จวนเสนาบดีฝ่ายพิธีการตระกูลเซี่ย
ตระกูลเซี่ยเป็นจวนของเสนาบดีประจำแคว้นจิ้น หรือชนเผ่าทุ่งหญ้ามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชนเผ่า บรรพบุรุษตระกูลเซี่ยคือหนึ่งในผู้ที่ร่วมสู้รบ เคียงบ่าเคียงไหล่ราชวงศ์จิ้น
จิ้นเฮ่อเหยาและเซี่ยโหยวหมิง แรกเริ่มเดิมทีนั้น เป็นเพียงหนึ่งในชนเผ่าทุ่งหญ้าที่อยากให้ครอบครัวของตนเองมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง
จึงได้เริ่มต้นปลุกระดมคนในชนเผ่าและต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนกับเหล่าสัตว์อสูรที่อาศัย รวมไปถึง ชนเผ่าอื่นๆ อีกมากมาย
จนเมื่อสิ้นสุดสงครามอันยาวนานแคว้นจิ้นจึงได้ถือกำเนิด ตระกูลเซี่ยได้ให้คำมั่นต่อตระกูลจิ้นว่าจะปกป้องและดูแลราชวงศ์ไม่มีวันทรยศ
จนกระทั่งกาลเวลาเปลี่ยนผัน อำนาจที่มีในมือของราชวงศ์จิ้นและเซี่ยต่างเพิ่มมากขึ้น ดั่งสุภาษิตที่ว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันมิได้
นานวันเข้า จิ้นจึงได้ลดทอนอำนาจของเซี่ยลง หากแต่เพราะเชื้อสายของเซี่ยคือบุคคลที่เป็นดังเทพอันศักดิ์สิทธิ์ของแคว้น
แม้จะอยากลดอำนาจเพียงใด ทำได้เพียงให้ตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายพิธีการกับเซี่ยไป เพื่อที่จะยังให้ธิดาเทพประจำเผ่าจากตระกูลเซี่ย ยังคงอยู่ในอำนาจของจิ้นต่อไป
ห้องโถงของจวนตระกูลเซี่ย
“ท่านพ่อขอรับ ข้าได้ยินข่าวมาว่า ตำหนักของธิดาเทพบัดนี้กลับมาเปล่งแสงโชติช่วงอีกครา” เซี่ยหย่งหมินบุตรชายคนโตว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไป เอ่ยขึ้นมา เมื่อวันนี้ตนเองได้รับรายงานจากสายข่าวในวังหลวง
“อืม นับว่าข่าวที่เจ้าได้ยินมาช่างไวดีนัก ถูกต้องแล้วละ” ชายชราในชุดสีขาวราวกับขุนนางที่เกษียณตัวเองไปแล้ว หงอกสีขาวมุกที่ที่โผล่ออกมาเท่ากันทั้งหัว ราวกับบนบ่านั้นแบกเรื่องราวเอาไว้มากมาย ตอบกลับไป มิได้หันไปมองใบหน้าบุตรชายไม่
ชายชราทำเพียงก้มหน้ามองจอกชาใบโปรดในมือของตนเองไปเรื่อย ๆ หาได้สนใจสิ่งที่บุตรชายเอ่ยออกมาเป็นพิเศษไม่
“ด้วยเหตุใดกันขอรับ” เซี่ยชิงหยู บุตรชายคนรองของเสนาบดีเซี่ย เอ่ยขัดขึ้นมาระหว่างการสนทนาของบุคคลทั้งสอง ด้วยความสงบจิตใจไม่ไหวอีกต่อไป
ต้องกล่าวให้รู้ว่า ตำหนักธิดาเทพนั้น จะเลือกผู้เป็นเจ้าของ หากมิใช่สายเลือดที่แท้จริง จุดสูงสุดบนตำหนักที่คล้ายกับดวงดาวจะมิส่องแสงสว่างออกมาเด็ดขาด
“นั้นสิขอรับ ข้าก็มิเข้าใจ มิใช่ว่าตำหนักแห่งนั้นจะสว่างได้ ด้วยไฟจากผู้มีเชื้อสายของธิดาเทพหรอกหรือ” บุตรชายคนโตยังคงเอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าชวนสงสัยที่ยากจะเหลือเชื่อ
