แสงคำรีรอ เขาไม่ไว้ใจหญิงสาว ยิ่งนางรบเร้าให้ตามและดูเร่งร้อนมีลับลมคมใน เขายิ่งแคลงใจนางมากกว่าเดิม
“นักโทษสองคนถูกขังไว้ใกล้กับคุ้มนี้ ปกตินักโทษจะถูกขังไว้นอกคุ้มหลวงเพราะคอกขังคนร้ายภายในคุ้มมีไว้ขังพวกคนมียศ แต่เพราะเอานักโทษห่างตัวไม่ได้ เลยให้ขังนักโทษไว้ที่นี่ ใกล้กับป้อมทิศใต้”
“บอกข้ามา ข้าจะไปเอง”
หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “สูไปคนเดียวไม่ได้ สูจะผ่านไปถึงป้อมโดยไม่มีเื่สำคัญไม่ได้ ต้องมีหนังสือผ่านเข้า”
“แล้วเ้ามีใบผ่านรึสาวน้อย”
หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่ง “หน้าข้านี่แหละหนังสือผ่านเข้าไปในป้อม”
หญิงสาวเดินผ่านแสงคำไป แต่นั่นไม่ได้ทำให้แสงคำตัดสินใจเดินตามนางไปด้วย
“ข้าไม่ไว้ใจสู สูฉลาดเกินหญิงข้าหลวงที่ข้าเคยพบ”
หญิงสาวหันมามองเขา “มีหญิงข้าหลวงฉลาดและเก่งกว่าข้าอีกมากมาย อย่าดูถูกพวกเรานักเลย มาเถิด สูจะไม่ไว้ใจข้าก็ไม่ว่า อย่างไรข้าก็จะนำทางเ้าไปอยู่ดี”
“สูอาจเป็พวกโจรสองคนนั้นก็ได้ สาวบัวจันทร์”
หญิงสาวยิ้มเช่นเดิม ยิ้มที่ชวนให้ใจหวั่นไหว นางคงเคยชินกับการโดนซักไซ้ไล่เรียง ถ้านางไม่พอใจที่เขาดึงเวลาล่าช้า นางคงเป็คนที่ซ่อนความรู้สึกไว้ใต้รอยยิ้มได้ดีทีเดียว หญิงสาวขยับเสื้อผ้าที่นางอุ้มไว้ด้วยสองมือด้วยการกอดให้กระชับและยังยิ้มอยู่เช่นเดิม
“นักโทษสองคนที่สูจัดการไปเมื่อคืนกำลังถูกเค้นความอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เ้านายกำลังรอคอยคำตอบเหมือนเราทุกคน ถ้าสูอยากรู้ก็ต้องไปกับข้า”
แสงคำสูดลมหายใจเข้า ส่ายสายตามองไปทั่ว นับจำนวนทหารโดยรอบวางแผนสำรองหากมีเื่ผิดพลาด เขาไม่มีทางเลือกมากเท่าไหร่นัก และถ้าที่นางพูดไม่เป็จริง เขาก็คงไม่ลำบากต่างจากตอนนี้สักเท่าใดนัก
“มา ถ้าสูไม่ไว้ใจข้าก็ไม่เป็ไร ไว้จบเื่แล้วข้าจะบอกสิ่งที่เ้าสงสัยใคร่รู้”
นางข้าหลวงสาวถือหอบผ้านำลิ่วไปตามทางเดิน แสงคำสะพายของเดินตาม พวกเขาทั้งคู่ผ่านหอสูงและเรือนเล็ก อาจเป็หอพระไตรปิฎกหรือหอเก็บสมบัติของพญานครเวียงเงินยาง พอผ่านหอนั้นแล้วทางก็เลี้ยวพาพวกเขามุ่งหน้าไปทางใต้ ตรงทางเลี้ยวทหารสองคนหยุดทักทายสาวบัวจันทร์ แสงคำไม่ชอบสายตาของทหารสองคนนั้นที่มองมายังเขา ไม่ใช่เพราะเขาเป็คนแปลกหน้าเหมือนเป็ทหารใหม่ แต่เป็เพราะเขามากับนางข้าหลวงสาวเสียมากกว่า พอห่างจากทหารทั้งสองมาแล้วเขาถึงผ่อนฝีเท้ารักษาระยะห่างจากนางไว้จนกระทั่งทหารอีกสองคนมาขวางเอาไว้
