พูดจบเสี่ยวชิงก็วิ่งออกไปเหลือไว้เพียงติงเหว่ยที่กำลังมองอย่างสับสนผ่านไปสักพักหนึ่งนางก็พูดกับเฉิงเหนียงจื่อว่า“สาวน้อยคนนี้แอบปิดบังอะไรอยู่หรือเปล่า แล้วทำไมหน้าของนางถึงได้แดงขนาดนั้น?”
เฉิงเหนียงจื่อได้ยินเรื่องซุบซิบเล็กน้อยมาบ้างนางจึงตอบกลับไปว่า “ข้าได้ยินว่าป้าหลี่คิดจะจับคู่เสี่ยวชิงกับเสี่ยวฝูจื่อเกรงว่าสาวน้อยคนนี้กำลังจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาเสียแล้ว”
“เอ๋มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ” ติงเหว่ยกลับแปลกใจแต่ก็ดีใจที่จะเป็นเช่นนั้น“ครอบครัวของป้าหลี่ทุกคนล้วนเป็นคนดีหากสาวน้อยคนนี้แต่งเข้าไปก็คงมีความสุขไม่น้อยพอถึงเวลานั้นอย่าลืมเตือนข้าด้วยละว่าให้เตรียมผ้าชั้นดีที่อยู่ก้นหีบให้นางสักสองผืนตอนที่ข้าเพิ่งเข้ามาในจวนแห่งนี้ใหม่ๆ สาวน้อยคนนี้ก็ช่วยข้าไว้ไม่น้อย”
“เจ้าค่ะแม่นาง” เฉิงเหนียงจื่อรีบตอบรับอย่างรวดเร็วและในใจของนางก็รู้สึกว่าครอบครัวนางทั้งสี่คนช่างโชคดีจริงๆแค่เห็นว่านายหญิงปฏิบัติต่อเสี่ยวชิงอย่างโอบอ้อมอารีขนาดนี้ครอบครัวของพวกนางเองก็ไม่มีทางที่จะจบลงอย่างเลวร้ายแน่นอน
นายและบ่าวทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะละเลยอันเกอเอ๋อร์ เจ้าเด็กอ้วนจึงส่งเสียงออกมาประท้วง“อู้อู้” มือเล็กๆ ของเขาก็ไปดึงปิ่นปักผมของมารดา ทำให้ติงเหว่ยตีก้นเขาไปสองทีและแน่นอนว่านางไม่กล้าใช้แรงจริงๆ อันเกอเอ๋อร์กลับยิ้มอย่างมีความสุขขึ้นไปอีกเขายิงฟันเล็กๆ ที่เพิ่งขึ้นมาไม่นานและยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นตรงดูน่ารักน่าชังเป็นพิเศษ
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะจูบลูกชายของนางอีกสองสามครั้งและแม่ลูกทั้งสองต่างก็ยิ้มออกมาอย่างสดใส
พวกเขาสองแม่ลูกกำลังเล่นอย่างมีความสุขโดยไม่รู้เลยว่าทำให้คนที่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามนึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมา คุณชายฟางยกมือขึ้นมานวดดวงตาที่เจ็บปวดของเขา จากนั้นก็พูดพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“ฤดูใบไม้ผลิก็ลมแรงเช่นนี้แหละ ทรายก็เลยถูกพัดเข้ามาในห้องหมดแล้ว”
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเพื่อจะมองแม่ลูกคู่นั้นคิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่เห็นแม้แต่เงาเขาเปิดประตูออกไปตามหาสองแม่ลูกคู่นั้นโดยไม่รู้ตัวแล้วเขาก็เห็นว่าบริเวณใต้ชายคาที่มีแดดส่องถึงมากที่สุดมีเสื่อปูอยู่หนึ่งผืน มีผู้ใหญ่สองคนและเด็กอีกสามคนกำลังนั่งเล่นกันอยู่ผู้หญิงคนนั้นก็กำลังเย็บผ้าอยู่กับแม่นมแสงแดดสีทองสาดส่องลงไปที่เด็กน้อยและหญิงสาวคนนั้นราวกับทั้งตัวของพวกเขาถูกอาบไปด้วยความอบอุ่น…
ติงเหว่ยเพิ่งจะเย็บหูแพนด้าเสร็จนางเงยหน้าขึ้นมาและเห็นคุณชายฟางเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาดนางจึงยืนขึ้นคำนับแล้วถามว่า “คุณชายฟาง มีอะไรให้รับใช้หรือไม่?”
คุณชายฟางไม่ได้พูดอะไรดวงตาเรียวยาวของเขาอดไม่ได้ที่จะมองดูอันเกอเอ๋อร์ที่งับเท้าเล่นอยู่บนเสื่อส่วนลึกในแววตาของเขาฉายแววสงสารขึ้นมาครู่หนึ่ง
สตรีจะแข็งแกร่งขึ้นเวลาที่เป็นแม่คนต่อให้กระต่ายตัวเมียจะอ่อนแอสักแค่ไหนแต่เมื่อมันมีลูกก็สามารถระเบิดความโกรธออกมาและกัดฟันสู้อย่างเต็มที่ติงเหว่ยหันข้างบังอยู่ข้างหน้าลูกชายโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมา “คุณชายฟาง มีอะไรจะรับสั่งหรือไม่?”
“เอ๋?” คุณชายฟางตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ด้วยความฉลาดเฉลียวของเขาก็เดาได้ทันทีว่าติงเหว่ยเข้าใจผิดเรื่องอะไรแต่ความจริงแล้วก็ไม่มีใครอยากจะเปิดเผยบาดแผลที่อยู่ลึกที่สุดของตนเองออกมาอย่างโจ่งแจ้งหรอก
“ไม่มีอะไร”คุณชายฟางหันหลังกลับและเดินขึ้นบันไดไป จนเมื่อเขาถึงบันไดขั้นบนสุดก็หันหน้ากลับมาพูดว่า“เจ้าเป็นสตรีที่ดี ลูกของเจ้าก็เป็นคนดีมาก วันหน้าหากมีเรื่องอะไรให้ช่วย ก็สามารถเอ่ยออกมาได้เลย”
“เอ๋?”ตอนนี้ถึงคราวของติงเหว่ยที่ต้องตกตะลึงเสียเอง ในขณะที่นางอยากจะพูดอะไรคุณชายฟางก็เข้าไปในห้องเสียแล้วนางจึงทำได้แค่ส่ายหัวไปมา และแอบถอนหายใจกับตนเองว่า “ช่างเป็นคนที่แปลกจริงๆไม่ได้สนิทสนมกันสักหน่อย ทำไมถึงพูดอะไรแบบนั้นออกมาพูดจาลึกซึ้งกับคนที่ไม่สนิทกัน!”
เฉิงเหนียงจื่อที่อยู่ข้างๆได้ยินเข้าก็พูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “แม่นางบ่าวดูแล้วคิดว่าคุณชายฟางไม่เหมือนคนไม่ดี ก็แค่ท่าทางแปลกประหลาดไปสักหน่อย”
“นั่นน่ะสิแปลกประหลาดนิดหน่อยจริงๆ” ติงเหว่ยยังคงกังวลอยู่เล็กน้อย ดังนั้นนางจึงกำชับว่า “แม้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีของนายน้อยแต่พวกเราก็ยังไม่คุ้นเคยกับเขาเลย ช่วงนี้เจ้าคอยดูแลพวกเด็กๆ ให้ดีๆและอย่าปล่อยให้คนคนนี้เข้าใกล้จนเกินไป”
“เจ้าค่ะแม่นาง”
……
ในตอนนี้นายน้อยฟางที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องยังรู้สึกว่าตัวเขาจริงใจและดูน่าเชื่อถือไหนเลยจะรู้ว่าตนเองถูกปฏิบัติราวกับผู้ร้ายลักพาตัวอย่างไรอย่างนั้น
ทว่ากงจื้อหมิงที่นั่งพิงหน้าต่างอยู่บนม้านั่งนุ่มขยับหูสองสามครั้งจากนั้นก็หันไปมองมิตรสหายของเขาผู้ไม่เคยถูกสตรีเย็นชาใส่มาก่อน เขาจึงหัวเราะออกมาจนเกือบจะสำลัก…
ถึงแม้คุณชายฟางจะเป็นเพื่อนกับกงจื้อหมิงมาตั้งแต่เด็กแต่ก็เคยเห็นกงจื้อหมิงหัวเราะแบบนี้เพียงสามหรือสี่ครั้งเท่านั้น ตอนนี้เขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้เพียงสองวันกงจื้อหมิงหัวเราะบ่อยเกินไปไกลกว่านั้นมาก เขาอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัยว่า“เทียนเป่า หรือว่ามีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับเจ้าหลังจากเรื่องร้ายตอนนั้นอย่างนั้นหรือทำไมทั้งวันถึงได้หัวเราะไม่หยุด นี่ไม่เหมือนเจ้าเลย!”
กงจื้อหมิงหยุดหัวเราะและยกมือรินชาให้เขาแล้วตอบว่า“เรื่องดี ข้าเองก็เจอจริงๆ เรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้ข้ายังพูดไม่ได้วันหน้าข้าค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ว่าเมื่อก่อนข้าไม่ค่อยหัวเราะจริงๆ หรือ?”
“แน่นอนสิเจ้าไม่รู้หรือว่าคนพวกนั้นที่ซีจิงตั้งฉายาให้เจ้าว่าอะไร เทพนักฆ่าผู้เลือดเย็นยังไงล่ะและก็มีอยู่ช่วงหนึ่งหากเด็กๆ ร้องไห้ก็จะพูดขึ้นมาว่าเทพนักฆ่าผู้เลือดเย็นมาแล้ว เด็กน้อยต่างก็พากันปิดปากเงียบ!”
กงจื้อหมิงหัวเราะเยาะคิ้วดาบของเขายกขึ้นอย่างน่าเกรงขาม “เทพนักฆ่า? คนที่ข้าฆ่าก็มีพวกเถียเหล่ยและศัตรูที่เข้ามารุกรานหากไม่มีกองทัพซีจิงที่อาบไปด้วยเลือดของศัตรู ไหนเลยจะมีซีเฮ่าที่สงบสุขเฉกเช่นทุกวันนี้!”
“เจ้าพูดถูกแล้วทุกคนต่างก็เข้าใจความเป็นจริงข้อนี้ดี ยังไงก็ตาม คนที่ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นแล้วยังมีคนที่ยอมคุกเข่าขอเกียรติยศและความมั่งคั่งตลอดชีวิตเพื่อที่จะเอาใจคนบนบัลลังก์มังกรนั้นพวกเขาล้วนพากันกลับเขาตั้งนานแล้ว!”
คุณชายฟางนึกถึงวันที่สหายเพิ่งจะถูกฝังที่ศาลก็มีขุนนางคนหนึ่งกล่าวหาว่าอู่โฮ่วฆ่าคนมากเกินไปทำให้เหรินหมิงซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีของซีเฮ่าได้รับบาดเจ็บเขาเกือบจะนำทัพทหารผ่านศึกที่อยู่ในจวนอู่โฮ่วบุกไปพังประตูและจับขุนนางขึ้นมาเลาะฟันออกให้หมดปาก และด้วยเหตุผลนี้ก็ทำให้อัครมหาเสนาบดีที่เป็นพ่อของเขาโกรธเคืองจนจับเขาขังไว้ในห้องหนังสือนานกว่าสามเดือนเต็มๆรอจนเขาออกมาก็ได้ยินมาว่ามีขุนนางที่จงรักภักดีหลายคนถูกฆ่าล้างทั้งตระกูลภายใต้ความท้อแท้และสิ้นหวังอย่างถึงที่สุดนั้นเขาจึงไปคลุกตัวอยู่ในหอนางโลมและใช้ชีวิตอย่างมึนเมาราวกับอยู่ในความฝันไปวันๆ
ทุกครั้งที่เขานึกถึงพี่น้องของพวกเขาพวกเขาเผชิญหน้ากับภูเขาและแม่น้ำด้วยความภาคภูมิใจ คนหนึ่งต้องการทำให้ชายแดนซีเฮ่าสงบลงและปกป้องประชาชนให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขส่วนอีกคนต้องการประสบความสำเร็จในการขึ้นเป็นผู้นำ
ทุกวันนี้ก็ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายซีเฮ่าเองก็บอบช้ำไม่น้อย จะไม่ให้เขาเกลียดได้อย่างไร!
