นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 170 เริ่มการขุดค้น

        ตอนที่ 170 เริ่มการขุดค้น

         

         

        นี่เป็นครั้งแรกที่นิทานรู้สึกว่าเขาปลุกใจคนกลุ่มหนึ่งได้สำเร็จ เขาไม่ใช่คนชอบเข้าสังคมเลยมักจะขอเลือกเป็นผู้ตามเสียมากกว่าในหลาย ๆ ครั้ง หากครั้งนี้นี่คือหน้าที่ของเขาโดยตรง เขาไม่อาจผลักความรับผิดชอบได้

         

        เมื่อทุกคนกลับมามีแรงใจฮึกเหิม การสรุปข้อมูลก่อนเข้าสุสานจึงรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง เป้าหมายของการขุดค้นในครั้งนี้คือข้อมูลการข้ามสายพันธุ์ของขุนนางพันธุ์ผสม นั่นเป็นเป้าหมายหลัก หากเป้าหมายย่อยของการเข้าครั้งแรกนี้ยังไม่ใช่สิ่งนั้น

         

        อารากะบอกไว้อย่างชัดเจนว่าการขุดค้นนี้สมควรเป็นภารกิจระยะยาวที่ต้องเข้าออกสุสานหลายครั้ง ดังนั้นครั้งแรกเขาขอให้ทุกคนเกิดความคุ้นชินกับสุสานก็มากเพียงพอ แต่เพราะความกดดันจากซอเด็ต เอเทล เขาจึงเสนอว่าครั้งแรกนี้ขอเป็นการมุ่งเข้าสำรวจเลย

         

        ไม่มีใครปฏิเสธ สำหรับพวกเขาแล้วสัตว์อสูรระดับนักสลักรอบนอกไม่ใช่ปัญหาอะไรนัก เพียงต้องปรับตัวเรื่องสภาพพื้นที่ที่ไม่คุ้นชินก็เท่านั้น ดังนั้นเป้าหมายการขุดค้นครั้งแรกจึงเป็นการไปให้ถึงส่วนกลาง ป่าใต้พิภพ

         

        นั่นเป็นจุดที่ลึกที่สุดที่หน่วยกล้าตายของกลุ่มการค้าอิสึกะไปถึง แม้จะดูเหมือนขอมากเกินไปแต่กลับไม่มีใครคิดว่าอารากะนั้นไร้เหตุผล ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นเหนือกว่าหน่วยกล้าตายไม่รู้เท่าใด เส้นทางก็รับรู้มาก่อนแล้ว การจะไปให้ถึงส่วนกลางในครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องยาก

         

        ยิ่งหลังจากที่นิทานแสดงพลังของตนออกมาโดยตรงเช่นนั้นยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจ กลุ่มขุดค้นนี้สามารถรับมือกับสัตว์อสูรระดับนักสลักโท ทั้งฝูงไหวอย่างแน่นอน แม้จะเจอระดับอริยะก็ให้นิทานรับหน้าพวกเขาก็มีโอกาสสูงจะจัดการได้ ยังมีไข่มุกอินทนิลที่พาพวกเขาหลบหนีหากเกิดเหตุฉุกเฉินได้อีก ดังนั้นยามนี้กำลังใจของทุกคนจึงสูงลิ่ว

         

        เพชฌฆาตเป็นคนที่คึกคักที่สุด เขาสนใจมากว่าเพื่อนใหม่ขององค์หญิงไพลินคนนี้จะแสดงฝีมือได้ถึงขนาดไหน ส่วนฟาง หมิงเป็นคนที่เงียบที่สุด เหมือนเธอจะรู้ตัวดีว่าทุกคนยังไม่สนิทใจกับเธอถึงเพียงนั้น

         

        การสรุปข้อมูลจึงจบลงเพียงแค่นั้น พวกเขาพร้อมมุ่งหน้าเข้าสู่สุสาน ยามนี้พระอาทิตย์ยังไม่แม้แต่จะขึ้นตรงหัว พวกเขามีเวลาอีกมาก การนอนค้างในสุสานเป็นเรื่องที่พวกเขาเตรียมการไว้พร้อมแล้ว

         

        ทั้งกลุ่มมุ่งออกจากเต็นท์ประจำการ เตรียมมุ่งหน้าสู่ทางออกทางทิศใต้เพื่อไปยังทางเข้าที่กลุ่มอิสึกะค้นพบ หากชะตาก็เล่นตลกที่ดูเหมือนว่ากลุ่มขุดค้นของซอเด็ต เอเทลก็กำลังจะออกเดินทางเช่นเดียวกัน

         

        ผมสีส้มอัสดงดึงดูดสายตาของนิทานอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงนิทานที่จดจำเธอได้อย่างแม่นยำ สายตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานก็กลายเป็นสิ่งที่ประสาทสัมผัสของซอเด็ต เอเทลจำได้ไม่มีลืม เธอหันมาสบตานิทานทันทีที่นิทานหันมามอง

         

        คนรอบข้างของทั้งสองฝั่งกลายเป็นตึงเครียดเล็กน้อย พวกเขากังวลว่าสองอัจฉริยะจะฮึ่มใส่กันอีกครั้ง โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าเชียนเป่าที่ดูจะกังวลเป็นพิเศษ พวกเขารับแรงกดดันของนิทานไปเต็ม ๆ ในตอนแรก

         

        ความรู้สึกราวกับถูกหมาป่าจับจ้องนั้นฝังรากลึกลงไปในดวงจิตของพวกเขาแล้วเรียบร้อย

         

        พลังสายหนึ่งของผู้แสวงวิถีจูเลียสสาดเข้ามาอีกครั้ง ราวกับต้องการเตือนว่าหากจะตีกันก็ให้ไปตีกันที่อื่น นิทานเผลอหลุดหัวเราะน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทีของผู้แสวงวิถีจูเลียสที่ดูจะจับจ้องเขาและซอเด็ตมากเป็นพิเศษ

         

        ซอเด็ตมองนิทานที่หลุดหัวเราะอย่างงุนงง เธอเพียงพยักหน้าทักทายเขาเล็กน้อยเท่านั้น เธอได้รับข้อมูลของผู้ชายตรงหน้านี้มาจากกลุ่มการค้าเชียนเป่าและสายของเธอแล้ว เมื่อมีทั้งหน้าตาและความเกี่ยวข้องเช่นนี้ก็ไม่ยากหากจะหาข้อมูล

         

        เธอเดาได้ไม่ยากเลยว่าหลังจากนี้ชื่อของเขาจะถูกกล่าวถึงในแวดวงชั้นสูงไปอีกระยะหนึ่ง

         

        นิทานเมื่อเห็นว่าซอเด็ตดูไม่ได้ถือโทษเรื่องก่อนหน้าแถมยังทักทายก่อนก็อดดีใจลึก ๆ ไม่ได้ เขาพยักหน้าตอบกลับ หากท่าทีและเสียงหัวเราะของนิทานดันไปกระตุ้นคนหนึ่งในกลุ่มของซอเด็ตเสียอย่างนั้น

         

        “ขำอะไรวะ! เป็นแค่ไอ้ลูกกำพร้าที่ทำลายอนาคตตัวเองแท้ ๆ! พวกชำรุดก็สำเหนียกสถานะของตัวเองบ้าง!” ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่สวมชุดสีทองดำพูดขึ้นด้วยสีหน้าแดงก่ำ ก่อนหน้านี้เขาตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงแรงกดดันของนิทานและเขาเข้าใจไปเองว่านิทานหัวเราะเยาะเขา

         

        โกรธอะไรมาจากไหนละนั่น? นิทานเอียงคอมองชายหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นอย่างงุนงง คีตาเอียงคอมองตามสายตาของนิทานไปยังชายหนุ่มคนนั้นจนเขาสะดุ้งเบา ๆ ในสายตาของชายหนุ่มจากกลุ่มการค้าเชียนเป่า หมาป่าตัวนั้นน่ากลัวกว่านิทานเสียอีก

         

        ซอเด็ตเห็นหนึ่งคนหนึ่งหมาเอียงคอมองแล้วก็อดหลุดขำไม่ได้ นี่เป็นท่าทีที่แปลกประหลาดที่สุดที่เธอเคยพบ เหตุใดเขาและสุนัขคู่หูของเขาจึงเหมือนกันได้ขนาดนี้ ทั้งสีผมและท่าทาง แต่เธอก็หัวเราะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มุมปากของเธอเพียงกระตุกเบา ๆ ไม่ใช่ท่าทีเวลาคนปกติหัวเราะแม้แต่น้อย ใบหน้าของเธอยังคงเรียบนิ่งเช่นเคย

         

