เื่วังเหนือ จิ๋วไม่ได้ขุดคุ้ยหรือสนใจอีก คนตายควรไปสู่สุคติ รู้มากไปจะชวนให้รู้สึกเวทนาผูกพันกันเสียเปล่า
่นี้เขาเริ่มปรับตัวกับการนอนไวตื่นเช้า ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำ เลยช่วยพ่อขนผักขึ้นรถไปตั้งแผงที่ตลาด ออกจากบ้านตีสี่กลับเจ็ดโมงเช้า ทำอย่างนี้มาได้สองสัปดาห์ พอมีจิ๋วนั่งด้วยของเลยขายดีขึ้นมานิดหน่อย ตามประสาชาวบ้านที่อยากคุยอยากซักถามพ่อค้าหน้าใหม่ จิ๋วเน้นพูดไปเรื่อย ถ้าไม่อยากตอบก็เฉไฉหลบหลีก สกิลนี้ฝึกมาสามปีจนเชี่ยวชาญพอๆ กับสกิลโจมตีด้วยฝีปาก
วันหนึ่งขณะที่จิ๋วแบกตะกร้าผักขึ้นรถกลับบ้านตามปกติ กำลังจัดของท้ายรถก็มีกระบะจากที่ไหนไม่รู้ไหลลงดอย ท่าทางเบรกไม่อยู่ชนเข้าที่ตัวถังด้านข้าง แรงกระแทกทำให้จิ๋วเสียการทรงตัวจนล้มหงายหลัง
“รถจน รถจน นั่นมันรถอาวจอมบ่ใจ้ก๊ะ”
เสียงโหวกเหวกของชาวบ้านในตลาดแห่กันมารุมมาตุ้ม จิ๋วหัวฟาดขอบกระบะจนเห็นดาว ยังดีที่รถคันนั้นไหลลงมาช้า แรงกระแทกไม่อาจทำให้จิ๋วกระเด็นตกรถ แต่ก็หลังเดาะเอวเคล็ดจนน้ำตาเล็ดออกมา
“อาวจอม รถอาวถูกจน” เสียงแม่ค้าคนหนึ่งะโเรียกพ่อ
จิ๋วหยัดตัวลุกขึ้น แล้วชาวบ้านก็ฮือฮากันอีกรอบ เืสีแดงสดไหลอาบหน้าผาก อาวจอมของชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นก่อนจะโยนตะกร้าใส่จานวางผักทิ้ง
“บ่าจิ๋ววววว” เสียงพ่อร้องโหยหวนก่อนจะหงายหลังตึงไปอีกคนเพราะกลัวเื
“อาวจอมมมมมม” เสียงชาวบ้านก็โหยหวนพอกัน
จิ๋วถอดเสื้อตัวนอกพับกดปากแผลกลางศีรษะ ก่อนจะลงไปดูพ่อตัวเอง อีกฝ่ายยังไม่ถึงขั้นสลบ แค่วิงเวียนหน้ามืดไปวูบหนึ่ง
“บ่าจิ๋ว เอาจิ๋วไปโรงบาลก๊อน เอามันไปโรงบาลก่อน” พ่อเอ่ยพร้อมผลักจิ๋วออกทั้งที่ตัวเองก็หน้ามืดไม่มีแรง
“เออๆ เดี๋ยวข้าเ้าปาไปตึงกู้นั่นเนอะ” แม่หลวงบัวศรีเอ่ยปาก
ชาวบ้านเลยช่วยกันหามสองพ่อลูกขึ้นรถ แม่หลวงแกขับรถผัวมาจ่ายตลาดคนเดียว พอเกิดเื่ก็ต้องตามคนมาช่วยเคลียร์สถานการณ์ ซึ่งก็คือผัวแกเองนี่แหละ โทรตามแล้วแกก็พาคนเจ็บไปอนามัยชุมชน
พอถึงมือหมอปุ๊บคนพ่อก็ตาสว่างโล่ปั๊บ กลิ่นยาสำหรับคนแก่ถือเป็ของแสลง ส่วนจิ๋วโดนเย็บไปสี่เข็มถ้วน แผลไม่ลึกมาก เจ็ดวันนัดมาตัดไหม ่นี้ก็งดสระผมไปก่อน
ส่วนเื่รถบิดาไม่เอาความ แกไปตกลงอย่างไรไม่รู้ นอกจากให้จ่ายค่าทำสี หลังจากนี้สิบวัน ฝั่งนั้นต้องจัดหาคนพร้อมของมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เ้าจิ๋ว
“เบญจเพสหนา บางคนเปิ้นว่าเ้ากรรมนายเวรฤทธิ์แฮง จิ๋วตกงานแล้ว มีเื่ขึ้นโรงขึ้นศาล ตอนนี้ยังเืตกยางออก หื้อเปิ้นมาทำพิธี จะได้สบายใจ๋” บิดาแจงเหตุผล
จิ๋วไม่รู้จะขัดทำไม ทว่าระหว่างนั้นดันถูกห้ามออกจากบ้านด้วยนี่สิ พอไม่ต้องช่วยขายผักที่ตลาดอีก เขาเลยไม่รู้จะทำอะไร จิ๋วเลยไล่เก็บของทั่วบ้าน ขนาดพัดลมติดผนังยังถูกถอดมาทำความสะอาดจนเหมือนใหม่
นั่งอ่านการ์ตูนมาเจ็ดวันจนหมดชั้น วันที่แปดเลยเอาดาบคู่ที่แขวนให้ฝุ่นจับหลายปีมาขัดจนเงา ดาบคู่นี้สมัยก่อนจิ๋วใช้ฟ้อนดาบฟ้อนเจิงจนได้ไปแสดงประกวดอยู่หลายที่ ปู่ย่าภูมิใจนักหนานึกว่าหลานอยากสืบสานวัฒนธรรมล้านนา แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงคืออ่านการ์ตูนเยอะจนเบียวจัด อยากเป็จอมยุทธกับเขาบ้างเท่านั้นเอง
ตอนขึ้นมหาวิทยาลัยจิ๋วยังมีโอกาสได้ซ้อมกับชมรมอยู่บ้าง แต่พอทำงานของพวกนี้ก็กลายเป็แค่ความทรงจำวัยเยาว์ ต่อให้คิดถึงก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำมาหากินอย่างไร จิ๋วสะบัดมือควงดาบ สกิลตกลงไปเยอะ คิดถึง่เวลานั้นจับใจ
“จิ๋ว กิ๋นข้าว วันนี้มีห่อนึ่งกับแกงผักกาด มีขนมโตยเน่อ”
เสียงพ่อเรียกกินข้าวทำให้จิ๋วต้องวางมือ อาวจอมของชาวบ้านกำลังจัดโต๊ะอาหารเช้า ส่วนจิ๋วเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาเทใส่แก้วเตรียมไว้แล้วเดินไปล้างมือ
“วันนี้เดี๋ยวจ่วยยะฮั้ว” จิ๋วอาสา เห็นกองไผ่ั้แ่วันมาถึงบ้าน อย่างไรเขาก็อยู่เฉยๆ รีบทำจะได้เสร็จเร็วๆ
“บ่ะต้องๆ ห้ามแตะของมีคม”
“เกิ๋นไปละ งั้นมีดโกนหนวดก็ห้ามเหมือนกั๋นก่อ”
“เห้ย นี่แอบใจ้มีดโกนก๊ะ มีดโกนก่อบ่ะได้” บิดาแหวเสียงสูง “ตะวาไปทำบุญมา ป้อเอาวันเดือนปีเกิดหื้อหลวงลุงเปิ้น เปิ้นกะทักว่าเคราะห์หนัก จะยะก๋านยะงานอะหยังก็รอพ้นพิธีไปก่อน ขนาดตุ๊เ้ายังทักก็ฟังสักน้อยเต๊อะ”
จิ๋วเหลือกตามองบน ไม่อยากคุยกับลุงจอมแกละ คนจะตายนอนเฉยๆ ก็ตายได้ คิดมากไปจะพานทำให้ระแวงจนไม่เป็อันทำการทำงาน นี่อะไรวิตกจนไปรบกวนหลวงลุงให้ช่วยดูดวง ใช่กิจสงฆ์เสียที่ไหน แต่จะว่าแกเยอะก็ไม่ได้ แกห่วง แกทำตามความเชื่อที่มีมานาน
“โอเค เหลือสองวันเนาะ สบาย” จะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ นั่งกินนอนกินดูหนังวนไป สำหรับเด็กเจนนี้ชิลอยู่แล้ว
????
