ตอนที่ 41 จัดการสายสืบ
หลังจากที่อากอร์นตั้งสติได้จนกลับมาเป็นตัวของตัวเองแล้วเขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างตกใจและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าโลกนี้จะเต็มไปด้วยพลังงานลึกลับมากมาย หรือแม้แต่สิ่งเร้นลับที่คนเรามองไม่เห็นก็ตาม.....
แต่สิ่งที่พึ่งเกิดกับเขาเมื่อครู่นี้อากอร์นไม่เคยพบเจอมันมาก่อนในชีวิตของเขาเลยแม้แต่คำบอกเล่าหรือบันทึกในสมุดเองอากอร์นก็ไม่เคยได้ยินหรือได้อ่านมาก่อน......
“เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน? เราเกือบที่จะควบคุมร่างกายของตัวเองไม่ได้เลยโชคดีที่เราเป็นคนสมาธิดี ไม่งั้นคงจะไม่รอดไปจากแรงดึงดูดเมื่อครู่นี้แน่!!แบบนี้ก็แสดงว่าตัวอักษรโบราณเหล่านี้ต้องมีความลับอะไรสักอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ”อากอร์นเริ่มที่จะคิดและวิเคราะห์ที่ละขั้นทีละตอนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเริ่มที่จะเตือนตัวเองว่าที่นี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิดแล้ว.......
เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว อากอร์นก็ไม่คิดที่จะอยู่ที่นี้ต่อไปเขารีบพุ่งกลับไปที่เมืองเซนต์จูรี่ในทันทีและจะประกาศกฎห้ามชาวเมืองมาที่นี่เด็ดขาดแม้ว่าทุกคนในเมืองจะไม่มีใครอยากที่จะออกมานอกเมืองก็เถอะยังไงเขาก็ต้องประกาศให้ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม เป็นพื้นที่อันตรายที่สุด.......
จนกว่าเขาจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับตัวอักษรโบราณที่อยู่บนผนังภูเขานั้นว่ามันคืออะไรกันแน่และเหตุการณ์เมื่อครู่นี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง เขาถึงจะยกเลิกประกาศนี้ออกไป......
ณ เมืองเซนต์จูรี่......
ฝ่าบาท!!!
เมื่ออากอร์นกลับมาถึงเมืองแล้วสิ่งแรกที่เขาพบก็คือเสียงที่แหลมจนบาดหูของเจสสิก้าพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้งของเธอก่อนจะเดินตรงมาที่อากอร์นและพูดขึ้นมาว่า....
“ฝ่าบาทไปไหนมาเพค่ะ? ทำไมถึงได้ทิ้งฉันไว้คนเดียวแบบนี้!”เจสสิก้าถามพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจที่นางถูกอากอร์นปล่อยทิ้งเอาไว้คนเดียว.....
“อ่า! ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะเจสสิก้าบังเอิญข้าเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากลแถวหลังเมืองนะ เลยไปแวบไปดูสักหน่อยและจะรีบกลับมาหาเจ้า!”อากอร์นรีบอธิบายให้หญิงสาวเจสสิก้าฟังถึงเหตุผลที่เขาหายไปในทันที และแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่เขาโกหกขึ้นมาเท่านั้น.....
“สิ่งไม่ชอบมาพากล? แล้วฝ่าบาทเจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลบ้างหรือเปล่าเพค่ะ?!”เจสสิก้าถามต่ออีกครั้งเหมือนกับว่านางจะไม่เชื่อในคำพูดของอากอร์นที่ว่ามา.....
“ไม่เลย ข้าไม่เจออะไรเลย ดังนั้นข้าถึงได้รีบกลับมาหาเจ้ายังไงละเอาละตอนนี้ข้ายังมีงานที่ต้องทำอยู่อีก ข้าคงต้องรีบไปก่อนหากเจ้ายังอยากเดินต่อก็ได้” อากอร์นขี้เกียจหาคำแก้ตัวกับหญิงสาวเจสสิก้าแล้วเขาจึงขอตัวไปทำอย่างอื่นต่อ โดยไม่สนใจว่าเจสสิก้าจะพูดยังไง.....