        นิทานไม่ทันสังเกตแม้แต่น้อยว่าซอเด็ตหลุดขำท่าทีของเขา ตอนนี้ในหัวของเขามีความคิดเพียงแค่ว่าชายคนนั้นจากกลุ่มการค้าเชียนเป่าคนนั้นเป็นอะไรของเขา หากความจำของเขาไม่ผิดพลาด เขาสมควรเป็นคนที่พูดหาเรื่องนิทานก่อนหน้านี้เช่นกัน

         

        ระดับพลังของเขาเป็นเพียงระดับผู้เรียนรู้เท่านั้น หากการที่เขามาอยู่ที่นี่ได้หมายความว่าเขาเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง แต่นิทานไม่ได้รู้สึกอะไรสักนิด คำว่าทำลายอนาคตตัวเองหรือของชำรุดนั้นเขาได้ยินมาจนเบื่อแล้ว

         

        “ยังไร้มารยาทเหมือนเช่นเคย เชียนเป่า หลานหลง” ผู้ที่ตอบกลับกลับไม่ใช่นิทานแต่เป็นโฮโจที่เดินขึ้นหน้ามา เขามีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับชายที่ชื่อเชียนเป่าหลานหลงอย่างชัดเจน

         

        “อิสึกะ โฮโจ แกยังได้แต่หวังพึ่งหลบหลังคนอื่นแล้วโจมตีอยู่เหมือนเคย” หลานหลงกล่าวเยาะ เขาหมายถึงวิธีการต่อสู้ของโฮโจที่เป็นผู้ใช้ธนู

         

        “จริงครับ เพราะผมเอาแต่หลบแล้วยิง จิ้งจกมันเลยเข้าหาตัวไม่ได้สักที สุดท้ายเลยแพ้ไม่เป็นท่า” โฮโจยิ้มแยกเขี้ยว เขากล่าวท้าทายโดยไม่ไว้หน้าอีกฝั่งแม้แต่น้อย ยิ่งชื่อของหลานหลงมีความหมายว่ามังกรครามแต่โฮโจกลับเรียกเขาเป็นจิ้งจก

         

        นิทานลอบกลั้นหัวเราะส่วนคีตานั้นไม่กลั้นแม้แต่น้อย มันหัวเราะเสียงดังจนหลานหลงหน้าแดงก่ำ

         

        “เหอะ ปากดีให้ได้ตลอดไปเถอะ ยังไงกลุ่มการค้าอิสึกะของแกก็ไม่มีวันเทียบชั้นพวกเราเชียนเป่าได้” เขาสบถอย่างหงุดหงิด ชื่อของกลุ่มการค้าเชียนเป่านั้นแข็งแกร่งกว่ากลุ่มการค้าอิสึกะ ย่อมมีเหตุผลว่าเหตุใดกลุ่มการค้าเชียนเป่าจึงเป็นกลุ่มการค้าอันดับหนึ่ง

         

        “ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกครับ ห่วงตัวเองเถอะ กว่าจะยอมรับว่าตัวเองพบทางตันก็จะ 40ปีแล้ว เสียเวลาเรียนรู้คำมากเลยนะครับ” โฮโจไม่อาจปัดความจริงที่ว่ากลุ่มการค้าอิสึกะด้อยกว่าได้เขาจึงโจมตีตัวบุคคล

         

        โฮโจสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตนถึงทางตันตั้งแต่อายุ 28 เขาจึงทำพิธีสลักคำตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อใช้เวลาเรียนรู้คำให้ถ่องแท้ ส่วนหลานหลงนั้นพบว่าตนถึงทางตันตอน 30 หากยังคงดื้อดึง กว่าจะทำพิธีสลักคำก็อายุ 39 เขาจึงสูญเสียเวลาเรียนรู้คำไปมหาศาล

         

        เป็นเรื่องปกติที่คนจะรับรู้ถึงทางตันแม้ยังค้นพบคำแห่งพลังไม่ถึง 5คำ ดังนั้นยิ่งมีคำแห่งพลังมากเท่าไหร่ก่อนที่จะรู้สึกถึงทางตันก็แสดงถึงพรสวรรค์ ส่วนในระดับอัจฉริยะอย่างผู้เรียนรู้ 4คำนั้นมักวัดความสูงต่ำด้วยว่าใครรู้สึกถึงทางตันได้ไวกว่ากันหลังค้นพบคำที่ 4

         

        ความเร็วในการรู้ทันตนนั้นหมายถึงว่าคนผู้นั้นมีความเข้าใจในตนเองสูง เข้าใจว่าตนในยามนี้ไม่อาจค้นพบคำแห่งพลังคำที่ 5 ได้ นำเอาเวลาไปเรียนรู้คำเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มยังดีเสียกว่า

