ร้านขายของชำของผมที่ต่างโลก

    บทที่ 74

    “ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้กัน..” พระราชาทีโอดอลกล่าวออกมาอย่างเดือดดาล สารสีแดงที่เขาได้เห็นอยู่ตอนนี้มันคือสารท้ารบ หรือสารประกาศสงครามกับอาณาจักรของตน แต่มันเป็นเพราะอะไรกัน หรือว่าอาณาจักรแบล็กบาร์บิลอนต้องการที่จะโจมตีอาณาจักรของเขาตั้งแต่แรก เขาได้แต่คิดภายในจิตใจ“ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นมาจนถึงตรงนี้แล้ว .. ข้าคิดว่าเราควรจะเรียกเกณฑ์กำลังพลไว้ก่อนเถอะขอรับ.. แล้วเราค่อยมาวิเคราะห์กันว่ามันเกิดปัญหาใดกันแน่” มอแกนกล่าวออกมา และแน่นอนว่าเสนาบดีฝั่งขวา วาลาร์ดเองก็เห็นด้วยกับเสนาบดีฝั่งซ้ายอย่างมอแกนเอ่ย เขาพยักหน้าให้เป็นการบ่งบอก“นั้นซินะ เอาอย่างที่พวกเจ้าว่าก็ยังไม่สาย ถึงตอนนี้เราจะยังไม่ทราบรายละเอียด แต่เราก็จำเป็นต้องหารือกับสมาคมต่างๆด้วยเช่นกัน.. เอาล่ะ พวกเจ้าจงไปจัดการในส่วนที่พวกเจ้าจะต้องทำก็แล้วกัน ข้าต้องการเวลาส่วนตัวสักครู่ มอแกนเจ้าอยู่กับข้าก่อน” พระราชาทีโอดอลกล่าวออกมา เขามีภาวะการเป็นผู้นำค่อนข้างสูง ไม่อย่างนั้น เขาจะครองประเทศได้อย่างไร ถึงจะตกใจแต่ก็ต้องไม่แสดงออกมามากเกินไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับราชาผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่ใช้แต่กำลัง“ขอรับ” ทุกๆคนทุกๆฝ่ายภายในห้องต่างก็เอ่ยตอบรับกลับมาอย่างพร้อมเพรียง และค่อยๆเดินออกไปจากห้องท้องพระโรงตามลำดับ แน่นอนว่าเหล่าขุนนางที่โดนสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งทั้งตัวบุคคลก็ส่งข้อความต่อไปยังสมาคมนักฆ่า จนสุดท้ายข้อมูลนั้นก็ถึงมือของฌอน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมด และเมื่อทุกๆคนออกจากท้องพระโรงไปทั้งหมด พระราชาก็เริ่มกล่าวออกมาในทันที“เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรมอแกนสหายข้า” ทีโอดอลพูดมาอย่างนี้ มันแสดงถึงว่าสถานะตอนนี้ของพวกเขาไม่ใช่พระราชาพูดกับบริวาลอีกต่อไป และมันยังบ่งบอกเป็นในๆว่าทีโอดอลต้องการความเห็นในฐานะเพื่อน มอแกนจ้องไปยังที่พระราชาของตัวเองก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นมาว่า“ข้าคิดว่ามันมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ ... เหมือนกับว่าเรากำลังวิ่งเต้นอยู่บนมือใครสักคนอยู่ยังไงอย่างงั้น... ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากำลังเดินไปตามเกมของเขาคนนั้นหรือเปล่า แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเกมที่เขาวางหมากเอาไว้จะจบอย่างไร แล้วถ้าหากว่าเราเป็นหนึ่งในหมากนั้น ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่าใช่ เราจะมีจุดจบอย่างไรนั้นแหละที่สำคัญ”