“นั่นสูจะไปไหน”ทหารคนหนึ่งถาม
“ข้าจะเอาผ้าไปส่งให้นายสิบที่อยู่ป้อมใต้”หญิงสาวตอบรวดเร็วราวกับเตรียมไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว
“แล้วสูเป็ใคร”ทหารคนถามหันมาทางแสงคำ
“ข้าเป็ทหารที่ไปหาข่าวในเชียงตุง จะไปรายงานตัวกับนายสิบที่ป้อมใต้”แสงคำตอบ
“มีข่าวอะไรจากเชียงตุง”ทหารยามซักต่อ
“บอกสูไม่ได้ พอรายงานตัวกับนายสิบแล้วต้องไปรายงานกับเ้านายโดยตรง ถ้าสูอยากรู้ หลังจากรายงานแล้วข้าจะมาบอก”
ทหารยามดูพอใจ การได้ข่าวต่างเมืองมีส่วนช่วยให้ทหารทุกคนสามารถวางแผนหาประโยชน์เพื่อไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งสูงได้ แสงคำดูสีหน้าพอใจของทหารนายนั้นแล้วก็แอบดีใจลึกๆที่ปั้นน้ำเอาตัวรอดได้ เช่นเดียวกับหญิงสาวที่กำลังเดินนำต่อไป แสงคำมองร่างเพรียวของหญิงสาว ร่างที่คงต้องใจชายมากมาย แต่กับเขา ความฉลาด มีไหวพริบของนางที่พอจะเห็นได้ถูกใจเขามากกว่า และด้วยความฉลาดของนางนี่เองที่ทำให้เขาเริ่มคิดอีกครั้งว่าสตรีฉลาดในบทบาทนางข้าหลวงแสนเรียบร้อยคนนี้เป็ใครกันแน่
สองหนุ่มสาวเดินลัดผ่านหน้าศาลาหลังหนึ่ง บัวจันทร์บอกว่าเป็ศาลาของบรรดาสล่า ช่างฝีมือทั้งหลาย ปกติจะมีช่างมาสอนงานฝีมือต่างๆ ทว่าวันนี้ศาลาเงียบสงัด ใต้ร่มไม้ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว ชวนให้รู้สึกเสียวหลังแปลกๆ พอผ่านศาลามาแล้วพวกเขาถึงเห็นป้อมประตูทิศใต้ตั้งอยู่ติดกำแพงคุ้มหลวง แสงคำมองปราดเดียวก็พอจะกะจำนวนทหารที่อารักขาได้ว่าไม่น่าจะน้อยกว่าสามสิบคน
“ข้าส่งสูได้เท่านี้ สูเห็นป้อมอยู่แล้ว เดินไปไม่ไกลก็ถึง”หญิงสาวส่งหอบผ้าที่พับเรียบร้อยให้แสงคำแล้วชี้ไปยังอาคารหลังเล็กดูแข็งแรงที่อยู่หลังป้อม “นั่นเป็คอกขังคนร้าย นักโทษอยู่ในนั้น สูเอาผ้านี้ไป บอกว่าข้าฝากมาให้นายสิบ”
“ไหนสูว่าหน้าสูจะพาข้าเข้าไปในป้อมได้อย่างไรเล่า ทำไมมาลอยแพข้าเช่นนี้”
หญิงสาวมองหน้าแสงคำ แล้วยักไหล่ “ผู้ชายเยอะ ข้าคร้านเข้าไป เ้าเอาผ้านี่ไปเถอะน่า แล้วก็พูดตามที่ข้าบอก”
