ตอนที่ 47 สิ่งปริศนา
หลังจากที่เพ่ยอิงและจินฟางได้ทราบถึงตัวตนของซึ่งกันและกัน นี่ก็ผ่านไปกว่าหลายวันแล้ว ซึ่งจินฟางก็ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านพักเดี่ยวเรียบร้อยแล้ว เพราะเวลาทำอะไรหลาย ๆ อย่างจะได้สะดวกมากขึ้น
ซึ่งเรื่องที่จินฟางผสานสร้อยมิติเข้ากับกำไลมิติของเธอนั้น ตอนนี้เธอก็ได้บอกคนในครอบครัวให้ได้รู้ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปกติครอบครัวของเธอจะมีเวลาพูดคุยปรึกษาปัญหาต่าง ๆ กันก็คือเวลาหลังอาหารเย็นเท่านั้น เพราะในตอนเช้าทุกคนก็ต้องรีบตื่นมาทำงาน บางครั้งได้มาทานข้าวเช้าก็เป็นเวลาสายแล้ว
จึงทำให้เวลาในการทานข้าวที่ทุกคนจะได้มานั่งทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันก็เหลือแค่เพียงเวลาตอนเย็นเท่านั้น
เมื่อวานหลังจากที่ทุกคนทานข้าวเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เพ่ยอิงก็ได้เล่าเรื่องที่จินฟางเองก็มีมิติเช่นเดียวกับกำไลมิติของเธอให้ทุกคนฟัง คนในครอบครัวก็พากันตกอกตกใจเสียยกใหญ่ เท่านั้นไม่พอหลังจากที่เธอบอกไปว่าทั้งมิติของเธอและจินฟางผสานเข้าด้วยกันแล้วทุกคนก็ยิ่งพากันตกใจเข้าไปอีก
เพราะไม่คิดว่าจะยังมีคนที่ครอบครองมิติวิเศษเช่นเดียวกับลูกสาวของตนเอง อีกทั้งยังบังเอิญเป็นทาสที่ลูกสาวประมูลมาได้อีก แต่ทุกคนก็ไม่ได้คิดจะถามไถ่อะไรออกมาให้มากความว่าเหตุใดถึงไปทำให้มิติผสานกันได้เช่นนี้ เพราะรู้ดีว่าถ้าอะไรที่เธอไม่กล่าวออกมาก็คงจะมีเหตุผล
“นี่จินฟาง”
“ว่าอย่างไรเล่า”
“ถึงอย่างไรเจ้าก็เรียนจบวิศวกรมา ก็นำความรู้ที่เจ้าได้เรียนมาใช้ที่โลกนี้เสียเลยสิ”
“จะใช้ได้อย่างไรเล่า ก็ที่นี่มันโบราณเสียขนาดนี้เครื่องไม้เครื่องมืออะไร หลาย ๆ อย่างก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ”
“เจ้าไม่รู้จักคำว่าประยุกต์ใช้หรืออย่างไรเล่า เจ้าดูอย่างจักรยานสิ ข้ายังสร้างขึ้นมาได้ อะไรที่ไม่มีเจ้าก็สร้างขึ้นมาเสียก็สิ้นเรื่อง”
“จริงสิ อะไรที่ไม่มีก็แค่สร้าง แล้วเมล็ดเถาวัลย์พวกนั้นเล่า”
“ข้าก็เอามาจากในกำไลของข้านี่แหละ ไม่รู้ว่าตอนนี้พอมิติเชื่อมต่อกันแล้วเจ้าจะเรียกออกมาได้ด้วยหรือไม่ เช่นนั้นเจ้าก็ลองเรียกออกมาดูแล้วกัน” เพ่ยอิงเอ่ยเสนอ
เมื่อจินฟางทดลองเรียกเมล็ดเถาวัลย์ออกมา ปรากฏว่าก็มีเมล็ดเถาวัลย์ออกมาจริง
“มีออกมาจริงด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าตอนนี้เราสองคนใช้มิติร่วมกันแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าทางฝั่งของเจ้าที่เพิ่งจะเชื่อมเข้ามามีดงเถาวัลย์ด้วยเช่นกันหรือไม่”
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันไปก่อนเพราะตอนนี้ข้าอยากไปทดลองใช้วิชาที่เรียนมาจะแย่แล้ว” กล่าวจบจินฟางก็ทำท่าว่าจะจากไป
“เดี๋ยวก่อน แล้วเจ้าจะไปทดลองทำที่ไหน”
