บทที่ 9
ม้าพยศกับชายเคราะห์ร้าย
“ฮูหยินน้อยรับประทานหมั่นโถวนี่ก่อนเ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านตักอาหารฝีมือของอันหยินเข้าปากไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้นเอง”
“แอบขโมยจากในโรงครัวไว้ให้ข้าเหรอเนี่ย”
“เ้าค่ะ” อาหว่านยิ้มน้อย ๆ อย่างน่าเอ็นดู
“น่ารักจริง ๆ อาหว่านของข้า” ว่าแล้วก็ยกก้อนแป้งชิ้นโตขึ้นกัดเข้าปากด้วยความหิวโหย
“ค่อย ๆ เ้าค่ะเดี๋ยวสำลัก”
“ว่าแต่... เ้าเพิ่งจะได้มาดูแลข้าอย่างนั้นหรือ” พราวฝันเอ่ยถามขณะยังเคี้ยวตุ้ย
“เ้าค่ะฮูหยินน้อย... เดิมทีข้าเป็ทาสรับใช้อยู่โรงเลี้ยงสัตว์หลังจวน ไม่มีใครอยากจะเสวนาด้วยเพราะร่างกายของข้านั้นมีกลิ่นเหม็นสาปจากสุกรและขี้ไก่แถมยังหน้าตาอัปลักษณ์...” สาวน้อยอธิบายตนเองพร้อมยกมือขึ้นััข้างแก้มขรุขระอย่างไม่มั่นใจตัวเองนัก
“ไหน... ลงมานั่งใกล้ ๆ ข้าซิ”
“บ่าวมิบังอาจ”
“มาเถิดน่า” พราวฝันว่าพร้อมกับจูงมือสาวใช้ลงมานั่งที่เก้าอี้ไม้ทรงกลมขัดเป็มันวาวใกล้ๆ กัน “ขอข้าดูหน่อยซิว่ามันเกิดจากอะไร”
“มันน่ารังเกียจขอฮูหยินน้อยโปรดถอยออกห่าง”
“ดูแล้วก็ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็สิวต่างหาก”
“สิวอย่างนั้นหรือเ้าคะ มันคือสิ่งใดกัน”
“สิวก็เกิดจากสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนบนใบหน้าเราจนเกิดการอักเสบจากภายใน...” คนเป็นายเริ่มอธิบาย “คงเพราะเ้าอยู่กับสัตว์และไม่รู้วิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง”
อาหว่านผงกหัวหงึกเมื่อทบทวนตาม
“แต่ข้าช่วยให้เ้าหายจากมันได้นะ”
“จริงหรือเ้าคะ” เด็กสาวร้องร่าด้วยดวงตาเป็ประกาย
“จริงสิ” ผู้เป็นายยืนยันด้วยการผงกหัวหงึกแล้วเปิดกล่องไม้ที่หอบหิ้วมาด้วยออก “ว่าแต่ข้าจะทำอย่างไรกับเ้าสิ่งนี้”
“ฮูหยินน้อยจะรับประทานมันลงไปจริง ๆหรือเ้าคะ”
“ไม่รู้ว่าเหตุใดข้าถึงอยากลิ้มรสของมัน จำได้ว่ามารดาของข้าก็เคยแพ้ท้องอยากจะกินไข่มดแดงนี่...” ว่าแล้วพราวฝันก็ใช้มือหยิบสิ่งที่กำลังพูดถึงเข้าปาก
แต่แล้วเธอก็ต้องถุยมันออกมาโดยไว
“เป็อย่างไรเ้าคะ”
“ไม่อร่อย!” เธอร้อง “สงสัยต้องทำให้มันแซ่บ ๆ ทำเป็ยำหรือพวกป่น แต่ที่นี่จะมีพริกป่นรึเปล่านะ...”
