จูเกาเซวียนมองไปรอบห้องนอกจากหม่าหมัวมัว และสาวใช้ที่มาจากตระกูลเดิมของซูอันหนิงยังมีบ่าวยกน้ำอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังหมอบติดพื้น ตัวสั่นงันงกอยู่มุมหนึ่ง
เขาชี้ไปที่สาวใช้กลุ่มนั้น“นำตัวพวกนางไป ทำให้แน่ใจว่าจะไม่ปากมากพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด”
“หวางเย่! หม่อมฉันไม่พูดเพคะ หม่อมฉันสาบาน!”
เสียงสาวใช้ดังขึ้นระงมองครักษ์เข้ามาดึงพวกนางออกไปทีละคน เสียงร้องดังยาวจนเงียบหายไป ลี่หนานชางอิงมองภาพนี้ด้วยร่างสั่นเทา หม่าหมัวมัวกลับนิ่งที่สุด
จูเกาเซวียนหันมามองสตรีข้างกาย นางนั่งแข็งทื่อราวกับรูปปั้นอยู่ตรงนั้น
หากช่วงที่เขาอยู่ชายแดนไม่ได้ทิ้งเหอไห่ไว้ให้สืบข่าว ถ้าช่วงเวลานั้น...เหอไห่ไม่ได้ติดตามดูการเคลื่อนไหวของนางอย่างลับๆ แล้วรายงานให้ทราบตลอด
เขาก็อาจจะเชื่อคำวินิจฉัยกระมัง...
สันกรามของชายหนุ่มนูนขึ้นมือกำแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น
หากมีช่องโหว่นั้นจริงๆเขาคงโมโหจนฆ่าคนตายไปแล้ว
เขาควรฆ่าใครดีละ?...หมอหลวงเซี่ยหรือตามหาชายชู้ผู้นั้นแล้วประหารมันทั้งตระกูลเสียเลย!
ก่อนหน้านี้นางยังเคยพูดในทำนองว่าจะมีคนอื่นถ้าพวกเขาไม่เคยทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้มาก่อนแล้วต้องมาถูกอุบายใส่ร้ายครั้งนี้เล่นงาน
ไม่รู้จริงๆ ว่าตนเองจะทำอะไรลงไปบ้าง
ยามนี้เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวังหากนางถูกจับได้พร้อมบุรุษผู้นั้น แล้ววันนี้ถูกหมอวินิจฉัยว่าท้อง...
เพียงแค่คิด ไฟในอกก็ลุกฮือโหมแทบแผดเผาเขาให้เป็นจุณด้วยไฟหึงหวง
ฮั่นอ๋องผ่อนลมหายใจยาวอย่างข่มกลั้น“พวกเจ้าออกไปให้หมด หลี่เหวินหมิงลาดตระเวนอย่าให้ผู้ใดเข้าใกล้ห้องบรรทม”
“พ่ะย่ะค่ะ หวางเย่”
ซูอันหนิงยังนั่งนิ่งจูเกาเซวียนเห็นแววตาไร้ประกายของนางก็ตกใจ จึงจับมือนางมาคลี่ออกบีบเบาๆร่างที่เกร็งแน่นสะท้านน้อยๆ
“เกิดอะไรขึ้นในวังเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ดวงตาของนางไหวเบาๆ ก่อนจะขยับมามองเขามือนางเย็นเฉียบ แม้จะมีปฏิกิริยาเล็กน้อยทว่าคนยังคล้ายไร้จิตวิญญาณ
“หวางเฟย!” เขาเรียกนางเสียงดัง เพื่อปลุกสติ
นางเคยบุกรุกจวนองค์ชายใจกล้าถึงขั้นต่อสู้กับเขามาแล้วด้วยซ้ำ จะมาตกใจกลัวศพของสายลับคนหนึ่งได้อย่างไร
ซูอันหนิงหายใจหอบแรงมองใบหน้าที่โน้มเข้ามาใกล้ เห็นเพียงเค้าโครงหน้าบนพื้นหลังสีขาวจ้านางกะพริบตาถี่ ภาพจึงเริ่มคืนกลับมามีสีสันดังเดิม
หญิงสาวหลับตาลงฟุบใบหน้าลงกับฝ่ามือคล้ายต้องการเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองคืนมา
เสียงเรียบนิ่งเจือแหบน้อยๆ ดังขึ้น“หวางเฟยรู้หรือไม่ว่า ได้ถูกคนดึงลงบ่อโคลนบ่อหนึ่ง”
หญิงสาวชะงักเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือนางนึกถึงภาพสตรีผู้หนึ่งที่ถูกจับได้พร้อมบุรุษข้างกำแพงชั้นใน...จากนั้นก็เป็นคำวินิจฉัยจากหมอหลวงเรื่องชีพจรมงคล
นี่ก็คือบทละครฉากใหม่เช่นนั้นหรือ!
นางกำมือแน่น ดวงตากลับมาจดจ่ออีกครั้ง ทว่าเสียงที่เปล่งออกมาแปร่งไปเล็กน้อย“ข้าถูกตีหัว... ไม่สิ มันเริ่มตั้งแต่ชาร้อนถ้วยนั้นแล้ว”
ซูอันหนิงหันมาสบตาบุรุษตรงหน้า“ข้าดื่มชาร้อนเข้าไปเยอะมาก รสของชาคล้ายชาผลไม้ผสมชาผู่เอ๋อร์จากนั้นข้าก็อยากเข้าห้องสุขา จึงได้ตามนางกำนัลออกไป...แล้วก็ถูกนางกำนัลตีหัวพาตัวออกจากฝ่ายใน แต่ข้าหนีกลับมาได้ทันก่อนที่จะมีคนมาเห็น”
จูเกาเซวียนกัดฟันแน่นใบหน้าเรียบเย็นราวกับมีน้ำแข็งเกาะ
“ท่านจะบอกว่าชีพจรมงคลของข้าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่”
แววตาสั่นไหวของนางช้อนขึ้นมองราวกับอยากบอกอะไรเขาบางอย่างแต่กลับไม่พูดออกมา
ฮั่นอ๋องยกมือขึ้นกอดอกสูดหายใจยาว“เมื่อครู่หากสายลับหลุดรอดไปได้ข่าวที่ว่าฮั่นหวางเฟยตั้งครรภ์ก็จะแพร่กระจายออกไป”
“ข้าจะท้องได้อย่างไร เรายังไม่เคย...”
นางกลืนคำพูดสุดท้ายลงท้องไปแล้วกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ในอกยามนี้ร้อนรุ่มราวกับมีใครมาจุดเตาอยู่ในนั้น
“หึ!”
เสียงสบถหรือเสียงพ่นลมหายใจนางก็ฟังไม่ชัดนักซูอันหนิงหันไปหรี่ตามองบุรุษตรงหน้า เขากลับตีหน้ายักษ์แยกเขี้ยวใส่นาง
“มันไม่สำคัญแม้แต่น้อยว่าเราเคยหรือไม่แต่หากข่าวแพร่ออกไป ว่าหวางเฟยท้องในช่วงที่สามีอยู่ชายแดนมันยังจะแปลว่าอะไรได้อีก!”
ซูอันหนิงเย็นวาบไปทั้งร่างแค่นึกถึงข่าวลือครั้งก่อน ขนทั่วร่างของนางก็ลุกกรูเกลียว นางมองแววตาเหมือนอยากฆ่าคนของเขาในใจก็ร้อนรนอย่างไร้สาเหตุ จึงเผลอแก้ตัวออกไป
“ข้า...ข้ายังไม่เคยนะกับใครก็ไม่เคยทั้งนั้น แล้วจะท้องได้อย่างไร”
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่
จูเกาเซวียนมองใบหูเล็กๆ ของนางที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ สายตาของเขากวาดผ่านริมฝีปากที่ยังชื้นเล็กน้อยจากลมหายใจถี่ก่อนเบือนหน้าหลบ
เขาแค่นเสียง “เหอะ!” เบาๆ จากนั้นเขาก็ลุกเดินออกจากห้องไป
ซูอันหนิงผุดลุกขึ้นยืนลืมความเจ็บปวดทางร่างกายไปจนสิ้น เค้นเสียงเรียกตามหลัง “เหอะ...คืออะไรท่านหมายความว่าอย่างไร...”
“เข้าไปดูแลหวางเฟยให้ดี”
เสียงออกคำสั่งของเขาดังมาจากนอกห้องลี่หนาน ชางอิงจึงได้รีบวิ่งเข้ามาประคองพระชายาไปที่เตียงอย่างระมัดระวัง
คืนนั้น มีบ่าวหายหน้าไปสี่คนแม้กำจัดสายลับในจวนออกไปได้ แต่คนที่น่าสงสัยที่สุดอย่างหลีจิ่นกงกงตะปูดอกใหญ่ที่สุดดอกนี้ กลับยังคงปักนิ่งอยู่ที่เดิม
แม้จะเคืองนัยน์ตามากเพียงใดจูเกาเซวียนก็ยังไม่อาจแตะต้องมัน
เรือนหลัง ฝั่งตะวันตกจวนองค์รัชทายาท
สาวใช้นางหนึ่งเดินเร็วๆมาตามระเบียงทางเดินซึ่งทอดยาวสู่เรือนชั้นใน นางตบหิมะที่เกาะบนตัวออกก่อนจะยกชายกระโปรงก้าวเข้าไปในห้อง
ข้างหน้าต่างบานสูงมีสตรีผู้หนึ่งกำลังปักผ้าอยู่ใต้แสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ สาวใช้นางนั้นยอบกายก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบข้างหูผู้เป็นนายเบาๆ
มือที่ปักเข็มอยู่หยุดชะงักดวงตาของสตรีผู้นั้นเข้มแสงขึ้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเบา
“หมอหลวงเซี่ยเข้าไปแล้วไม่ได้ออกมาอีกหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงไม่มีข่าวลือเล็ดลอดออกมาเลย”นางเปรยเบาๆ คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่า
“เจ้าให้คนไปเฝ้าตามโรงน้ำชาคอยฟังข่าวลือแต่หากไม่มีข่าวลือ...ก็ป้อนให้ขอทานแถวนั้นฟังเสีย”
นางกระดิกนิ้วเรียกสาวใช้ให้ขยับเข้ามาใกล้ๆแล้วกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ เช่อเฟยบ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
จางลั่วหลินมองเกล็ดหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่างภาพที่จูเกาเซวียนกุมมือซูอันหนิงราวกับรักใคร่หวงแหนแตกเป็นชิ้นๆประหนึ่งเครื่องกระเบื้องที่ถูกทุบ
พวกเจ้าแสดงให้ผู้อื่นดูว่ารักใคร่กันดีไม่ใช่หรือ
หากภรรยาท่านท้องในขณะที่ท่านไปออกรบท่านจะยังยิ้มได้อีกหรือไม่!
ดวงตาของนางลุกโชนด้วยเพลิงขุมหนึ่งปลายนิ้วคีบเข็มปักผ้า ปักลงไปอย่างแม่นยำ