“ไม่ใช่พอข้าพูดแล้วถูกจับนะ”
“ไม่ถูกจับหรอก เชื่อข้า”
แสงคำมองไปทางป้อม เอ่ยว่า “ไม่ถูกจับก็ดี”
หญิงสาวหันหลังเดินจากไปโดยไม่กล่าวอำลา นางเดินไปเรื่อย ๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงและเบาจนแทบไม่ได้ยินเสียง แสงคำไม่มีทางเลือกอื่น เขามาถึงแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเสี่ยงดู เขาเดินถือหอบเสื้อผ้ามุ่งหน้าสู่ป้อม ผ่านหอรบที่ทหารทุกคนมองมายังเขาเป็ตาเดียว แสงคำเสมองไปทางทิศเหนือหลังแนวต้นไม้ใหญ่เห็นตัวหลังคาคุ้มพญาและหอเก็บสมบัติที่เขาเจอบัวจันทร์อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก แสงคำเดินตรงเข้าไปยังป้อมโดยไม่สนทหารนับสิบที่กำลังมองมายังเขา ไม่มีเวลาให้คิดกังวลแล้ว เขาหยุดหน้าป้อมซึ่งเป็คล้ายกระท่อมก่อด้วยอิฐผสมกับบ้านไม้ขนาดเล็กกว่าเรือนเล็กน้อย
ทหารหน้าป้อมเห็นเขาเข้าก็เดินตรงเข้ามาขวางทันที
“ข้าเอาผ้ามาส่งให้นายสิบ บัวจันทร์ฝากข้าเอามา”แสงคำบอกทหารที่เข้ามาขวาง พอได้ยินชื่อบัวจันทร์ เหมือนทหารนายนั้นจะคลายความเครียดขรึมลงไปมากโข แสดงว่าชื่อนี้มีคนรู้จักมากในคุ้มนี้
“รอนี่ ข้าจะไปบอกนายให้”
แสงคำมองไปรอบตัว ทหารหลายคนตาขวางใส่เขาทั้งที่เขาอยู่ในชุดทหารรางวงศ์มังรายเหมือนกัน แสงคำมองทหารทีละคนอย่างรวดเร็วแล้วมองไปทางประตูกับหอรบ พยายามนึกภาพภายนอกว่าจะมีอะไรอยู่ข้างนอกบ้างและจะไปยังตรอกหลังตลาดอีกครั้งได้อย่างไรหากเกิดเื่จนจำต้องหนี ระหว่างที่กวาดตาสำรวจโดยไม่สนใครอยู่นั้น นายสิบก็เดินออกมาพร้อมทหารที่เข้าไปเรียก เขาเป็ชายรูปร่างเล็กแต่บึกบึน ดูเป็คนกระฉับกระเฉง คิ้วหนาเหยียดเกือบเป็เส้นตรงขมวดชนกัน พอเห็นแสงคำยืนอยู่นายสิบก็เอามือหนาหยาบลูบเรียวหนวดเหนือริมฝีปาก ตามองสำรวจเขาหัวจรดเท้า
“ลูกสาวข้าฝากอะไรมารึ”
แสงคำสะอึกนิดหนึ่ง เขาััจิตแรงกล้าได้และรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาั้แ่นายสิบเดินเข้ามาหา ที่แท้ก็เป็พ่อสาวบัวจันทร์นี่เอง
“ข้าถามว่าสูเอาอะไรมา”เสียงคนถามดุขึ้น
แสงคำยื่นหอบผ้าให้นายสิบหน้าดุผู้นั้น ไม่ตอบว่าอะไรทั้งสิ้น ผิดกับทหารที่อยู่รอบๆ พอเห็นผ้าที่พับเรียบร้อยก็ออกอาการดีใจกันออกนอกหน้า
“ลูกนายนี่ดีแท้ ซักผ้าพับผ้ามาส่งให้ด้วย สงสัยจะรู้ว่านายจะไม่ได้กลับบ้านหลายวัน”
