ป้ายไม้ขนาดใหญ่ติดตระหง่านตรงด้านหน้า บนนั้นถูกสลักตัวอักษรประณีตขีดเขียนด้วยหมึกสีทองสง่า เขียนคำว่า ‘สำนักคุ้มภัยตระกูลกวน’ ไว้อย่างเด่นชัด
นี่น่ะหรือสถานที่ที่พี่ชายของนางตระเตรียมไว้ให้
รถม้าคันโอ่อ่าที่อยู่ดีๆก็มาจอดรอรับนางที่หน้าประตูจวนโหวบัดนี้แล่นมาจอดอยู่หน้าประตูใหญ่ของสำนักคุ้มภัยตระกูลกวนซูหวานหว่านก้าวลงจากรถม้าโดยมีสาวใช้คอยประคอง
สำนักคุ้มภัยตระกูลกวนมีแต่บุรุษเมื่อซูหวานหว่านก้าวเข้ามาพร้อมกับสาวใช้จำนวนหนึ่งเหล่าบุรุษกลัดมันพวกนั้นก็ดูคึกคักกันขึ้นมาบ้าง
“ฮูหยินน้อยเชิญด้านนี้ขอรับ”
ซูหวานหว่านขมวดคิ้วกับถ้อยคำเรียกขานของข้ารับใช้ตรงหน้าอีกฝ่ายยิ้มปะเหลาะช่างเอาอกเอาใจเสียนี่ ซูหวานหว่านทำทีเหมือนจะเอ่ยปากตำหนิแต่ข้ารับใช้คนดังกล่าวก็เปลี่ยนสีไวยิ่งกว่ากิ้งก่า “อะเอ่อ... ขออภัยขอรับคุณหนูซูเชิญด้านในขอรับ นายท่านรอคุณหนูอยู่”
ซูหวานหว่านพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามข้ารับใช้คนนั้นไปไม่นานก็ได้พบกับพี่ชายบุญธรรมที่หายหัวไปนานเฟิงหลิวสวมอยู่ในชุดฮั่นฝูสีขาวสะอาดตาใบหน้าหล่อเหลาคมคายดุจเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงทว่าสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงคือสายตาของเขาสายตาคู่นั้นช่างดูเ้าเล่ห์เ้ากลคล้ายพวกคนที่มากแผนการ แต่เท่าที่รู้จักกันมาเขาไม่ใช่คนซับซ้อนอะไร ตลอด่เวลาที่ผ่านมาไม่รู้ว่าพี่ชายของนางคนนี้ต้องประสบพบเจอกับเื่ใดมาบ้าง?
ขณะที่นั่งอยู่บนรถม้าหญิงรับใช้ที่เฟิงหลิวส่งมา ถือวิสาสะเล่าบางสิ่งบางอย่างให้ซูหวานหว่านฟังนางจึงได้รู้ว่าเฟิงหลิวคนนี้เป็คนเก่ง อายุยังน้อยแต่กลับเดินทางไปทั่วแผ่นดินเพื่อรวบรวมสินค้าทำการค้าขาย และกอบกู้ชื่อเสียงต้นตระกูลของตนเองทั้งยังดูแลการค้าส่วนหนึ่งของมารดานางเอาไว้เพื่อนางในอนาคตอีกด้วย
แท้จริงแล้วเขาไม่ใช่คนอกตัญญูแต่เป็เพียงคนเดียวที่ไม่เคยทำผิดต่อนางและตระกูลซูต่างหาก ส่วนเื่ที่เขาไม่อยากสืบทอดตระกูลซูทั้งไม่อยากใช้แซ่ซูตามคนบ้านนาง นางล้วนไม่รู้เหตุผลแน่ชัดบางทีเขาอาจจะมีความจำเป็บางอย่างที่บอกใครไม่ได้ในเวลานี้ก็เป็ได้
“พี่ใหญ่ ข้ามาแล้ว”เสียงหวานใสดังกังวานมาก่อนตัว เป็สุ้มเสียงที่เฟิงหลิวรอฟังมาตลอดหลายปีนี้
“ห้ามเรียกข้าพี่ใหญ่”ชายหนุ่มหันมามองยังต้นเสียง พร้อมกับเอ่ยแย้งด้วยสุ้มเสียงที่ไม่ค่อยจริงจังนัก
ซูหวานหว่านอมยิ้มกริ่มแล้วเอ่ยออกไปอีกครั้งว่า“คุณชายซู ไม่เจอกันนาน ท่านดูดีขึ้นมาก” คำว่าคุณชายซู ทำชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นสีหน้าค่าตาของเขาเริ่มจริงจังขึ้นมาทันตาเห็นดูท่าว่าเขาคงจะไม่อยากเป็คนแซ่ซูจริง ๆ ด้วย
“ข้าไม่ได้แซ่ซูข้าแซ่กวน” เฟิงหลิวเอ่ยเน้นย้ำถึงสถานะของตน แม้เขาจะเอ็นดูนางมากแต่ยามนางพูดจาไม่เข้าท่า เขาก็จำต้องพูดจาเน้นย้ำออกไปเช่นนี้มิใช่ปล่อยเลยตามเลย
“เ้าค่ะข้าทราบแล้วเ้าค่ะ คุณชายกวน” ซูหวานหว่านไม่อยากเอ่ยเรียกเขาเช่นนี้เลยฟังดูแล้วก็ช่างห่างเหินยิ่งนัก แต่หากเรียกว่าพี่ใหญ่ ก็ไม่ถูกใจเขาครั้นจะเรียกว่าคุณชายซู ก็ดันไม่ถูกใจเขาอีกส่วนเื่ที่เขาเขียนทิ้งท้ายไว้หลังจดหมาย ว่าไม่ให้นางเรียกเขาว่าคุณชายกวนนางก็ลืมไปเสียสนิท
“เรียกเช่นนั้นห่างเหินเกินไป” นางยอมเรียกเขาว่าคุณชายกวนแล้ว แต่เขายังไม่พอใจเสียนี่ช่างเป็บุรุษที่เอาแต่ใจเสียจริง “ต่อไปนี้ให้เรียกข้าว่าท่านพี่” ว่าจบเขาก็แสยะยิ้มมุมปากเล็ก ๆก่อนจะเดินปรี่เข้ามาประคองนางให้ไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นรินชาดีให้นางสักจอกแล้วรอฟังว่านางจะพูดอะไรออกมาบ้าง
“สำนักคุ้มภัยเป็สถานที่ที่มีแต่บุรุษร่างกำยำ พักอยู่ที่นี่คงไม่เหมาะเกรงว่าต่อไปผู้คนจะครหา ข้าอยู่ที่นี่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นไม่ทราบว่าท่านพี่ซื้อจวนใหม่เตรียมไว้ให้ข้าแล้วหรือยัง?” นางพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้ซึ่งท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนครั้งยังอยู่ในจวนโหวท่าทีเช่นนี้ของนางทำให้เฟิงหลิวพึงพอใจนัก
“สำนักคุ้มภัยมีแต่บุรุษร่างกำยำแล้วอย่างไรคนของข้าพวกเขาย่อมรู้กฎระเบียบ มิทำอันใดให้เ้าต้องลำบากใจแน่เ้าเอ่ยว่าพักอยู่ที่นี่เกรงว่าจะถูกครหา แล้วพักอยู่ผู้เดียวลำพัง คิดว่าจะไม่ถูกครหางั้นหรือหว่านเอ๋อร์... เ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว”
เฟิงหลิวนั่งดื่มชาไปพลางจ้องมองเด็กสาวจอมดื้อรั้นตรงหน้าไปพลาง ในใจของเขานึกตำหนิจวนโหวมิใช่น้อยคนพวกนั้นเลี้ยงดูนางอย่างไม่ใส่ใจ เื่ราวของโลกภายนอกไม่เคยมีใครเอามาสอนสั่งทำให้นางกลายเป็สตรีที่มีความคิดตื้นเขินเช่นนี้มิน่าเล่าตลอดหลายปีมานี้นางถึงจมปลักอยู่ในจวนโหว ไม่ยอมตัดขาดจากคนพวกนั้นเสียทีแม้จะได้รับจดหมายจากเขาหลายฉบับแล้วก็ตาม