“ก็คงจะเป็นที่หน้าบ้านพักนั่นแหละ” จินฟางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ
“ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะยกที่ดินให้เจ้าสักยี่สิบหมู่ ให้เจ้าเอาไปสร้างที่สำหรับทดลองทำงานของเจ้า อย่างไรเสียเจ้าก็มีชินหลงช่วยอยู่แล้ว หรือเจ้าจะเอาพื้นที่ตรงนั้นไปใช้สอยอย่างไรก็แล้วแต่เจ้าแล้วกัน” เพ่ยอิงเอ่ยเสนอความเห็น
“ได้อย่างนั้นก็ดีเลย แต่ว่าตอนนี้เจ้าให้ชินหลงไปช่วยไป๋หู่ถางป่าสร้างกำแพงอยู่ไม่ใช่หรือ”
“ข้าว่าไม่นานก็คงเสร็จเป็นแน่ น่าจะไม่เกินวันสองวันนี้หรอก เพราะข้าเห็นเจ้าสองตัวนั้นแอบตกลงกันว่า หากตัวไหนทำได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ ส่วนตัวที่แพ้จะต้องมาทำงานในส่วนของอีกตัวหนึ่งทุกอย่างเป็นเวลาเจ็ดวัน”
“หืม...เจ้าสองตัวนั่นไปแอบตกลงกันตอนไหน เหตุใดข้าถึงไม่รู้”
“ก็เมื่อเช้าตอนที่เจ้าเดินไปเข้าห้องน้ำอย่างไรเล่า” เพ่ยอิงตอบข้อสงสัยของจินฟางกลับไป
“ถึงว่าเล่าเจ้าสองตัวนั่นถึงได้กระตือรือร้นอยากไปช่วยถางป่าสร้างกำแพงกันเสียเหลือเกิน กล่าวห้ามไม่ให้คนงานคนอื่น ๆ ไปทำ”
“ไม่รู้ว่าจะเป็นไป๋หู่หรือชินหลงที่ทำได้มากกว่ากัน”
“เช่นนั้นเจ้ากับข้ามาลองทายเล่น ๆ ดูหรือไม่ว่าใครจะชนะ”
“ได้เช่นนั้นข้าขอทายว่าไป๋หู่จะต้องทำได้มากกว่า เพราะว่าไป๋หู่ช่วยข้าสร้างมาเยอะแล้วต้องมีความชำนาญมากกว่าเป็นแน่”
“แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น เพราะถึงอย่างไรทั้งสองก็มีพลังเท่าเทียมกัน อีกอย่างเมื่อวานชินหลงก็ได้ลองทำไปเยอะพอสมควรแล้วไม่แน่ว่าอาจจะทำได้มากกว่าก็เป็นได้”
แล้วจากนั้นเพ่ยอิงกับจินฟางก็มาดูพื้นที่ที่จะให้จินฟางเอาไว้ใช้ทดลองสร้างอะไรต่อมิอะไร เมื่อกำหนดได้แล้วว่าจะใช้พื้นที่ตรงไหน ทั้งคู่ก็ช่วยกันออกแบบว่าจะสร้างให้ออกมาเป็นอย่างไร
โดยที่เพ่ยอิงได้นำโต๊ะกับเก้าอี้พับได้ออกมากางแล้วจากนั้นก็เอากระดาษกับดินสอออกมาเพื่อช่วยกันออกแบบ
จนกระทั่งถึงยามเว่ย (13.00-14.59น.) พื้นที่กว่าหนึ่งหมื่นห้าพันหมู่ก็โล่งเตียนจนแทบไม่เหลือแม้แต่ต้นไม้สักต้น เห็นแต่เพียงพื้นที่โล่งเตียนและกำแพงเถาวัลย์ยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
“ข้าใช้พลังของข้าถางป่าพลิกหน้าดินได้มากกว่าเจ้า” ชินหลงกล่าว
“แต่ข้าสร้างรั้วกั้นขึ้นมาได้มากกว่าเจ้า” ไป๋หู่เถียง
“แต่พื้นที่ที่ข้าพลิกหน้าดินได้มากกว่าของเจ้าเป็นไหน ๆ ครั้งนี้ต้องเป็นข้าที่ชนะ” ชินหลงยังคงกล่าวออกมาอย่างไม่ยอม
“หนอย เจ้าไม่ได้พลิกหน้าดินได้เยอะกว่าข้าเสียสักเท่าไรนัก แต่ข้านี่สิต้องใช้ปราณในการสร้างรั้วมากกว่าเจ้ามากนัก เจ้าจะเอาพื้นที่อันน้อยนิดนั่นมาเทียบกับของข้าได้อย่างไร ครั้งนี้ต้องเป็นข้าที่ชนะ”
“แหม เจ้าเองก็แค่สร้างกำแพงออกมาได้มากกว่าข้าแค่นิดหน่อยอย่ามาทำเป็นพูด ไม่รู้ล่ะอย่างไรข้าก็ชนะ”
“ข้าชนะ!”
“ข้าชนะ!”
“เดี๋ยวก่อนพวกเจ้าทั้งสองหยุดเถียงกันก่อน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน” เพ่ยอิงที่นั่งออกออกแบบสถานที่อยู่กับจินฟางเอ่ยขัดเจ้าสองตัวที่กำลังเถียงกันอยู่ โดยที่จับใจความได้ว่าไป๋หู่น่าจะสร้างรั้วได้มากกว่า ส่วนชินหลงถางป่าพลิกหน้าดินได้มากกว่า
“พวกข้าอยากให้เจ้าสองคนช่วยกันตัดสินว่าระหว่างข้าที่สร้างรั้วได้มากกว่ากับเจ้านี่ที่ถางป่าพลิกหน้าดินได้มากกว่าใครจะเป็นผู้ชนะ” ไป๋หู่เอ่ยถามออกมาหลังจากที่เพ่ยอิงถามจบ
“เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ อย่างไรก็ต้องสร้างปราณครอบกำแพงอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าจะแบ่งให้พวกเจ้าทำคนละครึ่งหากใครเสร็จก่อนก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ”
“ดี/ได้” ทั้งสองตัวรีบตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
แล้วหลังจากนั้นเธอก็ได้ทำการแบ่งพื้นที่คนละครึ่งให้ทั้งสองตัว เมื่อแบ่งเสร็จทั้งสองตัวก็รีบไปครอบปราณให้กำแพงนั้นทันที
“พวกเราหรืออุตส่าห์สำรวจพื้นที่แล้วช่วยถางป่าสร้างกำแพงกันมาเสียตั้งนานยังทำกันไม่ได้ถึงไหน แต่พอเจ้าสองตัวนั่นมาทำกลับทำได้เสร็จโดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น” จินฟางกล่าวออกมาหลังจากที่ทั้งสองสหายจากไปแล้ว
“นี่ถ้าข้าไม่ได้เจ้าไป๋หู่ช่วยในหลาย ๆ อย่าง ที่นี่ก็คงยังไม่ใหญ่โตอย่างเช่นทุกวันนี้ แล้วนี่ยิ่งมีชินหลงเพิ่มขึ้นมาอีกตัวหนึ่งงานหลาย ๆ อย่างคงเสร็จได้รวดเร็วนัก”
“จริงอย่างที่เจ้าว่า และป่านนี้ข้ากับเจ้าก็คงจะยังไม่ได้เจอกัน”
“อืม ถ้าอย่างนั้นเรามาพักกันก่อนเถิด แล้วมารอดูว่าไป๋หู่หรือชินหลงจะเป็นคนครอบปราณเสร็จก่อนกัน”
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามการครอบปราณของทั้งสองก็เสร็จลงไป
“เจ้าว่าทั้งสองตัวจะทะเลาะกันมาอีกหรือไม่ที่ครอบปราณมาบรรจบพร้อมกันเช่นนี้” จินฟางเอ่ยถามเพ่ยอิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” เธอเอ่ยตอบกลับไป แล้วหลังจากนั้นไม่นานเกินรอ ทั้งคู่กลับมาพร้อมกับเถียงกันว่าตนเองเสร็จก่อนอย่างไม่มีใครยอมใคร
“พวกเจ้าสองคนเห็นใช่หรือไม่ว่าข้าเสร็จก่อน” ทั้งคู่เอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกัน
“ข้าเห็นว่าพวกเจ้าเสร็จพร้อมกัน” จินฟางเป็นฝ่ายเอ่ยตอบก่อน
