ตอนที่ 1
ความฝันของเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มนั่งถอนหายใจอยู่ในรถบนท้องถนนใน่เวลาใกล้ค่ำ “สามไฟแดงแล้วนะแยกนี้เนี่ย” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนเอื้อมมือควานหาบางสิ่งบางอย่างในกระเป๋า
“กินข้าวหรือยังครับแม่”
เด็กหนุ่มหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาต่อกับหูฟังไร้สายเพื่อโทรหามารดาหลังจากที่เงยไปมองดูระยะเวลาของไฟแดง แล้วคิดว่าน่าจะคุยจบได้หลายเื่อยู่
“เลิกงานแล้วเหรอลูก”
ปลายสายถามด้วยความคุ้นชิน เพราะลูกชายคนเดียวของเธอมักจะติดต่อมาหลังเลิกงานเสมอ
“ครับ วันนี้ค่าคอมฯออก เดี๋ยวลูกโอนเงินไปให้นะ”
ต้นตะวัน เด็กหนุ่มอายุราวๆ 25 ปี ดำรงชีวิตด้วยอาชีพเซลล์ขายรถยุโรป ที่เรียกว่าเป็มือหนึ่งของโชว์รูมก็ว่าได้ เขาได้ท็อปเซลล์แทบทุกไตรมาส อาจจะเป็เพราะรูปร่างหน้าตาที่น่าเอ็นดู บวกกับฝีมือลูกล่อลูกชนที่ลูกค้าคนไหนได้ถึงมือ ก็ต้องได้เสียเงินซื้อรถคันงามทั้งนั้น
“เก็บเงินไว้ใช้บ้างก็ได้นะลูก อยากได้อะไรก็ซื้อให้ตัวเองบ้าง ไม่ต้องโอนมาเยอะ แม่อยู่นี่แทบไม่ได้ใช้เลย”
“ลูกเก็บไว้บางส่วนแล้ว อันนี้ตั้งใจแบ่งไว้ให้แม่ครับ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ลูกนี่ท็อปเซลล์เลยนะ” เด็กหนุ่มเปล่งน้ำเสียงโอ้อวดให้ผู้เป็แม่
“ลูกแม่ก็เก่งอยู่แล้ว”
“เนี่ย ยอกันเอง แม่ลูก 55555” ต้นตะวันพูดติดตลก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนเล็กๆ “ลูกจะทำให้เรากลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมให้ได้เลยนะ อีกไม่นานหรอกแม่”
ต้นตะวันที่ขับรถออกจากโชว์รูมเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว จนถึงอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ย่านชานเมือง ห้องเช่าที่ไม่ได้หรูหราใหญ่โต แต่ก็มีสภาพที่ดูปลอดภัย สำหรับต้นตะวันที่มีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมากมาย น่าจะมีเงินมากพอที่จะไปดาว์นคอนโดที่ดีกว่านี้ได้สบายๆ แต่เด็กหนุ่มขอเลือกอดทนเพื่อความฝันของตนที่ใกล้เข้ามา
เด็กหนุ่มทิ้งร่างลงบนที่นอนนุ่ม พลางคิดอะไรไปต่างๆ นาๆ ก่อนจะไลน์ทักหาใครบางคน
‘ต้นตะวัน: พี่ภูมิ มีคนมาดูบ้านเยอะไหมครับ?’