อาหว่านได้แต่มองเ้านายด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้ซักถามสิ่งใดต่อ
วันต่อมาสะใภ้ใหญ่แห่งจวนสกุลโต้วตื่นมาตามลำพังในหอนอนโดยไร้สามีข้างกายอีกครั้ง แต่นางหาได้สนใจไม่ เพราะมีภารกิจที่นางต้องรับผิดชอบ
“ถึงเวลาฮูหยินน้อยต้องไปรองน้ำค้างแล้วเ้าค่ะ” อันหยินมาปรากฏตัวตรงเวลาพร้อมอุปกรณ์พร้อมสรรพ
“รองทำไม ใครเขาจะไปสนน้ำค้างกันล่ะ” พราวฝันบอกปัดโดยไม่สนใจแล้วก็พาอาหว่านก้าวสวนประตูปรี่ออกจากเรือนนอนไป
โดยปล่อยให้ผู้จัดการบ้านร่างท้วมยืนงงราวกับคนเซ่อนอน
สิ่งที่เธอตั้งใจคือการเปลี่ยนลุคให้สาวรับใช้ เรียกความมั่นใจของวัยสาวแรกแย้มให้กลับมา
พราวฝันยืนเท้าสะเอวในโรงครัวซึ่งยังไม่มีใครเข้ามาประจำหน้าที่ โดยเฝ้าอาหว่านต้มข้าวจนสุก หากแต่ไม่ได้มีไว้สำหรับบริโภค
“เ้าจะต้องล้างและทำความสะอาดใบหน้าของเ้าด้วยน้ำข้าวนี้ทุกวัน” ว่าพร้อมกับส่งถ้วยน้ำข้าวสีขาวขุ่นไปตรงหน้าเด็กสาว
อาหว่านมองมันอย่างไม่มั่นใจ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“น้ำข้าวเนี่ยจะช่วยทำความสะอาดเหงื่อไคลและคราบมัน แถมยังบำรุงผิวได้อีกด้วยนะ”
ได้ยินอย่างนั้นสาวรับใช้ก็รู้สึกตื่นเต้น
จากนั้นพราวฝันก็เที่ยวเปิดฝาเครื่องปรุงและเครื่องเทศน์ตามชั้นต่างๆ มาดอมดมอย่างซุกซนและนึกสนุก จนคว้าไหใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งออกมาได้ซึ่งภายในเป็ของเหลวสีน้ำตาลใส ๆยืดย้วยมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
“หลังจากนั้นเ้าจะต้องแต้มบริเวณที่เป็สิวอักเสบด้วยน้ำผึ้งนี่”
“เห็นทีบ่าวคงจะหลังลายจากโทษโบยเป็แน่หากถูกจับได้ว่าขโมยเครื่องปรุงล้ำค่านี่ไปใช้ส่วนตัว”
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวข้าจะแบ่งเก็บใส่ตลับเอาไว้ให้” พราวฝันยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะทำตามอย่างที่ตัวเองว่า
หลังจากนั้นก็พาคนของตัวเองไปยังเรือนเพาะชำด้านหลังจวนข้างๆ กับโรงเลี้ยงสัตว์ซึ่งปลูกพืชผักพรรณไม้นานาชนิดราวกับซูเปอร์มาร์เก็ต
“และเ้าจะต้องบำรุงเพื่อลดการอักเสบผิวด้วยว่านหางจระเข้นี่ด้วย”
ถึงจะรู้ดีว่าไม่สมควรแต่เมื่อคนเป็เ้านายแนะนำด้วยความปรารถนาดีอาหว่านจึงต้องน้อมรับอย่างเสียไม่ได้
ซึ่งในความรู้สึกของเด็กสาวที่ห่างบ้านห่างครอบครัวมาทำงานต่างถิ่นการได้เจอเ้านายอย่างฮูหยินซูเมิ่งในครั้งนี้นับเป็โชคดีที่เกินฝันไปมาก นางสบสายตาซาบซึ้งให้กับนายหญิงของตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และมั่นหมายว่าไม่ว่าจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรจะต้องอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลสตรีท่านนี้ให้ดีกว่าชีวิตของตัวเองให้จงได้
วันต่อมาจู่ ๆพราวฝันก็ถูกใครบางคนเข้ามาจับแต่งหน้าเสียจัดจ้าน แก้มทั้งสองข้างถูกผัดเป็สีแดงแจ๋ราวกับตูดลิง เขียนคิ้วโก่งด้วยเส้นเรียวบางเป็สีดำขลับ กรีดตาและแต้มสีชมพูเข้มเพื่อคัดเบ้า แต่งแต้มริมฝีปากอวบอิ่มให้เป็รูปกระจับ ไม่ลืมแต้มจุดที่มุมปากสองข้าง และวาดลายดอกไม้ไว้กลางหน้าผาก
แถมยังเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ด้วยผ้าราคาแพงเป็สีแดงเืนก ท่อนบนเป็ผ้าสีขาวพริ้วทิ้งชายที่แขนเสื้อกรุยกราย
พราวฝันอดขำกับสภาพตัวเองในคันฉ่องบานใหญ่เท่าฝาหม้อไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็ค่านิยมของคนยุคนี้ ใครต่อใครเมื่อได้พบเห็นคงคิดว่าเธอนำแฟชั่นสุดๆ
“เราจะไปไหนกันเหรอ” เธอร้องถามผู้เป็สามีเมื่อนั่งอยู่ในเก๋งของรถม้ากันตามลำพังสองคน
“งานชมดอกเบญจมาศที่ตำหนักขององค์หญิงไท่ผิง[1]” โต้วตงิตอบเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะชายตามามองภรรยา
“วันนี้หน้าฉันตลกมากสินะ เขาถึงต้องกลั้นขำหันหน้าหนีไปทางอื่น” พราวฝันแอบพึมพำ
ส่วนองค์หญิงที่ว่า... ในประวัติศาสตร์ก็เป็ผู้หญิงที่โด่งดังและโหดใช่ย่อย งานนี้คงเป็งานสังสรรค์ของพวกไฮโซ รวมชนชั้นอีลิทของยุคนี้ ตงิถึงต้องยอมลงทุนส่งคนมาประโคมแต่งตัวให้เธอทั้งที่หน้าก็ยังไม่อยากจะมอง จะเกลียดขนาดไหนภาพลักษณ์ก็ต้องมาก่อนสินะ
“ว่าแต่เราสองคน...” คนเป็ภรรยาเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความเงียบ “แต่งงานกันโดยที่ไม่ได้รักกันถูกมั้ย ที่แย่กว่านั้นคือเราทั้งคู่แทบจะไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ”
“...”
“ภาษาของฉันเรียกว่าเป็อุบัติเหตุจากวันไนท์สแตนด์ล่ะ”
“...”
แต่ดวงตาคมของอีกฝ่ายเพียงหันชำเลืองมองเธอด้วยความรำคาญเท่านั้น
จะว่าไปแต่งอย่างนี้หมอนี่ก็ดูหล่อไปอีกแบบ เหมือนพระเอกในซีรีส์จีนพีเรียดยังไงอย่างนั้น ความตี๋โมเดิร์นยิ่งถูกขับให้เครื่องหน้าคมชัดมากขึ้นเมื่อถูกตีกรอบด้วยเส้นผมดกดำที่รวบตึงและจอนที่ยาวลงมาได้รูปกำลังพอดี ใบหน้าราวเทพปั้นนั้นทั้งดูหล่อและสวยงามในเวลาเดียวกัน
เขามีรูปหน้าที่ยาวและมีสันกรามชัดเป๊ะราวกับทำอัลเทอราที่คลินิกความงามทุกๆ หกเดือน เรียวคิ้วหนาสีดำสนิทเชิดขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับดวงตาคมสีดำวาวที่มีลักษณะเปลือกตาเป็สองชั้นบาง ๆก็เฉี่ยวขึ้นที่หางนิด ๆ เพื่อเพิ่มความร้ายกาจให้ดูน่าค้นหา จมูกโด่งเป็สันปลายมนรับกับคางแถมมีขี้แมลงวันเป็จุดเล็ก ๆเพื่อเสริมเสน่ห์ ริมฝีปากอิ่มเป็กระจับเล็ก ๆ ทั้งยังงอนขึ้นน้อย ๆ ทำให้ดูดื้อและเอาแต่ใจ อีกทั้งผิวพรรณก็ยังขาวละเอียดผ่องผุดผาด
อา... ดูขนตายาวที่เห็นได้ชัดจากด้านข้างนั่นสิ อย่างน้อยก็พอทำให้ชื่นใจเวลามอง จะมีสามีทั้งทีก็ต้องให้หล่อแบบนี้แหละ ไม่ว่าจะอยู่ภพไหนก็ตาม
โดยที่เขาไม่คิดจะสนใจการตั้งอกตั้งใจสำรวจของภรรยาเลยแม้แต่น้อย ทำราวกับนางเป็หุ่นฟางที่โดยสารในรถมาด้วยกันเท่านั้น
เมื่อมาถึงหน้าประตูวัง โต้วตงิก็รีบะโลงจากรถไปก่อนโดยไม่แม้แต่จะรอให้ภรรยาตามลงมาด้วย
พราวฝันก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางยักแย่ยักยันก็เห็นว่าสามีเดินเข้าประตูวังไปโดยเห็นเพียงด้านหลังไวๆ
รีบขนาดนั้นไม่มาล่วงหน้าั้แ่เมื่อวานเลยล่ะ!
‘ซีหยวนซิน’ผู้ติดตามคนสนิทรูปงามของโต้วตงิที่มารับหน้าที่ควบคุมรถม้าให้หันมายิ้มแห้งด้วยเพราะก็ตามอารมณ์เ้านายหนุ่มไม่ทันเช่นกัน
หญิงสาวหน้างุ้มงอเมื่อถูกสามีทอดทิ้ง เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องนั่งรถม้ามาด้วยกันทำไม
แต่ระหว่างนั้น จู่ ๆหางตาของเธอก็จับสังเกตได้ถึงการเคลื่อนไหวอันผิดปกติของบางสิ่ง เมื่อหันไปดูก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อพบว่าเป็ม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังออกอาการพยศ โดยที่ทิศทางของมันกำลังมุ่งหน้าไปยังบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง
เมื่อเห็นดังนั้นสัญชาตญาณของสายเืนักแสดงคิวบู๊ก็ะโเข้าไปผลักร่างของชายผู้ตกเป็เป้าคนนั้นออกไปด้านข้างอย่างไว ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้คนที่รายรอบอยู่แถวนั้น
พราวฝันใช้วิชาที่ฝึกฝนมาจากอาจารย์สอนคิวบู๊ชื่อดังในไทยะโขึ้นหลังม้าอย่างชำนาญ แต่เพราะม้าตัวนี้กำลังบ้าคลั่งจากอาการบางอย่างจึงไม่ง่ายที่จะเริ่มควบคุมมัน
“ฮูหยินน้อย ท่าน...!” ซีหยวนซินร้องเรียกเสียงหลงแต่ตัวเองก็ยังทำอะไรไม่ถูก
ซึ่งก็เป็อย่างนั้น จู่ ๆมันก็หันหัวไปยังทิศตรงกันข้ามแล้ววิ่งตรงมุ่งหน้าออกจากบริเวณวังหลวงไป
“ย้ะ!”
เอาแล้วไงล่ะพราวฝัน จะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่แล้วล่ะสิ เ้าม้าบ้าตัวนี้จะวิ่งไปไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ดีเหมือนกัน ลองหาเื่ตายอีกสักรอบเผื่อจะได้ทะลุมิติกลับไปเกิดใหม่เป็พราวฝันคนเดิม
“ย้ะ! แม่นางคว้ามือข้าไว้!”
แต่แล้วเสียงของใครบางคนก็ทำให้หญิงสาวใจชื้นขึ้นมา เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็ชายเคราะห์ร้ายผู้นั้นกำลังควบม้าขนาบข้างตามมาติดๆ
[1] องค์หญิงไท่ผิง พระธิดาของพระนางบูเช็กเทียนกับฮ่องเต้ถังเกาจงซึ่งถือเป็หนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลในประวัติศาสตร์จีน