“เทียนเป่าตอนแรกที่เจ้าแกล้งตายไม่ควรจะปิดบังข้า! เจ้ารู้ไหม…รู้ไหมว่าข้ารู้สึกทุกข์ทรมานแค่ไหนเพราะข่าวการตายของเจ้า?”
กงจื้อหมิงคิดถึงภัยพิบัติในวันนั้นดวงตาที่ทอแสงของเขาก็มืดหม่นลง
“วันนั้นข้าโดนพิษของฉือฮว่าเฟินหากไม่เป็นเพราะว่าลุงอวิ๋นยังเก็บกุยซีวั่น [1] ที่เจ้าอาวาสเคยให้เอาไว้หนึ่งเม็ดเกรงว่าข้าไม่อาจทนจนไปถึงซีจิงได้ และคงกลายเป็นหินจริงๆ จนตายไปแล้วและต่อให้ข้ากินกุยซีวั่นก็ทำได้แค่ต่อชีวิตออกไปครึ่งปีหากว่าหาหมอปีศาจหัตถ์เทวดาไม่พบก็ยังต้องตายอยู่ดี หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดข้าจะต้องให้เจ้าฟังข่าวคราวการตายของข้าถึงสองครั้งสองคราด้วยคิดไม่ถึงว่า…”
กงจื้อหมิงพูดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่เพียงแค่ครึ่งเดียวไปยังแผ่นหลังสตรีของเขานางกำลังหันข้างเพื่อช่วยพยุงให้เด็กชายตัวอ้วนยืนขึ้นได้ เนิ่นนานกว่าจะทำได้สำเร็จสักครั้งสองแม่ลูกต่างก็หน้าแดงก่ำด้วยความดีใจ
เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มอีกครั้งที่มุมตาและหัวคิ้ว“บางทีอาจเป็นโชคชะตาที่ทนเอาชีวิตของข้าไปไม่ได้ ข้าใช้ชีวิตอย่างสันโดษในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้กลับได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่คาดคิดนางรู้วิธีการแปลกๆ ที่สามารถระงับอาการชาและอาการตึงที่แขนของข้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้ยาใดๆนั่นคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดข้าถึงสามารถยืนหยัดจนถึงตอนที่ยอดฝีมือเฟิงฮั่วชานหลินทั้งสี่กลุ่มตามหาหมอปีศาจหัตถ์เทวดาเจอ”
คุณชายฟางนึกถึงสิ่งที่เสี่ยวชิงพูดเมื่อครู่นี้แต่เขากลับลืมนึกถึงความเป็นสุภาพบุรุษไป นานๆทีถึงจะทำลายกฎและพูดถึงคนอื่นลับหลังเช่นนี้ “เทียนเป่า ข้าได้ยินมาว่า…เอ่อแม่นางติงยังไม่ทันแต่งงานก็คลอดลูกเสียแล้วแล้วยังมีชาวบ้านลืออีกว่านางเป็นศิษย์ของท่านย่าเทวาภูเขางั้นหรือ?”
กงจื้อหมิงหยุดยิ้มในทันทีและจ้องมองไปที่สหายของเขาอย่างจริงจังเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีสีหน้าดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใดความเย็นชาในแววตาของกงจื้อหมิงก็ลดลงสามส่วน
“อี้ชิงอย่าดูถูกแม่นางติงเป็นอันขาด”
“อา”คุณชายฟางได้ยินบางสิ่งแปลกๆ ในน้ำเสียงของเขา แต่ก็ยังคงตอบเหมือนเดิมว่า“เจ้าวางใจเถอะ เอ่อ เจ้าก็รู้เรื่องแม่แท้ๆ ของข้า ต่อให้คนทั้งโลกจะดูถูกนางแต่ข้าจะไม่มีวันเป็นหนึ่งในนั้นอย่างเด็ดขาดยิ่งไปกว่านั้นนางยังช่วยชีวิตเจ้าไว้ครึ่งหนึ่งนี่ก็เพียงพอแล้วที่ข้าจะทำให้พวกนางสองแม่ลูกมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต”
กงจื้อหมิงส่ายหน้าและพูดปฏิเสธว่า“นั่นไม่จำเป็นหรอก นางหาใช่สตรีที่ต้องพึ่งพาบุรุษในการใช้ชีวิต”
คุณชายฟางเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างไม่เชื่อเล็กน้อยและโต้กลับว่า “เทียนเป่า เรื่องอย่างนี้มีที่ไหนกัน บนโลกใบนี้จะมีสตรีคนใดบ้างที่ไม่พึ่งพาบุรุษ?นางต้องการใช้ชีวิตคนเดียวอยู่กับลูกของนางอย่างนั้นหรือ?”
……
กงจื้อหมิงยิ้มและไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกจากนั้นเขาหยิบรายงานลับที่เพิ่งได้รับมาวางบนโต๊ะแล้วเขย่าไปมา
“ถึงแม้ข้าจะได้รับข่าวคราวจากซีจิงอยู่ตลอดแต่ความจริงเป็นยังไงข้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด ถือโอกาสที่เจ้าอยู่ที่นี่ในช่วงนี้เล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดก็แล้วกัน”
“ตกลง”เมื่อพูดถึงเรื่องงานคุณชายฟางก็ละทิ้งความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆจากนั้นเขาก็เริ่มพูดอย่างจริงจังว่า “ตั้งแต่คนผู้นั้นขึ้นครองบัลลังก์ในช่วงแรกเริ่มก็ยังดี เขาสนับสนุนให้เหล่าขุนนางเขียนฎีกาขุดทางน้ำเพื่อส่งเสริมการขนส่ง สนับสนุนเกษตรกรและพ่อค้า แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดีๆอยู่ได้ไม่นาน ไม่ถึงครึ่งปีวังหลังก็เต็มไปสาวงามมากมายจากนั้นเขาก็แทบจะไม่ว่าราชการอีกเลย และยังถึงขั้นที่จะขยายพระราชวังปรับปรุงสุสานของพระราชวัง กวาดล้างสามีของเหล่านางสนมที่อยู่รอบซีจิงภาษีก็ปรับขึ้นทุกฤดูกาล เคยมีขุนนางที่ซื่อตรงเขียนฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแต่สุดท้ายพวกเขาก็ถูกสั่งประหารชีวิตทั้งตระกูล
เหตุการณ์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดเขื่อนหลังจากนั้น หากมีขุนนางขัดแย้งก็จะถูกกวาดล้างยกครอบครัวแต่ขุนนางใหญ่ทั้งสี่ตระกูลยังดีอยู่ เนื่องจากว่ามีรากฐานที่แข็งแกร่งเขาจึงยังไม่กล้าลงมือ แต่ว่าขุนนางชั้นสามและชั้นสี่ต่างก็ซวยกันทั้งหมดตอนเช้าก่อนที่จะออกไปทำงานที่วังหลวง คนในบ้านต่างก็พากันร้องไห้ไม่หยุดเกรงว่าบ่ายนี้จะถูกสั่งประหารทั้งครอบครัวทุกวันนี้ซีจิงปกคลุมไปด้วยเมฆดำเต็มท้องฟ้า บนถนนก็มีคนสัญจรเพียงไม่กี่คนหากจะบอกว่าเมื่อก่อนชื่อของเจ้าทำให้เด็กเล็กๆ หยุดร้องไห้ได้ถ้าเช่นนั้นวันนี้ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของคนผู้นั้นก็ทำให้ซีจิงทั้งเหมือนกลายเป็นเมืองที่ตายไปแล้ว”
ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาจวนอู่โฮ่วยังคงตั้งอยู่บนถนนไป๋หูทางตอนเหนือของเมืองเมื่อได้ยินบรรยากาศที่แสนจะหดหู่ในปัจจุบันกงจื้อหมิงก็ขมวดคิ้วและดวงตาของเขาก็มืดหม่นลงยิ่งขึ้น
“ท่านอาจารย์ได้พูดอะไรกับเจ้าบ้างไหม?”
คุณชายฟางมีสีหน้าอับอายเล็กน้อยคิดไปคิดมาเขาก็บอกตามความจริง “ก่อนหน้านั้นข้าเองก็ก่อเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่พ่อของข้ายังดุด่าข้าเสียด้วยซ้ำแต่ข้าก็ไม่อาจทำให้ทหารในกองทัพเจิ้งซีจวินต้องมาเดือดร้อนไปด้วยเมื่อคนหนึ่งขึ้นครองบัลลังก์ อีกคนหนึ่งก็ต้องลงจากบัลลังก์อีกอย่างเจ้าเองก็ไม่อยู่แล้วตอนนั้นข้าก็เอาแต่คิดไม่ตกว่าทำไมเจ้าถึงถูกวางยาพิษจนเสียชีวิตได้ ก็เลยอดกลั้นความโกรธเอาไว้ไม่ไหวก่อเรื่องวุ่นวายมากมาย ต่อมาข้าก็เลยถูกขังไว้ในห้องหนังสือสามเดือนเต็มๆหลังจากนั้นข้าก็ไปอยู่ที่หอแดง ส่วนพ่อข้าฝั่งนั้นก็…เอ่อไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว”
กงจื้อหมิงรู้นิสัยของสหายคนนี้ดีที่สุดเหตุใดจึงจะเดาไม่ออกเขาต้องทะเลาะกับบิดาเพราะเรื่องที่จะแก้แค้นอย่างแน่นอน
“ท่านอาจารย์เป็นคนวิสัยทัศน์กว้างไกลทั้งยังมีความรู้และเที่ยงธรรม เขาจะไม่มีทางปล่อยให้ซีเฮ่าล่มสลายท่านผู้อาวุโสจะต้องมีมาตรการตอบโต้อย่างแน่นอน เพียงแต่ก่อนหน้านี้เจ้าโกรธมากจนท่านผู้อาวุโสไม่สามารถอธิบายให้เจ้าฟังได้เมื่อเจ้ากลับเมืองหลวงครั้งนี้ก็ช่วยข้าส่งจดหมายถึงท่านอาจารย์ให้สักหน่อย”
“ตกลง”คุณชายฟางมีสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย เขาสะบัดพัดในมือแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า“เทียนเป่า เจ้าควรจะเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว แผ่นดินซีเฮ่ามากกว่าครึ่งเป็นเพราะสกุลกงจื้อเอาชนะมาได้หลายปีมานี้บรรพบุรุษสกุลกงจื้อเองก็เสียสละไปมากมายเพื่อปกป้องให้ซีเฮ่าอยู่อย่างสงบสุขแล้วเหตุใดคนที่ได้ครองแผ่นดินแห่งนี้ถึงต้องเป็นสกุลซือหม่าด้วย?เมื่อก่อนเจ้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ของท่านอ๋องก็ไม่เป็นไรแต่ตอนนี้ท่านอ๋องก็เสียชีวิตไปตั้งนานแล้วซือหม่าเชวี่ยนเองก็ไม่มีจิตใจเพื่อขุนนางและราษฎร ตอนนี้ก็ถือเป็นเทียนสือตี้หลี่ และเหรินเหอ [2] ถึงเวลาที่สกุลกงจื้อจะรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวแล้ว!”
-----------------------------------------
[1] กุยซีวั่น 龟息丸หมายถึงยาจีนชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณใช้ในการอุ่นไต ขจัดความเย็น เสริมพลังชี่และเสริมพลังหยาง ส่วนใหญ่จะรักษาชี่และการขาดเลือด ไตเย็นและแก่นแท้ รักษาอาการปวดท้องความอ่อนแอของเอวและเข่า
[2] เทียนสือ ตี้หลี่ และเหรินเหอ 天时地利人和 หมายถึง องค์ประกอบ3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จของจีนโบราณ คือ เทียนสือ(天时) ตี้หลี่(地利)และเหรินเหอ(人和)ซึ่งเทียนสือหมายถึงจังหวะเวลาและโอกาสตี้หลี่หมายถึงทำเลชัยภูมิที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และเหรินเหอคือปัจจัยเรื่องพลังสมัครสมานของคนในการขับเคลื่อน