“ข้าจะไปกับฝ่าบาทด้วย ข้าเบื่อที่จะเดินเล่นแล้ว!”เจสสิก้ารู้ดีว่าอากอร์นเป็นคนแบบไหน เธอเลยไม่พูดถามเขาต่อไปอีกและขอเดินไปกับอากอร์นด้วย......
.........................................
ในช่วงนี้เมืองเซนต์จูรี่พัฒนาเมืองไปอย่างมาก ทั้งการทหารและความเป็นอยู่ของผู้คนภายในเมืองก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเส้นทางการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ก็ถูกจัดการทำให้ปลอดภัยขึ้นรวมถึงเส้นทางการค้าขายของพ่อค้าแม่ค้าจากต่างเมืองด้วย......
ยิ่งไปกว่านั้น เหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่พึ่งพบเจอใหม่ก็สามารถเปิดทำการขุดเอาแร่ขึ้นมาได้แล้วทำให้เมืองเซนต์จูรี่มีแร่มากพอที่จะนำมาใช้ผลิตอาวุธและชุดเกราะหรือนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ขายให้กับเมืองรอบข้างแต่การขายนั้นมันคงยังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ เพราะเมืองที่อยู่รอบๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเมืองศัตรูของเมืองเซนต์จูรี่ทั้งนั้น โดยเฉพาะเมืองแซนดี่......
ดังนั้นแล้วการค้าขายของเมืองจึงเป็นไปด้วยความยากลำบากนอกจากผู้คนจากที่อื่นหรือเหล่าพ่อค้าที่จะมาซื้อสินค้าที่นี่เองซึ่งคนเหล่านั้นจะได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองมาแค่ในกำแพงชั้นที่สองเท่านั้นจะไม่สามารถเข้ามาในกำแพงขั้นที่หนึ่งได้.......
ณ ตลาดภายในกำแพงชั้นที่หนึ่ง.......
“เร่เข้ามาจ้า เร่เข้ามา เสื้อผ้าราคาถูก สวยๆเลยจ้า!!”
“ของป่าหายากทางนี้เลยจ้า!!อยากได้ของป่าเชิญทางนี้เลย!!”
“สัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ตัวอ้วนๆ กลมๆ ทางนี้เลยจ้า!!”
เสียงของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าจากต่างแดนตะโกนเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมากอย่างคึกคักซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวเมืองของที่นี้และก็ชาวเมืองหน้าใหม่ที่อยู่ภายในพื้นที่กำแพงชั้นที่สองแห่งนี้รวมถึงเหล่าทหารเฝ้าเมืองด้วย......
ตลาดค้าขายนี้เปิดมาได้สองสามวันแล้วและในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้สินค้าเหล่านี้ก็ขายดีเป็นอย่างมากเพราะผู้คนที่อยู่นี้ล้วนไม่ได้พบเจอกับของเหล่านี้มานานมากส่วนเงินพวกเขาก็ได้จากการทำงานให้กับเจ้าเมืองของพวกเขาในช่วงที่เมืองกำลังพัฒนานี้......
จากการประกาศของเจ้าเมือง แรงงานทุกคนที่เข้าทำงานจะได้รับเงินคนละ 5 เหรียญต่อวันสำหรับงานการเกษตร 10 เหรียญเงินต่อวันสำหรับงานแบกหามและ15 เหรียญเงินสำหรับงานเหมืองแร่ซึ่งรายได้ที่ได้นี้มันมากมายกว่าที่พวกเขาคิดมาก.....
เพาะปกติแล้วงานแบกหามนั้นได้แค่วันละ 5 เหรียญเงินเท่านั้น งานการเกษตรที่เบามากยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยพวกเขาได้แค่วันละ 1-2 เหรียญเงินเท่านั้นสำหรับงานนี้ส่วนงานเหมืองแร่นั้นเป็นงานที่หนักและต้องใช้แรงเยอะ แถมยังต้องเสี่ยงชีวิตด้วยแต่เงินที่ได้ก็แค่ 10 เหรียญเงินเท่านั้น.....
ดังนั้นในช่วงพัฒนาเมืองนี้อากอร์นได้ทุ่มเงินไปจำนวนมากเพื่อให้ชาวเมืองมีกำลังใจในการช่วยกันพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นแถมมันยังเป็นการทำให้ผู้คนในเมืองได้รายได้เพิ่มด้วยไม่ว่าจะใครหากทำงานก็จะได้รับเงินและพวกเขายังสามารถเปลี่ยนงานที่ต้องการทำได้อีกด้วย.......
ทำให้ตอนนี้ชาวเมืองทุกคนทั้งรักและเคารพในตัวอากอร์นเป็นอย่างมากแต่ก็มีคนบางพวกที่โลภมากอยากได้เงินเพิ่มเมื่อเห็นอากอร์นสามารถให้เงินได้เยอะขนาดนี้พวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้อากอร์นเพิ่มเงินที่จะได้ให้มากขึ้นกว่านี้......
แต่ผลที่ออกมาก็คือไม่เพียงแค่พวกนั้นจะไม่ได้อะไรคนเหล่านี้ล้วนถูกประหารจนหมดสิ้นด้วยในข้อหากบฏทำให้เมืองเกิดความวุ่นวาย และหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็ไม่มีใครสักคนเดียวกล้าที่จะโลภมากอีกเลย.......
“นี่!พวกเจ้าได้ยินข่าวเรื่องเมืองแซนดี่กำลังเข้าสู่การจลาจลบ้างไหม?”
“หือ?! เมืองแซนดี่นะเหรอ?ได้ยินซิ ข่าวนี้ออกจะดังเลยละ เพราะญาติข้าก็อยู่ที่เมืองนั้นแต่ตอนนี้พวกเขาได้อพยพมาที่เมืองนี้ เพราะท่านบารอนอากอร์นนั้นยินดีต้อนรับพวกเขาและชาวเมืองคนอื่นๆ ที่คิดจะมาอยู่ที่นี่และเพราะแบบนั้นเลยทำให้ชาวเมืองจำนวนมากคิดที่จะมาที่นี่กัน”
“ช่าง น่าเสียดายนัก เจ้าเมืองแซนดี่นั้นไม่น่าโง่เขลาส่งกองทัพมาท้าทายท่านเจ้าเมืองอากอร์นเลยไม่งั้นเมืองทั้งสองคงได้เป็นพันธมิตรกันและชาวเมืองก็จะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนด้วย!”
“นั้นซิ ข้าเองก็คิดแบบนั้น โชคดีจริงๆที่พวกเราได้อยู่กับท่านอากอร์น หากท่านได้กลายเป็นราชาในดินแดนฝั่งนี้ก็คงจะดีไม่น้อย”
“ต้องได้เป็นแน่เพราะข้าได้เห็นท่านอัศวินเรเว่นและคนสนิทของท่านเรียกท่านบารอนอากอร์นว่าฝ่าบาทด้วยละ!”
“จริงอย่างนั้นรึ? เช่นนั้นพวกเราก็เรียกท่านอากอร์นว่าฝ่าบาทบ้างซิ!!”
การสนทนาของชายวัยกลางคนทั้งสองนี้ไม่ได้เบาและไม่ได้ดังมาก แต่มันก็ทำให้คนที่อยู่รอบๆนี้ได้ยินกันหมดทุกคน ซึ่งผู้คนที่อยู่รอบๆ นี้ไม่ใช้แค่ชาวเมืองมาใหม่แต่ยังมีชาวเมืองเก่าที่มาตั้งแต่เมืองเริ่มพัฒนาด้วยและพวกเขาก็เคยอยากที่จะเรียกอากอร์นว่าฝ่าบาทอยู่แล้วเพียงแต่อากอร์นสั่งเอาไว้ว่าห้ามเรียกเขาแบบนั้น แต่ในตอนนี้ไม่มีใครสนแล้วก็ในเมื่อเหล่าอัศวินคนสนิทยังเรียกเลยแล้วทำไมพวกเขาจะเรียกบ้างไม่ได้กัน........