นายสิบหันไปแยกเขี้ยวใส่พวกทหารที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ลืมหน้าที่ของตนชั่วขณะแล้วด่าว่า “ถ้าพวกสูจะเกี้ยวลูกสาวข้าไปเป็แม่เรือนล่ะก้อ ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ”
“เป็แม่เรือนและเป็นางข้าหลวงในคุ้มเช่นนี้แล้ว ไม่มีท่านอยู่บ้าน บ้านคงเรียบร้อยน่าดูเชียวขอรับนาย”
“มันจะดีใจที่ข้าไม่อยู่มากกว่า มันร้ายนักนางลูกคนนี้ ไป! พวกสูไปทำหน้าที่สู”พอนายสิบไล่ลูกน้องไปแล้วก็หันมาพยักหน้าชวนแสงคำเข้าไปในป้อม
ภายในป้อมก่อด้วยอิฐเย็นสบาย แม้จะมีกลิ่นฟางชื้นอับเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าดี นายสิบวางกองเสื้อผ้าของตัวเองไว้บนตั่งวางของ
“สูมาทำไมแถวนี้”นายสิบถามทั้งที่ไม่หันมามองแสงคำ
“ข้ามาจากเชียงตุง พอมาถึงเขตนครก็ได้ยินคนว่ามีโจรบุกคุ้มหลวง เลยรีบมา พอมาถึงก็เจอลูกสาวนาย นางก็เลยวานข้าเอาผ้ามาให้ ยังไม่รู้เื่โจรละเอียดเลย”
พอได้ยินคำพูดแสงคำนายสิบก็ทำหน้าเครียด คำพูดของแสงคำคงไปสะกิดอะไรสักอย่างที่นายสิบเก็บไว้ในใจ ตามแผนที่แสงคำวางไว้ตอนเดินตามมาที่ป้อม
“น่าเจ็บใจนักล่ะ ข้าอยากจะกุดหัวเสียทั้งสองคน ติดก็แต่มันยังไม่บอกอะไรเราเลย พวกมันบุกมากันสี่คนแต่รอดไปได้สอง มีใครไม่รู้มาไล่มันไป”
“ไม่ใช่ทหารเราหรือนาย”
“ลูกข้าว่าไม่ใช่ ข้าล่ะอยากจะรู้ตัวทั้งโจรทั้งคนตามนักล่ะ”
“แล้วพวกมันลอบเข้ามาอย่างไรหรือนาย ทำอะไรไปบ้าง”แสงคำถามต่อไป
“ลูกสาวข้าว่ามันมาตอนกลางคืน น่าจะตอนเปลี่ยนเวรยาม ปีนกำแพงคุ้มหลวงเข้ามาจัดการทหารเฝ้าประตูสองคน เสร็จแล้วก็มัดคนอื่นไว้ ดีที่คนที่ตามมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นชีวิตเ้านายอีกทั้งพับสาสำคัญหลายฉบับ เงินในคลังคงหายหมดไม่เหลือ โชคดีเหลือเกินมันไม่ได้อะไรไปเลย”
“ผีตายพวกนี้มันเลวนัก ข้าอยากจะเห็นหน้ามันเหลือเกิน”แสงคำตีหน้าโกรธเต็มที่
นายสิบชอบใจที่แสงคำก็รู้สึกอย่างตน ร่างเล็กแต่แกร่งเดินมาหาแสงคำ มือหยาบวางบนบ่าแล้วบีบแน่น
“ตามข้ามา มาดูหน้าพวกมันกัน”