สองวันต่อมา ยามเช้าอากาศเย็นสบายสายลมพัดอ่อน ท้องฟ้าปกคลุมด้วยมวลเมฆหนา ฤดูกาลเปลี่ยนผ่านจากหน้าร้อนเข้าหน้าฝน พิธีส่งเคราะห์จัดขึ้นในบ้านโซนนั่งเล่น คนทำพิธีคือปู่หนานแก้วคนเก่าแก่ของที่นี่ เวลาทำพิธีอะไรคนมักนึกถึงแกคนแรก ด้านหน้าปู่หนานมีสะตวงทำจากกาบกล้วยถูกแบ่งเป็เก้าช่อง แต่ละช่องใส่ข้าว ขนม ผลไม้ น้ำ บุหรี่และเทียนเล่มเล็ก มีข้าวตอกดอกไม้โรยหน้า ธูปเทียนจุดแค่ตรงกลาง รอบสะตวงปักตุงขาวแดงแล้วพันด้วยสายสิญจน์
ปู่หนานเอาปลายสายสิญจน์ให้จิ๋วจับไว้ คนที่เหลือยกมือขึ้นประนม จิ๋วเองก็หลับตาตั้งจิตให้สงบนิ่ง ก่อนเสียงบริกรรมคาถาจะดังขึ้นในท่วงทำนองคำเมือง หากให้แปลท่อนหนึ่งก็จะได้ใจความดังนี้
“...เมื่อสัพพะเคราะห์ทั้งหลายได้เคลื่อนย้ายออกไป
ขอให้ตกไปยังขอบเขตจักรวาล
ไปอยู่ในสถานที่มีแผ่นดินอันสุดไกล
และหากตัวใดที่กลับกลายเป็ปาปเคราะห์แล้ว
ก็ขอให้แคล้วคลาดกลายเป็โสมะด้วยเถิด…”
บทสวดแบบยาวจัดเต็มเกือบหนึ่งชั่วโมง ระดับความศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้ขนทั้งกายลุกชัน กระนั้นกลับแฝงมาด้วยความโล่งใจ น้ำส้มป่อยผ่านการทำพิธีถูกประพรมลงบนร่างกายให้รู้สึกเย็นซ่านไปทั้งตัว
เมื่อเสร็จพิธีปู่หนานก็ให้จิ๋วถือสะตวงออกจากบ้าน พ่อสตาร์ทรถเครื่องรออยู่ก่อนแล้ว ขี่ไปถึงริมน้ำจิ๋วก็เอาสะตวงลงลอย
“จะไปหันผ่อเน่อ ลอยไปแล้วก็หื้อทุกข์โศกมันลอยไปกับน้ำ” บิดาเอ่ยเตือนขณะขี่รถกลับ จิ๋วเกิดและโตที่นี่ ก้าวเท้าเข้ากรุงเทพฯ แค่สามปีกว่าเท่านั้นเอง เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าอะไรควรไม่ควร
“ป้อ แวะซื้อขนมสหกรณ์ได้ก่อ อยากกิ๋น” สะกิดหลังบิดายิกๆ
“เดี๋ยวไปอาบน้ำส้มป่อยก่อน ขนมไว้ทีหลัง สหกรณ์อยู่ใกล้น้อยเดียว ก่อยปั่นรถถีบมากะได้”
สองพ่อลูกคุยกันจุ๊กจิ๊ก พอกลับถึงบ้านคู่กรณีกำลังเชิญปู่หนานขึ้นรถ แกยังมีพิธีบ้านอื่นต่อ จิ๋วยกมือไหว้ขอบคุณที่แกมาช่วย
“น้อยมา ไว้เลี้ยงเหล้าวันพูกวันฮือเน่อ” พ่อะโบอกน้อยมา
ด้านน้อยมาโบกมือปัด “บ่าต้องครับ บ่าต้องเลี้ยงหรอกครับ ผมยะจิ๋วเจ๊บตั๋ว บ่าได้เอาความก่อถือว่าเมตตากั๋นแล้ว”
“ไปกึ๊ดนัก มันเป๋นอุบัติเหตุ จะใดก็ขอบใจ๋ขนาดเน่อ”
คนเฒ่าขอบใจกันไปมา จิ๋วไม่ได้ยืนคุยต่อ เขาล้างมือล้างเท้าด้วยน้ำส้มป่อย แล้วขึ้นบ้านไปอาบน้ำมนต์อีกรอบ ประแป้งหอมชื่นใจ จากนั้นก็คว้าเอาถุงผ้าจะไปร้านสหกรณ์ซื้อขนมตามความตั้งใจแรก
“สบายใจได้แล้วหนา” จิ๋วเอ่ยตอนเดินลงจากบ้าน เห็นพ่อกำลังนั่งเล็งรูเข็มสอดด้าย เพื่อเย็บขากางเกงที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดเมื่อวันก่อน ส่วนสูงพ่อลูกตามมาตรฐาน ทว่ากางเกงมักผลิตมาเผื่อโต แต่ไหนแต่ไรเลยต้องมานั่งตัดเย็บขาให้มันพอดี
“มันก็ดี แต่ยังบ่าแล้วใจ๋เตื้อ” บิดาว่าขณะเล็งซ้ายขวา มือทิ่มด้ายอยู่หลายครั้งก็ยังไม่เข้ารูสักที
“เอามานี่ สายตายาวแล้วยังมานั่งยะอะหยังจะอี้แหม จ้างคนเย็บหื้อก็ได้เลาะ” จิ๋วนั่งยองคว้าด้ายกับเข็มมาเล็งส่อง
“ไผบ่ะมีวันแก่ฮึ จิ๋วแก่ตัวมาสายตาก็ม่ะต่างกั๊บป้อนี่เนอะ แล้วเย็บผ้ามันเื่ขี้หมูขี้หมา จะไปจ้างหื้อเสียตังค์ยะหยัง” สายตามองลูกชายอ่อนแสง เ้าจิ๋วพูดจาอาจไม่รื่นหู แต่เป็เด็กน่ารัก ไม่เคยเถลไถล เหล้ายาไม่แตะ ั้แ่ทำงานก็ส่งเงินให้ใช้ตลอด มีมากมีน้อยก็โอนมาบอกว่าเป็ค่าขนม เงินเ่าั้คนเป็พ่อฝากเก็บธนาคารไว้ไม่เคยใช้สักแดง
“ต๋ามใจเต๊อะ เอ๊าะ” ยื่นเข็มที่สอดด้ายแล้วคืนให้พ่อ จากนั้นจิ๋วก็ลุกยืนเต็มส่วนสูง ที่ลงมาเพราะอยากไปซื้อขนมหรอก
“ละจะไปไหนแหม”
“ไปสหกรณ์ ป้ออยากได้หยังก่อ”
“เอาซอสขาว ใกล้หมดละ น้ำมันโตยกะดี”
“โอเคๆ รอกำเด้อ”
จิ๋วปั่นจักรยานออกไปร้านค้าประจำหมู่บ้านซึ่งจะแบ่งปันผลกำไรให้สมาชิกทุกปี พ่อเองก็เป็สมาชิกสหกรณ์แห่งนี้อยู่เหมือนกัน เวลาจะซื้ออะไรต้องลงชื่อไว้ พอครบปีก็จะเฉลี่ยเงินคืน
จิ๋วได้ขนมมาเต็มตะกร้าหน้ารถ ขาสั้นๆ ปั่นกลับบ้าน ท้องฟ้ามีเมฆมืดครึ้มดูท่าฝนจะตก ่นี้เข้าหน้าฝนแล้ว พอฝนตกพักหนึ่งชาวบ้านจะเริ่มไถหน้าดินทำนาปี จิ๋วแต่ก่อนก็ช่วยพ่อทำนาทุกปี เห็นตัวเล็กๆ อย่างนี้แต่บังคับรถไถะโหักเลี้ยวได้ประหนึ่งจอมยุทธ ส่วนหนึ่งเพราะแต่ก่อนเบียวจัดอีกนั่นแหละ ไม่ได้กตัญญูรู้คุณขยันขันแข็งอะไรหรอก
“ป้อ ซฮสกับน้ำมันอยู่ในครัวเน่อ” จิ๋วะโบอกจากในครัว
“เอ้อ” คนพ่อะโรับ
จิ๋วเก็บผ้าที่ตากแดดเข้าบ้านทั้งแขนยังสะพายถุงขนม วางเสื้อผ้าลงโซฟาไม้ แยกของตัวเองออกมา
“หื้อเอาเข้าตู้ผ้าเลยบ๋อ” ต้องถามก่อนเข้าห้องส่วนตัวกันและกัน
“บ่ะต้อง บ่ะต้อง วางไว้นี่เนอะ”
พ่อว่าอย่างนั้นจิ๋วก็ไม่ยุ่ง เขาหอบผ้ากับขนมขึ้นห้องตัวเอง กองหนังสือที่เคยวางระเกะระกะ พออ่านจบก็ถูกจัดเข้าตู้เรียบร้อย
ผ่าพิภพไททันเล่มที่ 18 วางอยู่บนโต๊ะ จิ๋วมองมันก่อนจะกรีดหนังสือหยิบเอาจดหมายน้อยออกมาอ่านอีกสักรอบ ไม่รู้สิ แค่คิดเล่นๆ ว่าถ้าเขารู้ั้แ่ตอนนั้น เื่จะเป็เช่นไร รักจิ๋วนะงั้นเหรอ เถรตรงจนน่ากลัว แต่สำหรับจิ๋ว หากไม่ตรงเป็ไม้บรรทัด เขาไม่มีทางรับรู้เองได้แน่ๆ
จิ๋ววางจดหมายนั้นลงที่เดิม แล้วเปิดแทปเลตจับปากกาวาดการ์ตูน การเป็โอตาคุไม่ได้เปล่าประโยชน์ นอกจากเรียนญี่ปุ่น รำดาบแล้ว สมัยเรียนมหาลัยเขายังเคยวาดการ์ตูนสั้นลงเพจ พอทำงานบวกความเครียดเลยห่างหายกันไป ่นี้มีเวลาจึงไปขุดเพจตัวเองขึ้นมาใหม่ ลงการ์ตูนสั้นรายตอนแบบตามใจฉัน เนื้อหาวัยทำงานแจกมุกตลกเสียดสีแบบแพ้เสียงในหัว
จิ๋ววาดลายเส้นง่ายๆ เน้นเสร็จไม่เน้นอลังการ หนึ่งหน้าวาดสามถึงสี่ช่อง ตอนหนึ่งมากสุดห้าหน้า ลงไปแล้วสามตอน แฟนคลับตัวยงคือไอ้ไจ๋ ไอ้ม่อน พวกมันคอนเม้นต์แชร์กันสนั่น ถูกใจหนักหนาราวกับกำลังเสพดราม่าอิงประสบการณ์จริง
ตกเย็นจิ๋วลงไปกินข้าวกับพ่อ ล้างจานชามเสร็จก็เดินไปล็อกประตูหน้าต่างก่อนจะขึ้นห้องเหมือนทุกวัน กลับมาอยู่ต่างจังหวัดชาวบ้านนอนกันเร็ว จิ๋วเองก็ต้องปรับตัว
กลางคืนขณะทุกคนกำลังหลับใหลในเคหสถาน ด้านนอกฝนตกหนักฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงอัสนีบาตเปรี้ยงปร้าง มันดังเสียจนชายวัยกลางคนห้องข้างๆ ยังต้องตื่น
ส่วนอีกห้อง คนเป็ลูกกลับหลับสนิทจนถึงเช้าโดยไม่มีเสียงใดเล็ดลอดเข้าโสตประสาทเลย แม้แต่เสียงไก่ที่ควรจะขันปลุกทุกเช้ามืด
จิ๋วลืมตาตื่นเพราะเสียงเคาะประตูดังลั่น ไม่ทันสังเกตบรรยากาศในห้อง ขาหย่อนลงนั่งข้างเตียงก่อนจะลุกไปเปิดประตู
“เป๋นหยังวันนี้ปิ๊กมาเร็ว” จิ๋วคิดว่าเป็บิดาที่เคาะ เพราะทั้งบ้านเหลือกันอยู่แค่นี้
“ปิ๊กเปิ๊กอะหยัง ตื่นขวายขนาดนี้ จะไปโรงเรียนตันก๊ะ” เสียงหญิงชราทำเอาจิ๋วขนลุกซู่
ตาตี่เบิกโพลงเท่าไข่ห่านก่อนจะแหกปากกรี้ดเสียงดังลั่นบ้าน
ปัง จิ๋วรีบปิดประตูเสียงดัง ะโขึ้นเตียงประนมมือท่องบทสวดสรรเสริญพระรัตนตรัยผิดๆ ถูกๆ ทันที
ถึงเขาจะรักย่าแค่ไหน แต่คนตายไปแล้วเป็ผี จิ๋วกลัวผีขี้ขึ้นสมอง เห็นคนตายมายืนคุยด้วยใครจะไม่ช็อกเล่า
????