แน่นอนว่าเหล่าสายสืบจากเมืองอื่นๆเองต่างก็ได้ยินบทสนทนานี้ด้วยเช่นกันพวกมันรู้ว่าการตั้งตัวเป็นราชานั้นมันเป็นเรื่องที่ผิดในอาณาจักรปารีสนี้ดังนั้นหากพวกมันนำเรื่องนี้ไปรายงานที่เมืองหลวงละก็เมืองเซนต์จูรี่จะต้องถูกสืบสวนและทำลายทิ้งอย่างแน่นอนหากพันธมิตรทั้งห้าเมืองรวมตัวกันยืนยันและส่งรายงานไป......
“เร็วเข้าพวกเราควรรีบกลับไปรายงานฝ่าบาทของเราถึงเรื่องนี้”หนึ่งในชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งพูดขึ้น.....
“เรายังไปตอนนี้ไม่ได้ มันจะดูผิดสังเกตเกินไปควรรอให้ฟ้ามืดกว่านี้หน่อยค่อยเดินทาง”ชายวัยกลางคนคนอีกคนพูดขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วย.....
“ตกลง พวกเราจะออกเดินทางช่วงเย็น”
“แต่ข้าคิดว่าพวกเจ้าไม่น่าจะมีโอกาสนั้นนะ!”ทันใดนั้นเสียงที่ฟังดูเย็นยะเยือกของหญิงสาวก็ได้ดังขึ้นข้างๆหูของชายวัยกลางคนคนแรกที่พูดขึ้นซึ่งเจ้าของเสียงนี้ก็คือลอลินักฆ่าสุดสวยและเก่งที่สุดของเมืองเซนต์จูรี่นั้นเอง......
อ๊ะ!!
ชายวัยกลางคนทั้งสองถึงกับสีหน้าซีดขาวลงและตัวแข็งค้างจนทำอะไรไม่ถูกเลยพวกมันทั้งสองอุส่าซ่อนตัวอย่างดีและทำตัวให้เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปแล้วแต่พวกมันก็ยังถูกจับได้โดยง่ายอย่างนี้ แล้วจะไม่ให้พวกมันตกใจกลัวได้ยังไง......
“ทะ........ทะ.....ท่านหญิง ท่านพูดสิ่งใดกันข้าไม่เห็นจะ..........”
ฉึบ!!
มีดสั้นที่อยู่ในมือของลอลิแทงไปที่ลำคอของชายวัยกลางคนที่พูดขึ้นเมื่อครู่นี้อย่างช้าๆก่อนจะดึงออกมาพร้อมกับเลือดสดๆ ที่ไหลตามมีดสั้นที่แทงเข้าไปจนทำให้ชายวัยกลางคนคนนั้นเลือดอาบท่วมไปทั้งตัวของมันเลยส่วนชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงข้ามกัน มันก็ถึงกับขวัญหนีกระเจิงไปหมดเลยด้วยความหวาดกลัวที่มีต่อลอลิ......
ปัง!!
พรึบ!! พรึบ!! พรึบ!!
ทันใดนั้นเอง ประตูโรงแรมที่ปิดอยู่ก็ถูกเปิดออกก่อนที่ทหารยามจำนวนหนึ่งจะวิ่งเข้ามาพร้อมกับชี้อาวุธของตนไปที่ชายวัยกลางคนคนนั้น.......
“จับกุมพวกมันไปที่ห้องสืบสวน!!” ทหารยามที่อยู่หน้าสุดตะโกนขึ้นสั่งให้ทหารยามที่อยู่ด้านข้างพุ่งเข้าไปจับตัวชายวัยกลางคนดังกล่าวเอาไว้ส่วนศพของชายวัยกลางคนที่ลอลิสังหารไปนั้นก็ถูกนำตัวออกไปด้วยจากนั้นทหารยามที่อยู่หน้าสุดก็ทำการจ่ายเงินให้กับเจ้าของโรแรมไป......
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้นและทุกคนก็รู้ดีว่ามันเกิดขึ้นอะไรเพราะทุกวันมักมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งจนทำให้ชาวบ้านและคนที่อยู่ที่นี่รู้สึกชินไปแล้วหากว่าเป็นไปได้พวกเขาก็อยากที่จะเป็นคนลงมือเองด้วยซ้ำ........