ในยามที่คุ้มพญามีแต่เื่โจร ความคับแค้นและขัดแย้งมีทั่วทุกที่จนชวนให้รู้สึกอึดอัด ยิ่งเหล่าทหารผู้ภักดีทั้งหลายด้วยแล้ว ต่างอยากฉีกเืฉีกเนื้อโจรทั้งสองเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป แสงคำรู้ดีเพราะทุกคนในนครเวียงเงินยางทรมานกับการถูกปล้นชิงจึงเกลียดโจรด้วยกันทั้งสิ้น
“สูชื่ออะไรพ่อหนุ่ม”อยู่ดี ๆ นายสิบก็ถามขึ้น
“ชื่อแสง”คนถูกถามตอบแต่ไม่ครบทั้งหมด
“สูจะได้เห็นมันไอ้แสง ไอ้ผีตายพวกนั้น สูจะได้เห็น”
แสงคำเดินตามนายสิบไปยังคอก พอดีกับนางสาวใช้คนหนึ่งยกสำรับกับข้าวเดินสวนมา นายสิบซักถามนางหลายอย่างก่อนจะปล่อยไป
“เ้าต่างใจเลี้ยงพวกมันอย่างดี หวังพวกมันจะคายความลับออกมา แต่คงไม่ได้อะไรนักหรอก”
ทหารสองนายที่เฝ้าหน้าคอกหลีกทางให้นายสิบเดินผ่าน แสงคำเดินตามไปไม่ห่าง ใจระทึกอยากจะลองเค้นคอนักโทษดูสักที เื่พวกนี้แม้เขาจะไม่ถนัดเท่าใดนักแต่ก็พอจะทำเป็อยู่บ้างเหมือนกันเพราะเรียนรู้จากเหล่าศิษย์พี่มาไม่น้อย
นายสิบยกมือเคาะประตู แต่ไม่ทันจะได้เคาะประตูก็เปิดผลั๊วะ ทหารที่เฝ้าข้างในหน้าตาตื่นขวางทาง
“นาย นักโทษกำลังจะตาย นาย!”
“อะไรนะ”
“นักโทษกำลังจะตาย”
นายสิบผลักทหารนายนั้นพ้นทาง พุ่งไปยังคอกขังนักโทษที่ประตูยังเปิดค้างอยู่ แสงคำถลันตามไปอีกคน ข้างหลังเขามีทหารหน้าประตูยืนเบียดมา ภาพอุจาดตาตรงหน้าคงเป็ภาพที่พวกเขาไม่มีวันลืม
“ตามนางสาวใช้นั่นไป เร็ว!”นายสิบสั่ง “แสง สูเฝ้าไว้ อย่าให้ใครเข้าออก หายาพิษนั่นให้เจอถ้าสูทำได้”
นายสิบนำทหารลิ่วออกไปยังป้อม เสียงเคาะเตือนภัยดังขึ้นเป็สัญญาณให้ทหารทุกนายในบริเวณคุ้มตื่นตัวและพร้อมปิดล้อมทุกทางออก
แสงคำยืนฟังเสียงวุ่นวายภายนอกขณะที่ตามองร่างหงิกงอสองร่าง เืจากทวารทุกทวารไหลนองเต็มพื้นผสมกับกองอาเจียนเหม็นคลุ้ง ตาเหลือกลาน ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะเ็ป แสงคำเดินวนรอบศพอย่างระวังแล้วเงยหน้ามองนักโทษที่อยู่ห้องขังข้างๆ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีด้วยการนั่งเงียบอยู่ในมุมห้องขัง
“พวกสูเห็นอะไรบ้าง”แสงคำฉีกเสื้อทหารตัวเองแล้วเดินไปหยิบไม้เขี่ยข้างกระโถนมาพลิกดูส่วนต่างๆ ของศพั้แ่หัวจรดเท้า เปิดดูอกเสื้อและเขี่ยแขนเสื้อเลิกขึ้น แสงคำเห็นรอยสักดำที่ข้อมือคนตายทั้งสองเป็ลายเดียวกัน บ่งบอกชัดว่ามาจากกลุ่มคนเดียวกันไม่ผิดแน่ ที่ติดค้างในใจคือเขาไม่รู้ว่ารอยสักนี้เขียนว่าอะไรและมาจากไหน ตัวอักษรต่างๆ ที่ปรากฏต่างจากอักษรบนรอยสักหมึกแดงของเขาชัดเจน แม้จะพยายามเดาว่าเป็ตัวอักษรของแคว้นใดที่ตนเคยไปก็จนใจไม่อาจหาคำตอบได้
“สูเห็นอะไรบ้าง”แสงคำถามนักโทษห้องข้าง ๆ น้ำเสียงแม้จะเรียบเฉยแต่สายตาของเขานั้นตรงข้าม
“ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น พวกมันกินแล้วพวกมันก็ตาย ข้าเห็นเท่านั้น”
“สูรู้จักรอยสักนี่ไหม”แสงคำใช้ไม้ชี้ให้ดู
“ไม่เลย ไม่รู้จัก”
“ถลกแขนเสื้อ ยื่นข้อมือมาให้ข้าดู”แสงคำสั่งทันที
ไม่มีนักโทษห้องข้างๆ คนใดขัดคำเขา ต่างยื่นแขนทั้งสองข้างให้เขาดูโดยดี แสงคำดูนักโทษเ่าั้จนครบทุกคน ทั้งรอยสักบนตัวและขาแต่ก็ไม่พบตัวอักษรที่คล้ายกัน นักโทษที่เหลือบางคนสักอักษรธรรม บางคนสักภาษาขอม
“พวกสูเห็นอะไรอีก”
นักโทษไม่ทันได้ตอบ ทหารนับสิบตรงเข้ามายังคอก ออกันแน่นขนัดตรงทางเข้า มีเสียงโวยวายซักถามแสงคำเซ็งแซ่แต่แสงคำไม่ได้ตอบอะไร แสงคำมองทหารเ่าั้จนกระทั่งแถวแหวกออกเมื่อมีเสียงโวยวายดังขึ้น แสงคำจำเสียงได้ดี เ้าของเสียงคือปะยู หาญเมืองหน้าตาตลกผู้นั้น ไม่ใช่ใครอื่น
“ถอยออกมาจากศพ”หาญเมืองตวาดใส่แสงคำทันทีที่เห็น
แสงคำขยับถอยออกไปยืนติดผนัง หาญเมืองเดินปิดจมูกเข้ามาพร้อมกับแบมือขอไม้เขี่ยจากแสงคำ ตายังมองไปทั่ว แสงคำวางไม้ด้านปลายดำที่ใช้เขี่ยศพใส่มือหาญเมืองที่ไม่มองมาทางเขา พอได้ไม้หาญเมืองเดินเขี่ยศพง่วนตามที่แสงคำเคยเขี่ยดูก่อนหน้านี้
“สู นายสิบ”หาญเมืองปะยูเรียกเสียงดัง พอนายสิบเดินเข้ามาคนสั่งก็ใช้ไม้ชี้ที่ศพ “สูเป็คนรับผิดชอบนักโทษสองคนนี้ สูปล่อยให้คนเข้ามาสังหารนักโทษ ฉะนั้นสูจงไปตามหาคนทำมาเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”นายสิบรับคำสั่ง
“ศพพวกนี้ข้าจะจัดการทำลายทิ้งเอง ไม่มีประโยชน์อันใดแล้ว”หาญเมืองหันไปพยักหน้าให้คนของตนนำผ้ามาคลุมศพ หามขึ้นแคร่แบกแล้วนำออกจากคอกขัง ตัวหาญเมืองเองเดินวนดูรอบ ๆ อีกไม่นานก็เดินถือไม้เขี่ยตามทหารออกไป
นายสิบประจำป้อมด้านใต้มองหน้าแสงคำ ชายหนุ่มเห็นสีหน้าเครียดและหมองของนายสิบแล้วก็ได้แต่รู้สึกเห็นใจ ยังไม่รู้จะทำประการใดต่อ
“สู ไอ้แสง สูมากับข้า”นายสิบสั่งแล้วเดินนำทหารทุกคนกลับป้อม มีแสงคำเดินตามไปเป็คนสุดท้าย