         

        และในด้านนี้ โฮโจเหนือกว่าหลานหลงอย่างชัดเจน เป็นจุดหนึ่งที่มักทำให้สองอัจฉริยะของสองกลุ่มการค้านำมาเขม่นกันไม่จบไม่สิ้น

         

        หลานหลงสีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาไม่ชอบเป็นที่สุดเมื่อมีคนย้ำถึงเรื่องที่ตนดื้อดึงไม่ยอมทำพิธีสลักคำ

         

        “โฮโจ!” หลานหลงเปล่งเสียงอย่างโกรธเกรี้ยว มือประสานมุทราทำท่าราวกับกำดาบไว้ในมือ หากก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นที่เขาได้ปลดปล่อยพลัง ร่างของเขาถูกกดลงพื้นอย่างรุนแรงด้วยปีกขนาดยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากรัศมีพลังคล้ายหมอกที่แข็งตัว

         

        ซอเด็ต เอเทลมีสีหน้ารำคาญเต็มแก่ เธอมาที่นี่เพื่อทำภารกิจ ไม่ใช่ห้ามศึกระหว่างอัจฉริยะของสองกลุ่มการค้า ร่างที่ก่อเกิดจากรัศมีพลังคล้ายหมอกด้านหลังเธอใช้ปีกอันใหญ่ยักษ์กดร่างของหลานหลงเอาไว้จนไม่อาจขยับได้

         

        “พอ” เธอกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่งจนหลานหลงตัวสั่นสะท้าน พลังทั้งมวลบนร่างของเขาหายวับไปอย่างรวดเร็ว โฮโจที่ตั้งท่าเตรียมเรียกธนูนั้นถูกสายตาดุ ๆ ของซอเด็ตจ้องมองจนเขาเหงื่อแตกพลั่ก

         

        เขาพึ่งมารับรู้ก็ตอนนี้เองว่าการพูดถึงฐานะและความสำเร็จของพวกตนในฐานะผู้เรียนรู้ 4คำนั้นน่าชวนหัวเพียงไรต่อหน้าสตรีผมสีส้มอัสดงคนนี้ เพียงแรงกดดันจากสายตาและความหนาแน่นของพลังจิตวิญญาณก็ทำให้เขาหายใจแทบไม่ออก

         

        ร่างของโฮโจสั่นสะท้าน ขณะนั้นเองที่มือหนาใหญ่มือหนึ่งจับลงบนไหล่ของเขา

         

        “กลุ่มของใครของมันนะครับ” นิทานจับไหล่ของโฮโจไว้มั่น เขาเดินขึ้นหน้า จ้องมองซอเด็ต เอเทลที่มองดุมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ไอพลังจากร่างของนิทานกดทับแรงกดดันของซอเด็ต เอเทลให้หายไป โฮโจจึงหายสั่นสะท้าน กลับมาหายใจได้อีกครั้ง

         

        โฮโจระบายลมหายใจยาว ไม่ใช่เพียงซอเด็ตเท่านั้นที่ทำให้ความสำเร็จระดับผู้เรียนรู้ 4คำของเขากลายเป็นเรื่องไร้สาระ ชายหนุ่มทางด้านข้างเขาคนนี้ก็เช่นกัน

         

        ซอเด็ตขมวดคิ้วมองนิทานที่สลายพลังกดดันของเธออีกครั้งหากเธอไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงต้องการทำภารกิจนี้ให้มันเสร็จ ๆ ไป เธอพยักหน้าน้อย ๆ สลายพลังที่เธอปลดปล่อยออก ร่างก่อรูปทางด้านหลังสะบัดปีกพาร่างของหลานหลงให้ลุกกลับขึ้นมา

         

        เธอมองนิทานเล็กน้อย นึกถึงก่อนหน้านี้ที่เขาพูดถึงเรื่องชื่อของเธอ เธอคิดว่าคงจะเสียมารยาทหากไม่ทักทายกลับไปบ้าง

         

        “นิทานที่แปลว่าเรื่องราว เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง คีตา หมายถึงเสียงดนตรี การบรรเลง เรื่องราวกับเสียงดนตรี เป็นชื่อที่ดีค่ะ” ซอเด็ตพูดช้า ๆ เธอนั้นถูกพาไปพบคนใหญ่คนโตมากมายตั้งแต่ที่พวกผู้ใหญ่พบว่าเธอมีพรสวรรค์เพียงใด ท่าทีของเธอจึงดูสุภาพเป็นอย่างยิ่ง

         

        เธอใช้ใบหน้ายิ้มฝืน ๆ ที่เธอทำเป็นประจำ หากครั้งนี้ดูจะฝืนยิ้มได้ง่ายกว่าปกติเล็กน้อย

         

        หลังจากกล่าวทักทายเสร็จ เธอก็พยักหน้าน้อย ๆ พาคนที่เหลือจากไป มุ่งไปทางเหนืออันเป็นทางเข้าที่กลุ่มการค้าเชียนเป่าค้นพบ

         

        นิทานยักไหล่ เขาไม่คิดอะไรมาก ในเมื่อเขาทักทายมาเธอก็ทักทายกลับ ถือเป็นเรื่องดี เธอดูจะเป็นคนดีกว่าที่เขาเคยได้ยิน สงสัยว่าคนจะเอาแต่กล่าวขานเรื่องความแข็งแกร่งของเธอจนสร้างภาพลักษณ์น่ากลัวให้เธอกระมัง

         

        “ขอบคุณนะครับคุณโฮโจที่พูดช่วยผมไว้” นิทานกล่าวขอบคุณโฮโจระหว่างที่พวกเขาเดินทางมาถึงทางเข้าทางทิศใต้อันเป็นถ้ำขนาดเล็กที่ต้องมุดเข้าไป

         

        “ไม่หรอกครับคุณนิทาน ผมหมั่นไส้หลานหลงส่วนตัวน่ะครับ” โฮโจหัวเราะ เขาเริ่มรู้สึกว่าตนใกล้ชิดกับนิทานมากยิ่งขึ้นหลังจากได้รู้จักนิทาน เขายินดีหักหน้าหลานหลงอีกเป็นร้อย ๆ ครั้งหากหลานหลงคิดจะว่าร้ายเพื่อนของเขาอีก

         

        นิทานหัวเราะน้อย ๆ ทั้งกลุ่มขณะนี้อยู่ทางด้านหน้าถ้ำ อารากะและองค์หญิงไพลินมิได้เข้าไป พวกเขาเพียงมาส่งถึงหน้าถ้ำเท่านั้น อารากะนั้นจะประจำอยู่ที่ฐานบัญชาการ หากองค์หญิงไพลินยังมีภาระหน้าที่อื่นอีก เธอจึงจะกลับไปก่อนและมาดูเป็นระยะ ๆ

         

        “ขอให้เดรฟัสอยู่เคียงข้างครับ” อารากะอวยพร พวกเขาในที่นี้ทุกคนล้วนนับถือศาสนาปฐมมันตรา

         

        “ถึงจะไหว แต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะนิทาน” องค์หญิงไพลินกล่าวเตือน เธอมั่นใจว่าเพื่อนของเธอแข็งแกร่งพอ แต่หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเสี่ยงย่อมดีกว่า

         

        นิทานเข้าใจดีว่าเธอหมายถึงซอเด็ต เอเทล นิทานจึงหัวเราะน้อย ๆ

         

        “ฉันว่าเธอคุยง่ายดีออก ไม่เห็นเหมือนที่เขาพูดกันเลย” นิทานตอบ กับคนที่พึ่งเจอกันครั้งแรกก็โดนเขาท้าทายใส่ตรง ๆ เช่นนั้นแต่ยังคงพูดดีด้วย สำหรับเขาแล้วซอเด็ตดูจะเป็นคนที่ใจดีและคุยง่ายคนหนึ่ง

         

        สมาชิกกลุ่มขุดค้นนึกย้อนไปถึงแรงกดดันจากร่างที่เธอแผ่ออกมา ความรู้สึกราวกับโดนตัวตนสูงชั้นกว่าก้มมองจากบนฟากฟ้าราวกับพวกตนเป็นเพียงมดปลวกนั้นยังคงทำให้พวกเขาขนลุกจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครเห็นด้วยกับนิทานเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงยิ้มฝืน ๆ เท่านั้น

         

        นิทานไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขา ส่วนคีตานั้นมุดนำไปก่อน มันตรวจจับได้ดีที่สุดจึงรับหน้าที่เข้าถ้ำคนแรก เมื่อมันส่งสัญญาณมาว่าปลอดภัย นิทานจึงมุดตามเข้าไป สุสานของขุนนางพันธุ์ผสมบัดนี้อยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว