรนะหรือก็เพราะคนที่มาต้อนรับเขาไม่มีเงาและเท้าก็เดินไม่ติดพื้นยังไงล่ะแต่เมื่อพวกเขาคิดว่าน้องของเขามีอะไรที่พิเศษอยู่แล้วความหวาดกลัวก็หายไป

     คนทั้งกลุ่มก็พากันเดินตามทาสชายนายนั้นไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับชื่นชมกับบรรยากาศโดยรอบไปด้วยจนได้มาถึงตีนบันไดขึ้นเรือนพวกเขาทุกคนต่างก็ถอดร้องเท้าของพวกตนออกเพื่อที่จะได้ล้างเท้าตามวิญญาณของทาสตนนั้น

    เมื่อพวกเขาล้างเท้ากันเสร็จก็ค่อยๆ พากันเดินขึ้นเรือนหลังงามนี้ด้วยความระมัดระวัง เรือนที่พวกเขาเห็นในตอนนี้ช่างโอ่อ่าแลดูสวยงามแตกต่่างจากที่ผู้อื่นที่ไม่ประสงค์ดีมาเห็น คนเหล่านั้นมักจะเห็นเรือนหลังนี้ในสภาพรกร้าง ทรุดโทรมชำรุดที่เป็นไปตามกาลเวลา

    เมื่อพวกเขาเดินกันมาจนถึงด้านในแล้ว กลุ่มของขวัญก็ได้มองเห็นหญิงชายสูงอายุคู่หนึ่ง ใบหน้าของผู้ชายดูค่อนข้างแลดูดุดัน ส่วนผู้หญิงที่นั่งพับเพียบอยู่ด้านข้างแลดูใจดีมีเมตตาการแต่งกายของทั้งคู่ช่างดูสวยงามตามสมัยในยุคของตัวเอง

    ขวัญไม่แน่ใจว่ายุคที่ท่านทั้งสองตายลงเป็นยุคไหนแต่เธอคิดว่าต้องโบราณมากแน่ๆ น่าจะห่างจากที่เธออยู่นับเป็นร้อยปีได้มั้ง

     “เจ้าคุณพ่อ” ท่านขุนเทพอุทานออกมา แต่เมื่อท่านได้แลมองดูดีๆ เขาก็แน่ใจว่าคงไม่ใช่เจ้าคุณพ่อของเขาเป็นแน่ และหญิงนางนั้นก็ไม่ใช่ผู้เป็นแม่ของเขาเช่นกันรวมทั้งเรือนหลังนี้เองก็หาใช่เรือนพ่อแม่ของเขาไม่

    แต่ว่าทำไมชายชราผู้นั้นถึงได้เหมือนกับพ่อของเขาอย่างกับพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดอาจจะแตกต่างกันบ้างตรงที่พ่อของเขาไม่ได้ดูดุดันเท่าท่านผู้นี้และพ่อของเขาก็มีมักจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ

      “พ่อเทพ” คุณหญิงนิ่มอุทานออกมา

     “คุณพี่เจ้าค่ะ นั่นจะใช่พ่อเทพหลานของเราหรือไม่เจ้าค่ะ แต่ว่าใยถึงมีพ่อเทพถึงสองคนละเจ้าค่ะอีกคนแลดูละหม้ายคล้ายคุณพี่อยู่มากนะน้องว่าดูดุดันเชียว ส่วนอีกคนแลดูละมุนกว่าซึ่งคนนี้น้องว่าช่างเหมือนกับมิ่งเมืองลูกชายของเรายิ่งนัก”

     “รอให้พวกเขาเข้ามาใกล้กว่านี้แล้วก็นั่งลงก่อนเถอะแม่นิ่ม เราค่อยไถ่ถามกับพวกเขาแต่พี่ว่าคนเหล่านี้นี่แหละที่เราต่างก็รอคอยอยู่เป็นแน่”ท่านเจ้าคุณของบ้านก็รีบระงับอาการตื่นเต้นของตนเองเช่นกัน

    เมื่อใกล้ถึงที่ผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งอยู่กลุ่มของขวัญทั้งกลุ่มก็ได้นั่งลงแล้วก็ค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปหาผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนั้น ราฟเองก็ทำได้อย่างไม่ขัดเขินเพราะเขาได้อยู่กับผู้เป็นแม่มาตั้งแต่เด็กแม่เขาก็ได้สอนเรื่องเหล่านี้มาบ้างเช่นกัน

    เมื่อทั้งหมดมาถึงต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองแล้วพวกเขาก็พากันก้มลงไหว้ ผู้เป็นเจ้าของเรือนทั้งสองด้วยความงดงามอย่างพร้อมเพรียง ด้านเจ้าคุณกับแม่ก็ยกมือรับไหว้เช่นกัน

     “เงยหน้ากันให้พวกข้าดูให้ชัดๆหน่อยเถอะ  ที่ข้าไปให้คนไปเรียกพวกเอ็งมาก็เพราะว่าข้าสงสัยบางอย่างข้าเลยอยากจะสนทนากับพวกเอ็งดูเสียหน่อย ข้าหวังว่าพวกเอ็งคงไม่รังเกียจคนแก่อย่างข้ากับเมียหรอกนะ”ท่านเจ้าคุณพูดหยอกเด็กรุ่นหลานตรงหน้า

    ที่ได้เงยหน้ามองตนและผู้เป็นเมียที่อยู่คู่ทุกข์คู่ยากกันมานานจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต แม้จนถึงในตอนนี้ที่ปราศจากกายเนื้อผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขาไปก่อน

     “เจ้าสองคนมีชื่อว่ากระไรอย่างนั้นเหรอ ใบหน้าของพวกเจ้าช่างดูละม้ายคล้ายกับหลานของข้ายิ่งนักแล้วเป็นลูกเต้าของใคร”ท่านเจ้าคุณมองมาทางท่านขุนเทพกับราฟแล้วก็ถามออกมา ท่านขุนเทพกับราฟเองก็หันมามองหน้ากัน

     “กระผมชื่อเทพ นามนำหน้าชั้นยศคือขุน เป็นลูกของเจ้าพระยาไชยศรีแม่ชื่อคุณหญิงแช่มขอรับ” ท่านขุนเทพเป็นคนพูดขึ้นก่อนเพราะเขาเองก็สงสัยในตัวท่านเจ้าคุณคนนี้อยู่

     “เจ้าว่ากระไรนะเจ้าเป็นลูกของไชยศรีกับแม่แช่มกระนั้นรึ”ท่านเจ้าคุณพูดขึ้นมาเสียงดังด้วยความตกใจ

     “ใช่ขอรับ ท่านลุงรู้จักเจ้าคุณพ่อกับแม่ของกระผมหรือขอรับ”

     “ถ้าหากว่าปู่ของเจ้าชื่อเนื่องและย่าของเจ้าชื่อจิต แล้วละก็ข้าก็เป็นลุงของเจ้าเพราะข้ากับเจ้าศรีเป็นพี่น้องฝาแฝดกันแต่ว่าเนื่องจากสงครามทำให้บ้านของเราจากที่เคยอยู่ด้วยกันต่างก็พากันแยกกันหนีตายไปกันคนละทิศละทาง นับตั้งแต่บัดนั้นมาจนตอนนี้ข้าก็ไม่เจอน้องของข้าและพ่อแม่อีกเลย” ท่านเจ้าคุณเล่าถึงความหลังออกมาอย่างเจ็บปวด

     ท่านขุนเทพเมื่อได้ยินที่ท่านเจ้าคุณเจ้าของบ้านพูดออกมาแบบนี้เขาก็ได้แต่ตกตะลึงเพราะเขาไม่คาดคิดว่าความบังเอิญจะมีอยู่ในโลกใบนี้ เพราะตอนเป็นหาแทบตายกลับไม่เคยเจอ พอตัวตายลงเป็นผีจึงได้มาเจอญาติสืบมาจากโลหิตเดียวกันเสียอย่างนั้น

     “ถ้าอย่างนั้นหลานก็ขอไหว้คุณลุงกับคุณป้าอีกครั้งนะขอรับ เพราะก่อนที่เจ้าคุณพ่อท่านจะเสียท่านเองก็ยังระลึกถึงคุณลุงอยู่เสมอ 

    รวมทั้งคุณปู่กับคุณย่าด้วยเพราะคุณปู่กับคุณย่าเกิดเจ็บไข้ระหว่างการหลบหนีทำให้ท่านทั้งสองต่างก็พากันตายตามกันไป เจ้าคุณพ่อได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ผมกับผู้เป็นน้องสาวฟังอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนที่ท่านจะจากไป”เทพก็เล่าเรื่องราวแต่หนหลังของตนออกมา

     “โลกเรามันมักจะแปลกแบบนี้เสมอนั่นแหละอย่างน้อยเราก็ยังได้เจอกันถึงแม้ว่าจะเป็นในรูปแบบของวิญญาณก็ตาม”ท่านเจ้าคุณก็พูดขึ้นมาบ้าง

     “แล้วเจ้าล่ะ เจ้าหนุ่มเจ้าเป็นลูกเต้าของใคร”คุณหญิงนิ่มก็หันมาถามชายหนุ่มหน้าหวานคนนี้

     “ผมเป็นลูกของแม่พิกุลขอรับ แม่ของผมเป็นลูกของคุณตาเทพ กับคุณยายกระพ้อ สมัยก่อนแม่ของผมบอกว่าตาของผมท่านมีชั้นยศเป็นหมื่นครับเขาก็เลยเรียกตาของผมว่าหมื่นเทพ แม่ของผมท่านบอกว่าใบหน้าของผมคล้ายกับตามาก

    แต่ผมก็ไม่เคยเห็นหรอกนะครับเพราะพอแม่ผมอยู่กินกับพ่อของผมแม่ย้ายเข้าไปอยู่ในเหมืองหลวง ส่วนตากับยายไม่ได้ตามแม่มาด้วยจนผมเกิดก็ได้ยินว่าท่านทั้งสองจากไปแล้วจากความชราผมก็เลยไม่เคยเห็นท่านทั้งสองครับ” ราฟก็พูดเรื่องราวของตัวเองออกมา

     “คุณพี่เจ้าค่ะหลานของเราจากไปแล้ว คุณพี่คิดว่าหลานจะอภัยให้กับเราทั้งสองหรือไม่”คุณหญิงนิ่มเมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่ได้ยินมาจากราฟก็ได้ทำให้เธอพูดออกมาอย่างเศร้าใจ

     “คุณป้าหมายความว่ายังไงหรือครับ” ราฟถามหญิงขราด้านหน้าออกมาอย่างมึนงง

     “เจ้าเคยเห็นภาพถ่ายของตากับยายของเจ้าหรือไม่” ท่านเจ้าคุณถามกับราฟ

     “เคยครับแม่ของผมท่านเคยให้ผมดูรูปคุณตาคุณยายอยู่ๆบ่อยๆ ผมเองก็ยังพกรูปของทั้งสามอยู่ในกระเป๋าสตางค์เลยครับ” ราฟพูดขึ้นพร้อมกับหยิบรูปถ่ายของตายายและก็แม่ออกมาส่งให้กับผู้สูงอายุทั้งสองดู

     “คุณพี่คะ พ่อเทพหลานเราจริงๆ ถ้าอย่างนั้นพ่อหนุ่มคนนี้คงเป็นเหลนของเราอย่างแน่นอนแล้วเจ้าค่ะ” คุณหญิงนิ่มเมื่อได้เห็นคนที่อยู่ในรูปภาพเธอก็ร้องไห้ออกมา ที่มีทั้งความดีใจและเสียใจปนเปกันไปหมด

     “แม่ของหลานเคยพูดอะไรเกี่ยวกับตาของเจ้าอีกหรือไม่ เคยเอ่ยอะไรถึงบ้านหรือปู่กับย่าของเขาบ้างหรือเปล่า”ท่านเจ้าคุณรีบถามกับราฟอย่างคนมีความหวัง

     “แม่ของผมท่านได้เล่าว่าปู่กับย่าได้ถูกพ่อกับแม่ขับไล่ออกมาเพราะย่ามีศักดิ์ไม่เสมอกับปู่ทำให้พ่อกับแม่ของปู่ไม่พอใจ แล้วตอนนั้นย่าของแม่ก็ท้องอ่อนๆอยู่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตกันลำบากมากเพราะตอนนั้นปู่ก็ต้องไปรบย่าก็อยู่คนเดียว

    ย่ารออยู่นานก็ไม่เห็นว่าปู่จะกลับมาจนย่าถึงกำหนดคลอดตาของผม เมื่อตาของผมเกิดแม่ของตาก็เลี้ยงตามาอย่างยากลำบากตาต้องไปร่ำเรียนและอาศัยข้าววัดจนกระทั้งตาอายุได้สิบสองปีแม่ของตาก็เริ่มป่วย” ราฟหยุดเล่าเรื่องออกมาชั่วครู่เพราะเขาสะเทือนใจกับเรื่องของทวดกับตาของตัวเอง

     “หลังจากนั้นย่ากับปู่ของตาเจ้าก็มารับหลานซึ่งก็คือตาของเจ้าไปเลี้ยงเพราะกว่าเขาจะคิดได้ว่าเรื่องฐานะมันไม่สำคัญอะไรเลยกว่าเขาจะสำนึกได้และตามหาลูกและหลานเจอ เวลาก็ผ่านมานานกว่าสิบสองปี ในตอนนั้นลูกของปู่กับย่าก็ได้หายไปในสนามรบไม่รู้ว่าเป็นหรือตายส่วนลูกสะใภ้ก็ป่วยจากการทำงานหนักและตรอมใจ

    คงเหลือหลานชายอายุสิบสองปีเพียงเท่านั้น พวกเขาจึงได้รับปากกับลูกสะใภ้ว่าพวกเขาจะเลี้ยงดูหลานอย่างดีแล้วเมื่อแม่ของตาเจ้าหมดห่วงเขาก็หมดลม หลังจากที่เขาต้องทนทุกข์มาอย่างยาวนาน ทั้งสองก็เลี้ยงหลานชายจนได้นำไปฝากกับเจ้านายจนได้ชั้นยศเป็นหมื่น

    และหลังจากนั้นตาของเจ้าก็ไปรบแล้วก็ไม่กลับมาหาปู่กับย่าที่แก่ชราอีกเลย ปู่กับย่าของเขาก็เฝ้ารอหวังว่าหลานของเขาจะให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ของตน” ท่านเจ้าคุณเล่าเรื่องต่อจากราฟออกมาอย่างเสียใจ

    ส่วนคุณหญิงนิ่มนั้นท่านร้องไห้แล้วร้องไห้อีกกับความเจ็บปวดแล้วก็ความรู้สึกผิดบาปต่อลูก ลูกสะใภ้และหลานของตนเป็นอย่างมาก จนชาวบ้านที่อยู่รอบบ้านร้างหลังนี้ต่างก็พากันปิดประตูหน้าต่างกันด้วยความหวาดกลัวต่อเสียงที่ส่งเสียงคร่ำครวญ โหยหวนที่ดังมาจากบ้านร้าง

    ด้านราฟที่ได้รู้เรื่องราวของตาตัวเองเขาก็ไม่รู้ว่าปลอบหญิงชรานีได้ยังไงเพราะเขาก็ไม่รู้ว่าตาได้อภัยให้กับหญิงชราและชายชราทั้งสองนี้หรือไม่

     “พ่อเถอะคุณปู่คุณย่า ผมไม่ได้โกรธพวกท่านเลยและส่วนพ่อของผมก็กลับมาเกิดเป็นชายหนุ่มตรงหน้าของท่านนั่นแหละ” อยู่ๆก็ได้มีเสียงพูดดังขึ้นท่ามกลางความเสียใจของทั้งคนและวิญญาณ พวกเขาทั้งหมดได้หันไปยังต้นเสียงนั้น

     “เทพหลานปู่/ย่า เจ้ามาหาเราแล้วหรือ เจ้าให้อภัยปู่กับย่าจริงๆใช่ไหม”ท่านเจ้าคุณและคุณหญิงพูดขึ้นมาพร้อมกัน 

    คล้ายกับเรื่องขวัญชีวาคุณแม่สุดแกร่งมีอีบุ๊ค1-2 ที่คุณอ่าน