    มอแกนกล่าวออกมาพร้อมกับคิดวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ทีโอดอลเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็คิดตาม และมันก็เป็นจริงอย่างที่มอแกนสหายของเขาเป็นคนกล่าว และเรื่องนี้มันต้องมีคนที่อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน“แล้วเราควรจะทำอย่างไรดีล่ะ ข้ายังไม่เห็นเค้าเลย ว่าผู้ใดกันจะทำเรื่องที่ว่ามานี้ได้เลยสักคน.. การที่เราไม่รู้อะไรเลย มันทำให้ข้านั้นเป็นกังวลมากนัก” ทีโอดอลกล่าวออกมา แต่เมื่อมอแกนได้ยินอย่างนั้นเขาก็ยิ้ม และเอ่ยกล่าวตอบกลับไปว่า“จริงๆแล้วเกมนี้มันก็ดูออกได้ไม่ยาก การจะหาตัวบุคคลเบื้องหลังนั้นมันก็ไม่ได้ยากมากมายอะไรด้วยเช่นกัน..ถ้าให้ข้าเดาแล้วทุกอย่างมันน่าจะเกี่ยวข้องกับสมาคมนักฆ่านั้นอย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าหากเทียบดูดีๆแล้ว เรื่องวุ่นๆที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนี้ จุดเริ่มต้นมันมาจากการเปลี่ยนตัวของผู้นำสมาคมคนใหม่.. ถึงบุคคลเบื้องหลังนั้นจะไม่ใช่คนเดียวกับผู้นำสมาคมนักฆ่า แต่อย่างน้อยต้องมีจุดเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน” มอแกนกล่าวออกมา ทีโอดอลที่ได้ยินก็คิดว่ามันเป็นความจริง พวกเขาพูดคุยกันอีกสักเล็กน้อย แต่ทั้งหมดที่พวกเขาพูดกันอยู่นั้น ฌอนก็รู้เรื่องด้วยเช่นกันด้วยอุปกรณ์ใหม่ที่เขาได้สั่งชื้อมาใช้ มันคือ ‘เครื่องบันทึกเสียง’ แต่ข้อเสียของมันก็มีอยู่มันต้องให้คนเข้าไปกดบันทึก และนำมันกลับมาเปิดฟังอีกครั้งหนึ่ง และมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร หากเขาจะรู้เรื่องช้ากว่าที่พวกเขาพูดกันจริงๆ มันก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย หรือปัญหาของที่จะนำมันเข้าไปยังสถานที่ที่เขาต้องการ และนำมันออกมา เพราะสถานที่สำคัญๆมักจะเป็นคนของสมาคมได้แล้วมากกว่าครึ่งแล้ว อีกอย่างหากต้องการที่จะชื้อรุ่นที่ดีกว่านี้มันจะลำบากกระเป๋าตังค์ของเขาเอาได้ แค่รุ่นที่เขาสั่งชื้อมานั้นก็มีราคามันก็ตกอยู่ที่ 10 เหรียญทองแล้ว ถึงจะไม่อยากจะชื้อมัน แต่ความจำเป็นที่ต้องใช้มันก็ยังมีอยู่ ในบางสถานที่ที่คนของเขาไม่สามารถเข้าถึงได้ และมันยังเป็นข้อมูลที่สำคัญมากอย่างยิ่งอีกด้วย มันก็เลยจำเป็นที่จะต้องมี เขาซื้อมันมาทั้งหมด 20 ชิ้น รวมราคาก็ 200 เหรียญทอง มันทำให้ฌอนเศร้ากับการจากไปของเงินทองก้อนนี้ไม่น้อยเลยที แต่มันก็คุ้มค่ามากแล้ว เพราะว่าเครื่องรุ่นนี้สามารถบันทึกเสียงได้นานสูงสุดถึง 36 ชั่วโมงกว่าที่หน่วยความจำมันจะเต็ม และมันยังใช้ระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อีกด้วย วันนี้ที่ร้านของฌอนไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก เขากับแนนซี่เริ่มทำธุรกิจด้านใหม่ และชื่อของมันคือ ‘ชาบูหน้าไฟ’ มันก็เหมือนๆกับร้านหมูจุ่มทั่วๆไปตามโลกก่อน ทางด้านวัตถุดิบนั้นพวกเขาสังชื้อมาจากสมาคมนักผจญภัย ถึงมันจะมีราคาที่ไม่เท่ากัน แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าเขาสามารถแบ่งขายเป็นจาน จานละกี่ขีดกี่กรัมก็ว่าไปตามที่คำนวณ และตรงชั่งอิเล็กทรอนิกส์ที่สัง่ชื้อมาจากระบบ ราคามันก็น่ารักๆตามที่แนนซี่เสนอ ในตอนแรกฌอนต้องการที่จะขายในราคา 10 เหรียญต่อจานราคาเดียว แต่ว่าแนนซี่เสนอให้ใช้เป็นเลข 9 มันหมายถึงก้าวหน้าก้าวไกล ฌอนจึงตกลง และขายในราคานี้ทันที อุปกรณ์อื่นๆที่มันจำเป็นก็สั่งชื้อมาจากระบบทั้งนั้น ราคาก็เล่นเอาซะหนักอยู่เหมือนกัน เพราะทั้งหมดมันอยู่ที่ เกือบๆ 350 เหรียญทองเลยทีเดียว อุปกรณ์ที่ว่านั้นไอ้ที่แพงที่สุดคงจะเป็นตู้แช่เนื้อขนาดใหญ่ที่ต้องจ่ายไปมากถึง เกือบ 150 เหรียญทอง และด้วยราคาขนาดนี้มันก็ต้องมีคุณสมบัติดีไปตามระเบียบ ด้วยขนาดที่สามารถใส่ช้างได้ครึ่งตัว และระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เหมือนกับของชิ้นอื่นๆ.. และของที่แพงลงมามันคือเครื่องสไลด์เนื้อให้ออกมาเป็นแผ่นสวยงาม แต่เครื่องนี้มันต้องใช้แรงงานคนมันจึงมีราคาที่ไม่สูงมากเท่าไร ส่วนอุปกรณ์อื่นๆอีกนิดๆหน่อย หม้อต้ม จาน ส้อม ช้อน ตะเกียบพลาสติก และอื่นๆอีกนิดหน่อยที่จำเป็น และอย่างสุดท้ายที่ต้องมีคือโต๊ะนั่งพร้อมเก้าอี้ ฌอน และแนนซี่ได้สั่งไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว มันจึงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก สำหรับเรื่องของสถานที่ค้าขายมันไม่ได้มีปัญหาเลย เมื่อฌอนเอ่ยปากออกไปทางเจ้าเมือง มอรัสซัสรีบจัดเตรียมสถานที่กลางเมืองที่ดีที่สุดให้ในทันที และพวกเขาสองคนแนนซี่ก็เริ่มตกแต่งร้านมาได้แล้วสองวัน และสำหรับเรื่องของแรง ฌอนตัดสินใจที่จะใช้แรงงานเด็กที่สถานรับเลี้ยง โดยให้ค่าจ้างเป็นจำนวนเหมาวันละ 2 เหรียญเงินต่อวันกับสถานรับเลี้ยง และยังเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อกับคนที่มาช่วยงานด้วยเช่นกัน ฌอนไม่อยากจะใช้แรงงานเด็กมากจนเกินไป ถึงโลกใบนี้จะไม่มีกฎหมายเรื่องแรงงาน แต่เขาที่มาจากโลกก่อนก็ไม่อยากจะใช้งานตามจิตสำนึก เขากำชับโรสอย่างชัดเจนว่าให้แบ่งตารางงานของเด็กที่จะช่วยงานให้ชัดเจน และแต่ละคนจะต้องทำงานไม่เกิน 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งร้านของฌอนจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-20.00 เท่านั้น และเหตุที่ต้องเว้นไว้หน้าหลัง 1 ชั่วโมงก็เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเปิด และปิดร้านตามความเห็นของแนนซี่ และในวันนี้เองเป็นวันเปิดร้านวันแรกของฌอน ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าร้านกันเต็มไปหมด แน่นอนว่ามันมาจากที่แนนซี่ ฌอน และเด็กๆช่วยกันประกาศไปทั่วเมืองถึงคุณสมบัติอาหารชนิดนี้ แต่ฌอนและแนนซี่ก็ไม่ได้หวั่นใจในเรื่องจำนวนคนเลยแม้แต่น้อย พวกเขามีโต๊ะ และเก้าอีกมากพอที่จะรองรับได้มากถึง 100 ที่นั่งในทีเดียว และในที่สุดฌอนก็พูดประโยคเหมือนเคยออกมา “ร้านชาบูหมูอู๊ดอิ๊ดเปิดแล้วครับ!!!!”

    คล้ายกับเรื่องร้านขายของชำของผมที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน