บทที่ 59 ชายชราในชุดเทา
การเคลื่อนไหวของหวังฝูรวดเร็วยิ่งนัก หลิงเสี่ยวอวิ๋นจึงไม่อาจตอบสนองได้ทัน เมื่อเห็นลูกไฟพุ่งตรงมายังศีรษะ นางก็รู้สึกสิ้นหวังในทันที
“หึ! คิดว่าข้าไม่มีตัวตนอยู่หรือไร!”
พร้อมกับเสียงเย็นเยียบ ลูกไฟลูกหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากทางขวาของหวังฝู ปะทะเข้ากับลูกไฟของเขาเสียงดังสนั่น ลูกไฟทั้งสองระเบิดแตกกระจาย เปลวเพลิงลุกโชน
จากนั้นร่างเงาสีครามก็ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันเบื้องหน้าของหวังฝู
หวังฝูใจสั่นสะท้าน รีบควานหาพลุสัญญาณในอกเสื้อ แต่ลู่หลีจะยอมให้เขามีโอกาสเช่นนั้นได้อย่างไร เขาตวาดเสียงก้อง “หมัดสะท้านขุนเขา!” แล้วซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของหวังฝูอย่างจัง
เสียงดังสนั่น ร่างกายมหึมาของหวังฝูก็ทรุดลงไปกองกับพื้น
ลู่หลีตามเข้าไปติด ๆ แล้วเตะเข้ากลางอกของหวังฝูอย่างแรง อีกสามคนที่เหลือยืนตะลึง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ก่อนจะหันหลังวิ่งหนี
“คิดจะไปในยามนี้ มิสายเกินไปแล้วหรือ!”
เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากด้านหลังคนผู้หนึ่ง ชายผู้นั้นถึงกับขนลุกชัน พยายามจะอ้อนวอนขอชีวิต แต่ก็พลันรู้สึกปวดแปลบที่ท้ายทอย แล้วก็สิ้นสติไปในทันใด
ในเวลาไม่กี่ลมหายใจ คนที่เหลืออีกสองก็ล้มลงไปกองกับพื้น ลู่หลีถอนหายใจ มองไปยังเสี่ยวอวิ๋นที่โผล่ขึ้นมาจากดินเพียงแค่ศีรษะ “เจ้ายังไหวหรือไม่?”
“ท่าน... ท่านบอกว่าจะไม่สนใจข้าแล้วมิใช่หรือ” หลิงเสี่ยวอวิ๋นเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างงอน ๆ
“ฮะ ๆ ยังจะดื้ออีกอยู่หรือ”
ลู่หลีลูบจมูกแล้วส่ายหน้า ก่อนจะหันไปจัดการกับศพ
ครู่ต่อมา
ในธงโลหิตวิญญาณก็มีดวงวิญญาณชั่วร้ายเพิ่มมาอีกสามดวง ทั้งเขายังได้ถุงเก็บของมาสองถุง ซึ่งได้มาจากหวังฝู ลู่หลีมิได้สนใจดูสิ่งของในถุงเก็บ แต่กลับถือวัตถุสี่ชิ้นคล้ายพลุ แล้วครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
ที่ค่ายสุ่ยอวิ๋นนี้ นอกจากหัวหน้าใหญ่ที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณระดับห้าแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดเก่งกาจ หากข้าล่อหัวหน้าใหญ่ไปเสีย บางทีเสี่ยวอวิ๋นอาจจะลงเขาไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?
คิดดังนั้น เขาจึงหยิบยันต์เคลื่อนที่เร็วห้าแผ่นและยันต์ระเบิดห้าแผ่นยื่นให้หลิงเสี่ยวอวิ๋น
“เจ้ารับยันต์เหล่านี้ไว้ ต่อไปข้าจะล่อคนของค่ายสุ่ยอวิ๋นไปทางตะวันออก สองชั่วยามให้หลัง เจ้าจงอาศัยความมืดเดินทางไปทางตะวันตก เมื่อออกจากป่าแล้ว อย่าได้เข้าไปในเมืองสุ่ยอวิ๋น ให้มุ่งตรงไปยังสำนักชิงหยาง เข้าใจหรือไม่?”
หลิงเสี่ยวอวิ๋นชะงัก “เหตุใดท่านจึงต้องช่วยข้า?”
ลู่หลีหัวเราะเบา ๆ “ฮ่า ๆ ก็เพราะเจ้าหน้าตาดีอย่างไรเล่า”
แม้คำพูดนี้จะเป็นเพียงคำหยอกเย้า แต่ลู่หลีกลับมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยหลิงเสี่ยวอวิ๋น ไม่ใช่เพื่ออื่นใด เพียงเพื่อพี่ชายของนางที่จากไปเท่านั้น
“ท่าน!” หลิงเสี่ยวอวิ๋นค้อนใส่ลู่หลี พลันรู้สึกว่าคนผู้นี้ก็ไม่ได้น่าชังเสียทีเดียว
“พอเถิด อย่าได้เสียเวลาอีกเลย บัดนี้เจ้าจงมุ่งหน้าไปทางตะวันตก แต่อย่าได้ไปไกลนัก จงหาที่ซ่อนตัวเสียก่อน รอให้ข้าส่งสัญญาณในทิศตะวันออก สองชั่วยามให้หลัง เจ้าจึงค่อยเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว”
“พวกเราจะไปด้วยกันมิได้หรือ?”
“ไม่ได้”
“แล้ว...ท่านจะไม่เป็นอันตรายหรือ?”
“วางใจเถิด ข้าเก่งกาจกว่าเจ้ามากนัก ย่อมไม่มีเรื่องอันใด”
“แม้ท่านจะดูเหมือนคนชั่ว แต่ก็ดีต่อข้ายิ่งนัก” หลิงเสี่ยวอวิ๋นมีสีหน้าเป็นห่วงเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างจริงจัง “ศิษย์พี่ลู่ ท่านต้องกลับมาให้ได้นะ”
ลู่หลีตะลึงงันเล็กน้อย เมื่อได้สติกลับมา หลิงเสี่ยวอวิ๋นก็ลับหายไปในความมืดแล้ว
“ขอให้เจ้าโชคดี”
ลู่หลีส่ายหน้า หันไปทางทิศตะวันออกแล้ววิ่งออกไปด้วยความเร็ว แต่เขามิได้ใช้ก้าวย่างวายุ เพราะถึงแม้จะรวดเร็ว แต่กลับสิ้นเปลืองพลังปราณอย่างมาก การใช้เพื่อหนีเอาตัวรอดจึงมิควรใช้โดยพลการ
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ลู่หลีก็หยิบพลุสัญญาณออกมา ภายใต้การกระตุ้นด้วยพลังปราณ พลุที่สุกใสก็ส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้าในชั่วพริบตา
ที่ชายป่า สวี่ซานเงยหน้ามอง ทันใดก็นั้นดีใจในทันที รีบเรียกทุกคน “พบร่องรอยของมันแล้ว รีบตามข้ามา!”
เขาคิดว่าลู่หลีจะหนีออกไปข้างนอก จึงคอยดักอยู่ด้านนอก บัดนี้เห็นชัดว่าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้แนวเขาหลักแล้ว นี่ทำให้เขาเริ่มร้อนใจ หากคนผู้นั้นขึ้นไปยังแนวเขาหลักแล้ว คงต้องลำบากแน่
หลิงเสี่ยวอวิ๋นเห็นพลุไฟส่องสว่าง ก็ภาวนาในใจว่า “ขออย่าให้มีเรื่องใดเกิดขึ้นเถิด”
หลังจากปล่อยพลุสัญญาณ ลู่หลีก็รีบทะยานร่างวิ่งไปอย่างรวดเร็ว วิ่งต่อเนื่องกว่าสิบลี้จึงหยุด แล้วปล่อยพลุสัญญาณที่สอง
ขณะนี้ สวี่ซานได้รวบรวมคนของค่ายสุ่ยอวิ๋นไว้พร้อมหน้าแล้ว ราว ๆ ยี่สิบกว่าคนกำลังวิ่งตามลู่หลีไป
แต่เมื่อยังไปไม่ถึงจุดปล่อยสัญญาณแรก ก็เห็นสัญญาณลูกที่สองส่องสว่างไปทางตะวันออก สวี่ซานจึงเร่งฝีเท้า “มันกำลังหนี รีบตามให้ทัน!”
เมื่อใกล้รุ่งสาง ลู่หลีก็วิ่งมาไม่รู้กี่ลี้ เมื่อไม่มีหลิงเสี่ยวอวิ๋นอยู่ข้างกาย เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เคลื่อนไหวได้อย่างไร้กังวล เขามิได้ลังเลเลยที่จะปล่อยสัญญาณลูกสุดท้าย
ขณะนี้คนของค่ายสุ่ยอวิ๋นถูกสวี่ซานทิ้งไว้ข้างหลังเสียแล้ว เมื่อเห็นสัญญาณส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง สวี่ซานก็สบถออกมาว่า “ให้ตายเถิด! ไอ้เด็กบ้านี่กินอันใดเข้าไป ถึงได้วิ่งเร็วปานนี้!”
เมื่อปล่อยสัญญาณสุดท้ายแล้ว ลู่หลีก็มิได้วิ่งไปข้างหน้า หากแต่หันหลังกลับไปยังทางที่มา เมื่อย้อนกลับไปราวสองลี้ เขาก็กระโดดขึ้นไปอย่างแผ่วเบาบนยอดไม้แดงที่กิ่งก้านสาขาหนาทึบ แล้วใช้หยกอำพรางซ่อนลมปราณของตนเอง
ไม่นานนัก ลู่หลีก็เห็นสวี่ซานวิ่งผ่านไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว โดยมิได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย
รอไปอีกครู่ เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว ลู่หลีก็กระโดดลงจากต้นไม้ ครุ่นคิดแล้วก็มุ่งหน้าไปยังแนวเขาหลัก
ว่ากันว่าว่านอัสนีอยู่เหนือแนวเขาหลัก ถึงเวลาที่จะไปค้นหาแล้ว...
สามวันต่อมา
ในที่สุด ลู่หลีก็ปีนขึ้นไปยังแนวเขาหลักของเทือกเขาเพลิงอัสนี ได้ เขาสังเกตเห็นว่าป่าบนแนวเขานี้มีสีคราม ทั้งพลังปราณที่นี่ยังเข้มข้นกว่าเทือกอื่น ๆ มาก เกือบเทียบเท่าได้กับยอดเขาเทียนเจวี๋ย
“หากได้ฝึกฝนที่นี่ คงจะดีไม่น้อย”
ลู่หลีก็แสวงหาร่องรอยของว่านอัสนีไปพลางคิดในใจ
ไม่นาน
ลู่หลีพลันตาเป็นประกาย แล้วรีบก้าวเดินไปยังเบื้องหน้า บนพื้นที่โล่งที่มีแต่ใบไม้แห้ง ห่างจากตัวเขาไปราวสิบจั้ง มีต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายต้นหลันฮวา*[1]ฤดูใบไม้ผลิ มีใบแปดใบ กำลังส่องแสงสีฟ้าลาง ๆ
“ ฮ่า ๆ นี่มันว่านอัสนีจริง ๆ” ลู่หลียินดีปรีดา ค่อย ๆ ถอนมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ต่างจากใบที่มีสีฟ้าลาง ๆ รากของมันกลับเป็นสีแดงเข้ม
เมื่อชื่นชมจนพอใจ ลู่หลีก็จึงนำมันไปปลูกในสวนสมุนไพรที่วิหารวิญญาณ การได้พบมันแต่แรกก็ทำให้เขามั่นใจยิ่งขึ้น
…
โดยไม่รู้ตัว ลู่หลีก็ได้ใช้ชีวิตอยู่บนแนวเขาหลักมาถึงสามวัน
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ไม่ต้องพูดถึงคนจากหกค่ายใหญ่ของภูเขา แม้แต่สัตว์อสูรก็มิได้พบเห็นสักตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ว่านอัสนีที่นี่ก็มีมากมายผิดปกติ ในสามวัน เขาเก็บได้แล้วหนึ่งร้อยยี่สิบต้น ราวกับว่ามีผู้ใดรอให้เขามาเก็บอยู่ หากมิใช่ว่าที่นี่รกร้างว่างเปล่า เขาคงสงสัยแล้วว่า นี่อาจเป็นสวนสมุนไพรของผู้ใด
“เหตุใดจึงรู้สึกไม่จริงเสียเลย”
ลู่หลีขมวดคิ้ว เมื่อพบว่านอัสนีอีกต้นที่ห่างออกไปสิบจั้ง เขากลับมิได้รู้สึกยินดี แต่กลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ช่างเถิด เก็บมันไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน!”
พึมพำ ลู่หลีก็เตรียมจะไปเก็บว่านอัสนีต้นนั้น
แต่ทันใดนั้น
เมื่อเขาก้าวเดินไปได้ครึ่งทาง ชายชราในชุดสีเทาก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ข้าง ๆ ขวางทางเขาไว้
ชายชราตัวผอมเล็ก จมูกเล็ก ตาเล็ก มองมายังลู่หลีด้วยรอยยิ้มที่ดูน่าขัน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน "เจ้าหนุ่มน้อย เจ้ากล้าขโมยของของค่ายไป๋รื่อได้อย่างไร!"
[1] ต้นหลันฮวา คือ กล้วยไม้