“ไร้เดียงสาอะไรกันข้าโตแล้ว ข้าถึงวัยปักปิ่นแล้วด้วย” ซูหวานหว่านหยิบขนมโก๋สอดไส้พุทราเชื่อมขึ้นมากัดหนึ่งคำแล้วเอ่ยเถียงข้าง ๆ คู ๆ ออกไปเช่นนั้นส่วนเฟิงหลิวก็ไม่ปล่อยให้นางได้พูดอันใดมากนัก เขารีบเอ่ยแย้งทันควัน
“ก็เพราะเ้าถึงวัยปักปิ่นแล้วอย่างไรเล่าถึงไม่สมควรแยกออกไปอยู่ลำพังสตรีงามเช่นเ้าคิดว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือเสือสิงกระทิงป่าไปได้สักกี่น้ำที่สำคัญพวกของจวนโหวไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่โฉนดกิจการร้านค้าเ้าได้คืนมาหรือยัง” เขาเอ่ยรบเร้าเพื่อให้นางได้รู้จักคิด
“ขะ...ข้า”ซูหวานหว่านเถียงไม่ออกสักคำ
“ข้าไม่ให้เ้าออกไปไหนทั้งนั้นที่นี่เป็สำนักคุ้มภัย ปลอดภัยที่สุดสำหรับเ้าแล้ว อีกอย่างเื่คำพูดผู้อื่นเ้าจะสนใจทำไมเ้าอยู่จวนโหวมานาน ไม่เห็นเ้าจะสนใจคำพูดผู้อื่น”น้ำเสียงของเขาในตอนนี้เด็ดขาดอย่างยิ่ง ไม่เหมือนกับครั้งยังเป็เด็กไม่ว่านางคิดทำสิ่งใดเขาล้วนตามใจนางทุกอย่าง
“ก็ตอนนั้นข้าคิดว่า...ต่อไปอีกไม่เท่าไหร่ก็จะกลายเป็คนของที่นั่นแล้ว มีคนครหาก็ช่างหัวปะไรใครจะไปรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเื่ราวจะลงเอยเช่นนี้เล่าเ้าคะ”ซูหวานหว่านพูดไปพลางก็เผลอกำมือแน่นไปพลาง และในชั่วขณะนั้นเองฝ่ามืออุ่น ๆของคนข้าง ๆ ก็เอื้อมมากุมหลังมือของนางไว้เบา ๆ
เขาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายระดับ
“เช่นนั้นอยู่ในสำนักคุ้มภัยของตระกูลกวนเ้าก็คิดเสียสิ ว่าอีกไม่นานก็จะกลายเป็คนของที่นี่แล้วจะได้ไม่ต้องลำบากใจที่ต้องอยู่ร่วมกับข้า อีกอย่างข้ากับเ้าก็คนกันเองหาใช่คนอื่นไกล จะไปกลัวคำครหาอะไรนักหนา”คำพูดของเขาชวนให้ซูหวานหว่านน้อยนึกฉงนใจ เขาเป็พี่ชายของนางไยถึงพูดกับนางเช่นนี้เล่า สมองเพี้ยนไปแล้วหรืออย่างไรกัน
“แต่ว่าข้า...”ซูหวานหว่านเอ่ยแย้ง พร้อมกับแกะนิ้วมือของเขาออกจากหลังมือของนางแต่ยังไม่ทันได้พูดจนจบประโยค ก็โดนเขาเอ่ยแย้งตัดบทขึ้นมาอีกแล้ว
“เลิกเป็เด็กดื้อเชื่อฟังคำพูดของข้า เ้าไม่ต้องมีคำว่าแต่อะไรทั้งนั้น...”เขาเปลี่ยนจากกุมหลังมือของนาง มาเป็ลูบหัวของนางแทนนี่เขากำลังเห็นนางเป็สัตว์เลี้ยงตัวน้อยหรืออย่างไรกัน คิดอยากจับก็จับคิดอยากลูบก็ลูบ นางมิใช่ลูกแมวน้อยเสียหน่อย!