‘ภูมิ: ก็มีเรื่อยๆ นะ ั้แ่มีรถไฟฟ้ามาลงหน้าซอย คนก็ติดต่อมาเยอะขึ้น แต่ส่วนใหญ่ขอกลับไปคิดก่อน’
‘ต้นตะวัน: ดีเลย ไม่ต้องรีบขายหรอก 55555555’
‘ภูมิ: ดีอะไรวะ กูนี่สิ ขายไม่ได้ ไม่มีจะกินแล้วเว้ย’
‘ต้นตะวัน: ก็รอผมไง อีกแปปเดียวหน่า’
ใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที เมื่อทักไปหาพี่ภูมิ นายหน้าขายบ้านที่เขามาดูแลอดีตบ้านของตัวเอง แล้วรู้ว่ายังไม่มีคนสนใจจะชิงตัดหน้าความฝันของตนเสียก่อน
‘สิ้นปีนี้ น่าจะทันอยู่นะ’ เขาคิด เพราะ่สิ้นปีเป็่ที่มียอดจองรถสูงที่สุด ซึ่งน่าจะมากพอที่จะทำสเตทเมนต์ให้สวยๆ ได้
บ้านหลังขนาดกลางๆ ที่อยู่ในซอยแทบชานเมือง ที่ๆ มีความทรงจำมากมายของต้นตะวันและผู้เป็แม่ บ้านที่เป็ศูนย์รวมความรักความอบอุ่นของเขา และเป็ทุกอย่างของแม่ แม่รักบ้านหลังนี้มาก และสำหรับต้นตะวันบ้านหลังนี้มีแต่ความรัก
ตอนนี้มันคงจะดีกว่านี้ หากเขาและแม่ ยังอยู่กันในบ้านหลังนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘นายเทพ’ พ่อเลี้ยงของตนที่ไปติดหนี้พนันบอล ใน่ที่เขายังอยู่ม.หก จนแม่ต้องเอาบ้านไปขายเพื่อใช้หนี้เพราะเป็ห่วงตัวต้นตะวันเอง หลังจากที่ถูกเ้าหนี้ขู่ทำร้ายและมาเคยระรานคนในบ้านอยู่หลายครั้ง เพราะความไร้สามัญสำนึกของพ่อเลี้ยง บ้านหลังนี้จึงถูกตั้งประกาศขายอยู่ในตอนนี้
ต้นตะวันและแม่จำใจต้องแยกกันอยู่ หลังจากบ้านถูกยึด ผู้เป็แม่กลับไปอยู่กับญาติที่เชียงราย ส่วนเขาขอเลือกที่จะส่งตัวเองเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัยและทำงานหาเงินที่เมืองหลวงจะดีกว่า นั่นจึงเป็เหตุผลที่ต้นตะวัน เลือกมาเป็เซลล์ขายรถยุโรป เพราะค่าคอมฯที่ได้มาแต่ละครั้ง มันทำให้เขาเข้าใกล้ความฝันที่จะซื้อบ้านคืนมากขึ้นเท่านั้น
่สิ้นปี...
“เป็ไง คุณท็อปเซลล์...อีกแล้ว!” เสียงใสๆ จาก หงส์หยกสาวน้อยน่าตาจิ้มลิ้ม เพื่อนสาวตัวแสบั้แ่สมัยเรียน ที่ขอตามมาทำงานที่นี่ เพราะเห็นว่าต้นตะวันมีรายได้ที่ดี
“มึงก็ไม่เบานะ ก็รองจากกูไม่เท่าไร” ต้นตะวันตอบกลับ
“แน่นอน ความสวย น่ารัก และทรงเสน่ห์ของกู ลูกค้าเห็นก็ต้องหลง” สาวน้อยเดินเกาะแขนเด็กหนุ่ม “งี้มึงก็ใกล้ได้บ้านละดิ”
“เออ กูว่าวันนี้จะแวะไปดูสักหน่อย ไปกับกูมะ”
“เหอะ วันนี้กูมีนัดจ้า เอาไว้มึงได้บ้านเมื่อไร กูก็ไปนอนบ้านมึงได้บ่อยๆ อยู่ละ”
ต้นตะวันหัวเราะในลำคอ ก่อนส่ายหัวเบาๆ “มึงก็มาเกาะกูขนาดนี้ เลยไม่มีผัวสักทีอะนะ”
“แหม ว่าแต่กู กูรู้จักมึงมา ั้แ่ปีหนึ่ง กูก็ยังไม่เคยเห็นมึงมีใครเหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็ไร ตอนแก่กูกับมึงก็อยู่ด้วยกันนี่ล่ะ ไม่มีใครจะคบแล้ว”
ไม่มีคำตอบจากเด็กหนุ่ม มีเพียงแค่รอยยิ้มบางๆ ที่ส่งให้เพื่อนสนิท
รถญี่ปุ่นคันเก่าๆ ขับมาจอดอยู่หน้าบ้านหลังสีขาว ทรงเก่าแบบยุค 60 ที่ดูทรุดโทรมไปบ้างแต่ก็ยังไม่แย่มาก เพราะพี่ภูมิเข้ามาดูแลบ้านเสมอ
เด็กหนุ่มเดินลงจากรถพร้อมกับสีหน้าและแววตาที่อดกลั้นความรู้สึกในใจไว้แทบไม่ไหว สวนหน้าบ้านที่แม่ชอบปลูกดอกไม้ เวลา่เย็นๆ ที่แม่มักจะมาปูเสื่อเพื่อนั่งเล่นรับลมโดยมีตนนอนอยู่บนตัก ภาพความทรงจำมากมายอยู่ในรั้วแห่งนี้...ใกล้ความจริงมากแล้ว
เด็กหนุ่มถูกปลุกจากภวังค์หลังจากที่เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้น
“โทรมาพอดีเลยนะพี่...ผมว่าจะโทรหาพี่อยู่พรุ่งนี้...เนี่ยผมอยู่หน้าบ้าน”
“อะไรนะ!..พี่”
เหมือนฟ้าผ่ากลางอก เมื่อต้นตะวันได้รับสายจากพี่ภูมิว่ามีคนมาติดต่อซื้อบ้านหลังนี้ด้วยเงินสดเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“...อีกไม่กี่เดือนผมก็ซื้อมันได้แล้ว...พี่ขายให้ผมเถอะนะ”
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รู้จักกับพี่ภูมิเพราะเบอร์โทรนายหน้าที่ติดอยู่หน้าบ้าน โทรถามโทรหาแทบทุกเดือนจนกลายเป็พี่ชายคนสนิท สนิทจนรู้ว่าพี่เขาเองก็มีแม่ที่ป่วยและมีภาระของครอบครัวอีกที่ต้องดูแล การขายบ้านได้ในแต่ละครั้ง พี่ภูมิจะดีใจมากๆ เพราะค่าคอมสามารถต่อชีวิตคนในครอบครัวของเขาได้
ความฝันที่อยู่แค่เอื้อม มันกลับห่างออกไปอีกแล้ว...
เช้าวันหยุดวันนี้ ต้นตะวันตั้งใจตื่นเช้ากว่าปกติ เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปที่ซอยแถวบ้านหลังนั้น เพื่อขับหาบ้านที่ประกาศขายที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน
เด็กหนุ่มหยิบคว้าโทรศัพท์ด้วยความอ่อนแรงหลังจากที่ทั้งวนรถ ทั้งเดินหาบ้านที่ประกาศขายมาทั้งวัน
“พี่ภูมิ ผมหาตัวเลือกอื่นๆ มาให้ เพื่อคนซื้อพี่เขาจะเปลี่ยนใจ ผมโทรไปถามแล้วมีหลายเ้าที่เขาไม่มีนายหน้า ถ้าพี่ดีลได้ พี่เอาค่าขนมไปเลยเต็มๆ”
[กูคุยกับเขาอีกทีแล้วว่าให้ลองดูหลายๆ หลัง แต่เขายืนยันว่าต้องหลังนี้]
“ทำไมอะพี่..”
[เขาบอกกูว่า มันเหมือนรักแรกพบ ยังไงก็ต้องหลังนี้]
“.....”
[ถ้าเขาติดต่อกูว่าให้หาบ้าน กูก็จะเสนอหลังอื่นไปก่อน แต่คนนี้ เขามาด้วยความตั้งใจว่าต้องเป็หลังนี้เลยว่ะ...กูเข้าใจความรู้สึกมึงนะ แต่มึงตัดใจเหอะ กูช่วยมึงหาบ้านใหม่ให้มึงกับแม่ได้อยู่แล้ว]
ใบหน้าหวานซุกซบลงสองมือ น้ำตาไหลอาบแก้มใส ตัวสะอื้นสั่นเทา ในรถมีเพียงแต่เสียงร่ำไห้ของคนที่ความฝันถูกพังทลาย เขาไม่ได้โทษพี่ภูมิ เขาไม่ได้โทษคนซื้อ เขาไม่ได้โทษใคร และไม่ได้โทษตนเอง...
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือน นับั้แ่วันที่ความฝันถูกทำลายหายไป
“มึง ยังเศร้าอยู่เหรอวะ” หงส์หยกถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนชายเงียบซึม ไม่กระตือรือร้นเมื่อมีลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมเหมือนเก่า
“กูไม่รู้กูจะทำงานไปทำไมว่ะ” เด็กหนุ่มนั่งคอตก ไหล่ลู่ลง
“โหมึง เราก็ทำงานไปซื้อหลังอื่นไง ที่ใหม่กว่า ดีกว่า แม่มึงอาจจะชอบก็ได้นะ”
“มันไม่มีอะไรแทนได้หรอกมึง” ต้นตะวันลุกขึ้นจากโต๊ะ ก่อนหยิบกระเป๋าสะพายขึ้น
“มึงจะไปไหน??” หงส์หยกถาม
“กูปวดหัว ขอลานะ เดี๋ยวกูไลน์บอก พี่วรรณเอง” แล้วชายหนุ่มก็เดินหายไป ทิ้งให้เพื่อนสาวมองตามหลังด้วยความเป็ห่วง “หนักเลยว่ะ”
ต้นตะวันขับรถมาจอดถัดจากบ้านหลังนั้นไปสองสามหลัง บ้านเก่าทรุดโทรมที่ปัจจุบันถูกทุบรั้วทิ้งให้เปิดกว้าง และหน้าบ้านถูกต่อเติมด้วยโรงกระจก สวนรกร้างถูกแทนที่ด้วยต้นไม้ดอกไม้ประดับมากมาย แต่ดูที่จะเด่นสะดุดตา น่าจะเป็พุ่มทานตะวันสีเหลืองส้มสด ที่โดดเด่นแต่ไกล
“เขามาทำใหม่แล้วนี่นา” เด็กหนุ่มชะเง้อคอสอดส่องเข้าไปในบ้านที่รั้วเปิดอยู่จากในรถ “ทำเป็ร้านกาแฟเหรอวะ??”
เขาตัดสินใจดับเครื่องยนต์แล้วเดินไปยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หลังต้นไม้ ใกล้ๆ เพื่อดูในบ้านให้ชัดๆ สองเท้าหยุดก้าวเมื่อมาถึงหน้าบ้าน ที่ปัจจุบันกำลังจะกลายเป็ร้านกาแฟ
“le rêve” (เลอ - เรฟ) ” แววตาหรี่ลงอ่านป้ายหน้าร้าน
“เชี้ยๆ ออกมาแล้วว่ะ” เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวา ก่อนจะวิ่งกลับไปขึ้นรถ เมื่อเห็นว่ามีเงาของชายร่างใหญ่คนนึงกำลังเดินออกมาทิ้งขยะหน้าร้าน
ขนตากระพริบถี่ เมื่อเห็นแผ่นหลังของชายเ้าของเงาในบ้านนั้น ที่รูปร่างสูงใหญ่
“ดีนะ ออกมาทัน ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าคิดว่ากูเป็โจร สงสัยโดนซ้อมตายคาตีน” ก่อนจะสะบัดหน้าเรียกสติตัวเองแล้วสตาร์ทรถเพื่อกลับห้องพัก