เช่นเดียวกันเมื่อมีการก่อตั้งแคว้นขึ้นมา หนึ่งเป็นผู้กุมอำนาจ อีกหนึ่งบุรุษเป็นผู้ชี้ชะตาเคียงข้าง จากตำนานที่กล่าวไว้ว่า ได้มีผู้มีพลังวิเศษอยู่เบื้องหลังแคว้นจิ้ง จึงทำให้รุ่งโรจน์ได้ถึงทุกวันนี้
ตำหนักเทพก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ ผู้วิเศษได้ทิ้งไว้ให้ตระกูลเซี่ย ตามคำบอกเล่าสืบต่อรุ่นต่อรุ่นที่ว่า ตำหนักเทพจะเป็นดั่งความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ทราบเท่าที่สายเลือดของคนตระกูลเซี่ยมิจางหายไปจากแผ่นดินจิ้น
จุดสูงสุดของตำหนักเทพได้มีผู้วิเศษลงอักขระอาคมเอาไว้มาเนิ่นนาน เมื่อมีธิดาเทพถือกำเนิดและประจำ ณ ที่แห่งนี้ วัตถุเสมือนดวงดาวที่ปลายตำหนักจะเปล่งแสงสว่างในยามที่มืดมิด
ดั่งไฟเพลิงของหงสาเพลิงที่ไม่มีวันดับมอดลง
“ท่านพ่อมั่นใจได้อย่างไร ว่านางคือสายเลือดของตระกูลเราขอรับ” เซี่ยชิงหยูที่ยังคงนึกสงสัยเอ่ยถามออกมา
นายท่านเซี่ยมองไปยังบุตรชายคนรองที่ไม่ได้รู้เรื่องราวมากมายนัก ด้วยความเหนื่อยหน่ายจิตใจเต็มที
ใครใช้ให้เขามีบุตรที่ไม่ได้สนใจโลกเช่นนี้กัน
“หยงซีฮ่องเต้แม้จะเป็นทรราชโดยสมบูรณ์แบบ หากแต่เรื่องสติปัญญาและความเหี้ยมโหดนั้น มิได้เป็นเรื่องไร้ที่มา อีกทั้งตำนานคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเสมอ” นายท่านเซี่ยเอ่ยออกมา
“เช่นนั้นท่านพ่อและท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไปขอรับ หากสตรีในตำหนักคือบุตรสาวของน้องเล็กจริงๆ” เซี่ยชิงหยูเอ่ยออกมา ใบหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง น้ำเสียงที่แปลกไป เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้
คุณชายใหญ่เซี่ยนั้น คล้ายจะรับรู้อยู่แล้วว่าบิดาตนเองมิเคยลืมเลือนบุตรสาวคนนี้แม้แต่น้อย
คาดว่า เมื่อครานั้นก็เป็นบิดานั้นเองที่ปล่อยให้น้องเล็กหนีไปได้
เช่นนั้น เมื่อสตรีในตำหนักคือหลานในสายเลือด ยิ่งเป็นทายาทของน้องเล็กแล้วละก็ บิดของเขาผู้นี้ยิ่งต้องลงมือจัดการบางสิ่งบางอย่างไปแล้วเป็นแน่
“เรื่องนั้น ข้าลงมือไปแล้ว” ใบหน้าชราเอ่ยตอบออกมาอีกครั้ง สายตาชราที่ยังคงความเด็ดเดี่ยวนั้น จ้องมองไปยังบุตรชายคนรอง ในคำถามที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา
นายท่านเซี่ยพิจารณาใบหน้าของบุตรชายทั้งสองชั่วครู่ ก่อนจะหลีกสายตาไปยังจอกชาอีกครา ทำราวกับว่ามิได้สนใจในสิ่งที่ทั้งสองพูดเท่าใดนัก หากแต่เอ่ยถามอันใดมา ตนเองก็จะตอบไปเท่านั้น