“ฮึ!ท่านพี่ของข้ากลายเป็คนเผด็จการไปแล้วหรือนี่ คอยดูเถิดหากแต่งพี่สะใภ้เข้ามาข้าจะฟ้องนางว่าท่านเป็คนใจร้าย” ซูหวานหว่านเบี่ยงหัวหลบจังหวะการลูบของเขานางเบ้ปากให้เขาหนึ่งทีด้วยท่าทางขี้เล่น จะว่าไป...ั้แ่ที่นางได้เข้าไปอยู่ในจวนติ้งโหวความสนุกสนานซุกซนเช่นนี้นางก็ไม่ได้แสดงมันออกมาเลยสักครั้ง อยู่กับเขานางสามารถเป็ตัวของตัวเองได้เต็มที่นี่สินะความหมายของคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่แท้จริง
“เด็กโง่...เื่พี่สะใภ้เกรงว่าข้าจะทำให้เ้าผิดหวังแล้ว”เฟิงหลิวเอ่ยงึมงำด้วยสุ้มเสียงแ่เบาก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากแล้วคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างมีนัย
“ต่อไปใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้ดีข้าจะให้หลีมัวหมัวมาสอนเื่กฎธรรมเนียมให้เ้ารู้ เื่อื่นไม่ต้องสนใจข้าจะจัดการให้เ้าเอง ส่วนเื่จวนโหวข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่ยอมปล่อยเ้าง่าย ๆแน่ ดังนั้นต่อไปคิดจะทำอะไรเ้าต้องระวังให้ดี” เฟิงหลิวเอ่ยตักเตือนด้วยความห่วงใยทว่าความห่วงใยของเขากลับโดนปัดตกในระยะเวลาอันสั้น
“ท่านพี่พูดจาเสียใหญ่โตข้าออกมาแล้ว คืนของหมั้นแล้ว ตัดขาดกับพวกเขาแล้ว จวนติ้งโหวทำอะไรก็ชอบรักษาหน้าพวกเขาย่อมไม่ตามมาตอแยข้าแน่ ส่วนเื่แต่งกับหลัวหยาง ท่านวางใจข้าไม่ยอมเป็อนุ พวกเขาจะทำอะไรได้”คำพูดของนางทำให้เฟิงหลิวจำต้องพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆให้กับความโง่เขลาของนาง
“ลูกแมวน้อยซูเ้าช่างใสซื่อนัก บุรุษน่ะมีวิธีมากมายที่จะบังคับสตรีผู้หนึ่งทั้งนั้นแหละแต่ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่เ้าอยู่ภายใต้การดูแลของข้า ใครก็ทำอะไรเ้าไม่ได้ทั้งนั้น”ทันทีที่ว่าจบเฟิงหลิวก็หมายจะเอื้อมมือไปกุมมือของนางอีกครั้งทว่าครั้งนี้นางรู้ทัน หวานหว่านจึงถอนมือออกจากพนักวางแขนเปลี่ยนไปหยิบขนมโก๋ขึ้นมากัดหนึ่งคำ แล้วเอ่ยอย่างคนช่างเหน็บแนมออกไปว่า
“เหรอ...ท่านพูดจาดูดีเข้าข้างตัวเองเกินไปกระมัง ถ้าท่านดูแลข้าได้จริง ๆ ล่ะก็ข้าคงไม่ต้องไปอยู่จวนโหวให้พวกเขาเอาเปรียบหลายปีขนาดนั้นหรอก ชิ!”คำพูดประชดประชันของซูหวานหว่านเขาไม่คิดถือสา ไม่แปลกที่นางจะยังหมางใจเพราะตอนที่นาง้าเขามากที่สุด เขาไม่ได้ไปอยู่เคียงข้างนางเช่นนั้นแล้วเขาก็จะน้อมรับเอาคำติติงนั้นมาไว้บนบ่า
ในขณะที่สองชายหญิงกำลังพูดคุยกันอยู่หญิงสูงวัยนางหนึ่งก็ปรากฏตัวที่ประตูทางเข้า นางคือหลีมัวหมัวหญิงรับใช้คนเก่าแก่ของตระกูลซูที่หลายปีมานี้เฝ้าติดตามรับใช้เฟิงหลิวมาโดยตลอด
“คุณหนูเ้าขา...ท่านไม่ควรตำหนินายท่านเช่นนั้นนะเ้าคะ” หลีมัวหมัวเอ่ยแย้งอย่างถือวิสาสะเื่ราวในตอนนั้นซับซ้อนเป็อย่างมากคุณชายเฟิงหลิวไม่เคยคิดจะทอดทิ้งคุณหนูของนางเลย แต่เพราะเหตุการณ์ที่ซับซ้อนทำให้เขาจำใจต้องปล่อยให้คุณหนูซูไปอยู่ที่จวนตระกูลติ้งก่อนเป็การชั่วคราว
“แล้วทำไมข้าจะตำหนิเขาไม่ได้ข้าห้าขวบ เขาสิบห้าขวบ ตอนนั้นเขาสัญญากับข้าว่าจะดูแลข้าไปตลอดชีวิตจะไม่ทอดทิ้งข้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอเกิดเื่กับตระกูลซู เขาก็ทอดทิ้งข้าทิ้งข้าไว้ในจวนตระกูลติ้งตั้งสิบปีเต็ม ๆ”
หลีมัวหมัวตั้งท่าว่าจะเอ่ยแย้งแต่ผู้เป็เ้านายดันจ้องหน้านาง แล้วส่ายหน้าให้นางน้อย ๆ เป็เชิงห้ามปรามหลีมัวหมัวไม่ตอบโต้อะไรคุณหนูอีก ด้วยสถานะที่เป็เพียงข้ารับใช้จะไปยุ่งเกี่ยวเื่ของเ้านายมากไปก็คงไม่ดีเื่บางเื่ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน