ตอนที่ 207
อาจารย์ท่านกลับมาแล้ว
ลมปราณหยินแห่งความตาย และลมปราณเทวะที่เปี่ยมล้น บัดนี้อยู่ในสภาวะ...หนึ่งเคลื่อนนำหนึ่งตามติด
ทุกจุดที่เสวี่ยหมิงบังคับลมปราณหยินเคลื่อนผ่าน ลมปราณเทวะที่สั่งสมตามหลังก็จะแตกปะทุเข้าติดตามทำลายล้าง พลังงานหยินหลงเหลือที่ตกค้างอยู่ในเส้นชีพจร กลายเป็นผลดีสำหรับเสวี่ยหมิง ที่สามารถขจัดลมปราณทมิฬที่แฝงเร้นไปในคราเดียว
แต่หากเอ่ยกันตามจริงแล้ว เสวี่ยหมิงไม่อาจที่จะบังคับให้ลมปราณวิ่งได้สะดวกดายโดยมิมีอุปสรรคขวางกั้นเช่นนี้ หรือต่อให้ทำได้ พลังลมปราณที่ใช้ล่อหลอก ก็คงถูกทำลายหมดสิ้นไปเสียก่อนที่จะเคลื่อนถึงดวงตาเทพมารบรรพกาล แต่ที่ครานี้สามารถทำได้เป็นเพราะพลังลมปราณที่หลงเหลือของต้าหลงช่วยเปิดทางแหวกชีพจรลมปราณที่เสียหายออกให้
เมื่อเสวี่ยหมิงฝืนบังคับลมปราณหยินเคลื่อนจนครบหนึ่งรอบ เส้นโลหิตสีดำที่แตกระแหงก็สูญสลายไปแทบจะหมดสิ้น แต่ร่างกายก็มิได้ฟื้นคืน เพราะลมปราณเทวะที่วิ่งตามหลัง เมื่อเคลื่อนตัวนานเข้าก็รวมกลุ่มก้อนกันเองจนมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าแรกเริ่มหลายเท่า แม้ลมปราณเทวะจะเป็นพลังลมปราณที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิต แต่เมื่อมีมากเกินไป เลือดเนื้อส่วนที่มันเคลื่อนผ่านก็กลับกลายเป็นเบ่งพองและแตกออก แต่ยังนับว่าเสวี่ยหมิงโชคดีที่ทำการปรับเปลี่ยนเส้นชีพจรและกล้ามเนื้อด้วยเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้ามาก่อน จึงยังพอทนทานพลังการทำลายล้างของลมปราณที่เบ่งพองเอ่อล้นอยู่ได้จนถึงตอนนี้ หากเป็นเพียงผู้ฝึกตนที่ถือครองร่างกายศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป เส้นชีพจรภายในและกายเนื้อของคนผู้นั้น คงจะแตกระเบิดอออกไปนานแล้ว
"ลาก่อนเจ้าหนูเสวี่ยหมิง" เสียงกังวานครั้งสุดท้ายของจิตวิญญาณที่หลงเหลือของต้าหลง...มีเพียงคำเอ่ยลา
เปรียะ เปรี๊ยะ !!!
เสียงราวเนื้อแก้วที่กำลังแตกร้าว ดังก้องในหัวของเสวี่ยหมิง จิตวิญญาณที่ร้อยเรียงราวกับศาสตราอันแหลมคม อันเป็นพลังงานเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของต้าหลง เจาะทะลุเป็นรูเล็กผ่านเข้าสู่ดวงตาข้างซ้าย ตามติดมาด้วยพลังลมปราณหยินแห่งความตายของเสวี่ยหมิง ที่เร่งไวขึ้นเมื่อมันพบว่าเบื้องหน้าคือดวงตาเทพมารบรรพกาล และทั้งหมดคือสติรับรู้ครั้งสุดท้ายของเสวี่ยหมิง
.
.
หลังการปะทะหักโหมของผู้บัญชาการคนใหม่ สงครามการปะทะของสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ บริเวณชายแดนชั้นกลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ก็เดินทางมาถึงจุดยุติแล้ว เพลิงไฟจากการทำลายล้าง กระจายวงกว้างออกไปหลายร้อยลี้ ต้นไม้หักโค่น ภูเขาราบเรียบ พื้นดินเป็นหลุมบ่อมากมายสุดคณานับ ประหนึ่งเกิดปรากฏการณ์สะเก็ดฝนดาวตกพุ่งชนพื้นพิภพ กลิ่นไอและบรรยากาศแห่งความตาย ระอุอุ่นไปทั่วทุกหัวระแหง ความวิปริตของสงครามล้วนเลวร้ายเกินกว่าจะควบคุมบังคับ
...ไม่ท่านตายเราก็ม้วย ทุกผู้คนต่างต้องการมีชีวิต แต่สงครามที่ประทุขึ้นแล้ว ไม่อาจหลีกเลี่ยงความตายไปได้
แม้ว่าการรบโดยการวัดกันว่า...หมัดของผู้ใดเข้มแข็งกว่ากันของผู้อาวุโสตระกูลหลง จะส่งผลให้ฝั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์เสียหายมากกว่า ฝั่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะถึงกว่าสี่ส่วน แต่จำนวนผู้ฝึกตนโดยรวม แม้จะหักลบจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ฝึกตนที่บาดเจ็บจนต้องถอนตัวกลับไปแล้ว ฝั่งของพันธมิตรมังกรโลกันตร์ก็ยังถือว่าได้เปรียบอยู่ไม่น้อย
"ยันเอาไว้ไม่ไหวแล้ว ถอนทัพ !!! ส่งสัญญาณถอนทัพ ทุกคนหลบเข้าสู่เขตภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ในทันที" เสียงที่ส่งจากพลังลมปราณเที่ยงแท้ของผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะสะท้อนไกลไปทั่วส่วนหลังของสมรภูมิรบ ตามติดมาด้วยเสียงเป่าหลอดเขาเซียนสงคราม ที่ช่วยเพิ่มความไวให้กับผู้คนฝั่งพันธมิตรวิหคเพลิงอมตะเพื่อใช้ในการหลบหนี
แต่การถอนทัพหาได้ง่ายดาย เพราะเมื่อฝั่งหนึ่งถอยหนี อีกฝั่งย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย ผู้อาวุโสตระกูลหลงไม่รั้งรอ...สั่งเดินหน้ารุกไล่สังหารอย่างเต็มกำลัง
ฝ่ายหนึ่งหันดาบประหารเข้าเข่นฆ่า อีกฝ่ายหันหลังละทิ้งทุกสิ่งหลบหนี มิต้องคำนวณนับก็รู้ว่าการถอยหนีย่อมแลกมาด้วยความสูญเสียเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน แต่เพื่อการรักษากำลังหลัก และแผนการขั้นสุดท้ายตามคำสั่งของผู้เป็นประมุข แม้ผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะอยากที่จะสู้จนตัวตาย แต่ก็ไม่อาจละเลยคำสั่ง มองดูภาพผู้คนฝั่งตนเองวิ่งหนีตาย โดนไล่ล้างเข่นฆ่าสังหาร ด้วยความอเนจอนาถใจ แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งที่กำชับอยู่ในอก ก็จำต้องบ่ายหน้าเหินทะยานกลับไปยังเขตหน้าด่านภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความขมขื่น
.
.
การถอยหนีเพิ่งจะเกิดขึ้น ข่าวคราวก็ถูกรายงานตรงมายังเขตแดนชั้นในทันที แม้รองประมุขของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะจะรับรู้เหตุการณ์ และกังวลในสถานการณ์ดี แต่ยามนี้ในห้องโถงหลักที่แปรสภาพเป็นศูนย์บัญชาการสงครามในครั้งนี้ ฮัวเหวินเยี่ยนมีคำสั่งห้ามทุกผู้คนเข้ามา อาจมาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสองประการ
...หนึ่งนั้นคือเมื่อวันก่อนคณะทูตที่เดินทางไปยังน่านน้ำทางเหนือ รอคอยอยู่ที่ด้านหน้าทะเลสาบวังจ้าวสมุทรอยู่นานสิบห้าวัน ในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้เข้าพบกับผู้อาวุโสที่มีหน้าที่ดูแลกิจการภายนอกของ...ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนอู่ ซึ่งออกมาพบหน้าเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คณะทูตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะไม่ทันที่จะเอ่ยสิ่งใดออกไป ผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนอู่ ก็เปรยขึ้นมาก่อนว่า...ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนอู่จะไม่ยุ่งกับเกี่ยวเรื่องราวของโลกภายนอก ตามคำสั่งของประมุขคนปัจจุบัน พร้อมเอ่ยปิดประตูตัดช่องทางเรื่องการก่อตั้งพันธมิตร ทำให้คณะทูตจำต้องขอตัวลาจากมาด้วยความผิดหวังในทันที
แม้เหตุการณ์จะตอกย้ำความกังวลใจของผู้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ แต่ก็ไม่นับว่าเหนือความคาดหมาย เพราะอย่างไรดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนอู่ก็ปิดประตูรับแขกมากว่าพันปีแล้ว แม้แต่การออกฝึกฝนภายนอกของศิษย์ก็ยังถูกห้าม การที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนอู่ไม่ให้ความร่วมมือ จึงพอจะคาดเดาได้ตั้งแต่ต้น
ดังนั้นเหตุผลที่ฮัวเหวินเยี่ยนปิดประตูไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ จึงน่าจะเป็นเพราะตอนนี้นางกำลังเจรจาหารือกับบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่ง บุคคลที่นางทั้งรักทั้งเกลียดผู้นี้สำหรับนางจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้เป็นอาจารย์ของหนิงเซียน...หลงซานอี้ ชายผู้ที่เพิ่งจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขของตระกูลหลงเหมันต์เมื่อหนึ่งปีก่อน
"ตระกูลหลงมันก็เลวเหมือนกันหมดนั่นละ"
"เหวินเยี่ยน ข้ารู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตทำให้เจ้าผิดหวังกับข้า แต่ตอนนี้เจ้าควรจะตรองดูสถานการณ์ในปัจจุบันให้ดีก่อนที่จะเอ่ยปฏิเสธ"
"ท่านเกือบจะทำลายหนิงเซียนของข้า ท่านมันสารเลว"
"ข้า...ข้า..."หลงซานอี้รู้ดีว่าตนทำอะไรลงไป หากวันนั้นเด็กหนุ่มที่เขาพบในถ้ำร้างมิได้ใส่สร้อยคอเส้นที่ดูคุ้นตาเส้นนั้น เขาก็อาจจะไม่เอ่ยวาจาออกไปเช่นนั้น และเหตุการณ์ที่ทำให้หนิงเซียนพบกับวิกฤตในอดีตก็คงจะไม่เกิดขึ้น แม้ว่าการสละธาตุพลังโลหิตศักดิ์สิทธิ์จะสามารถทำกันได้โดยไม่เกิดอันตราย แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลังจากที่หนิงเซียนมอบพลังให้กับเด็กหนุ่มผู้นั้น ถึงมีผลกระทบกับรากฐานพลังชีวิตของเด็กสาวไปได้
"ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว" หนิงเซียนที่รับรู้การมาของหลงซานอี้ผู้เป็นอาจารย์ ก็เร่งรีบเดินทางมายังฐานบัญชาการรบในทันที แต่เพราะถูกผู้อาวุโส และผู้คนที่รั้งรออยู่ด้านนอกห้ามปรามเอาไว้ก่อน แต่สุดท้ายด้วยความดื้อดึง ต้องการพบหน้าผู้เป็นอาจารย์ เพราะเกรงว่าผู้เป็นอาจารย์ของนางจะหลบหน้าไปอีก ทำให้หนิงเซียนตัดสินใจบุกเข้าไปภายในห้องหารือโดยพลการ แต่เพราะตัวตนของหนิงเซียนที่กลายเป็นความหวังของทุกผู้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะในอนาคต จึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะขัดขวางนาง
"เซียนเอ๋อร์ !!!"หลงซานอี้ตะลึงงันในพัฒนาการของหนิงเซียน เพราะตอนที่ตนเองจำต้องจากไปเมื่อสามปีก่อนนั้น หนิงเซียนยังมีระดับลมปราณเพียงแค่ลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นเท่านั้น แต่ตอนนี้เด็กสาวกลับมีพลังลมปราณในระดับสุดขอบลมปราณเชื่อมฟ้าดิน ใกล้ที่จะบรรลุเข้าสู่ขอบขั้นของลมปราณเที่ยงแท้ "ใบหน้าของเจ้า...พลังชีวิตที่สูญเสียกลับฟื้นคืนแล้ว"
สีหน้าตื่นตะลึงระคนปลาบปลื้ม แสดงออกอย่างไม่มีการปิดบังของหลงซานอี้ ทำเอาหนิงเซียนฉีกยิ้มกว้างราวกับเด็กน้อยซุกซนส่งให้ รอยยิ้มในแบบที่ฮัวเหวินเยี่ยนมิเคยได้รับมาก่อน แถมคำเอ่ยเรียกขาน...อาจารย์อย่างชัดถ้อยชัดคำนั่นอีก แม้จะเสียดแทงความรู้สึกของฮัวเหวินเยี่ยนไม่น้อย แต่นางก็ยังคงเก็บอาการไม่แสดงออกทางสีหน้าให้หนิงเซียนได้รับรู้ เพียงแต่ส่งแววตากดดันบึ่งตึงจับจ้องไปที่หลงซานอี้แทน