“ข้าก็เห็นเช่นนั้น สรุปแล้วพวกเจ้าทั้งคู่เสมอกัน” เมื่อเธอกล่าวจบทั้งคู่ก็สะบัดหน้าหนีกันทันที แล้วทั้งคู่ก็หนีเข้าไปในมิติ
มันก็สมควรต้องกลับเข้ามิติไปแน่อยู่แล้ว เพราะเล่นแข่งกันสร้างกันขึ้นมารวดเร็วเช่นนั้นปราณในร่างคงจะหมดไปไม่น้อยเลยทีเดียว ถ้าหากอยู่ด้านนอกนี่ที่มีพลังวิญญาณน้อยเช่นนี้ไม่รู้อีกกี่ปีปราณจะกลับเข้ามาเท่าเดิม
“ข้าว่าที่ทำงานของเจ้าคงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะได้สร้าง”
“มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นแน่อยู่แล้ว พวกเขาเล่นใช้ปราณไปเสียมากขนาดนั้นเพื่อเอาชนะกัน คงจะต้องรอปราณฟื้นคืนมาอีกสักพักหนึ่งเลย”
ผ่านไปอีกกว่าหนึ่งเดือน...
งานในไร่ผลไม้กับในไร่หม่อนก็เป็นไปได้ด้วยดี แต่ทางลานส่งผักเห็นทีว่าจะมีเพิ่มมากขึ้น
จากที่ท่านลุงฝูมานำผักจากที่บ้านของเธอไปขายในเมืองหลวง ผักพวกนั้นก็ขายหมดไปตั้งแต่สามวันแรก ไม่เว้นแม้แต่ผักที่ผู้คนไม่เคยทานมาก่อน เพราะพวกเขาทานกันแต่ผักเดิม ๆ มานาน เมื่อมีผักใหม่มาให้ลิ้มลองก็ต้องมีความต้องการสูงเป็นธรรมดา เป็นเหตุให้ท่านลุงฝูต้องรีบส่งคนมาสั่งผักเพิ่ม อีกกว่าถึงสองรอบภายในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละครั้งก็สั่งเพิ่มขึ้นไปอีกกว่าหลายหมื่นชั่ง แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คนอยู่ดี
ตั้งแต่ที่ท่านลุงฝูมารับผักรอบที่สามด้วยตัวเองนั้น ก็ได้มีการพูดคุยปรึกษากับเธอและแม่ของเธอที่เป็นคนทำหน้าที่ดูแลทางด้านลานส่งผักว่า คนในเมืองหลวงมีความต้องการผักจากทางลานส่งผักบ้านเซี่ยเป็นอย่างมาก
เพราะด้วยคุณภาพและรสชาติทำให้ผู้คนที่ได้ลิ้มลองนั้นติดใจ จึงทำให้ผักจากที่นี่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้คนในเมืองหลวง ท่านลุงฝูจึงกลัวว่าผลผลิตจากทางลานส่งผักจะผลิตออกมาได้ไม่ทัน เพราะเขาจะสั่งผักไปขายเพิ่มเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้คนในเมืองหลวง
จึงเป็นเหตุให้เธอและครอบครัวต้องไปหาคนงานมาจากในเมืองเพิ่ม เพราะตอนนี้ก็ได้มีคนจากเมืองใกล้เคียงมาซื้อผักจากทางลานส่งผักกันหลายจวนแล้วเหมือนกัน อีกทั้งพ่อค้าที่มารับผักไปขายยังต่างแคว้นก็มีมาแล้วด้วยเช่นกัน
ตอนนี้เธอกับเหิงซานจึงเป็นที่รู้จักของพ่อค้าแม่ค้าทาสในตลาดไปเสียแล้วเพราะเธอไปหาซื้อทาสในตลาดครั้งละมาก ๆ นั่นเอง จนตอนนี้แทบจะไม่มีคนที่ตรงตามความต้องการของเธอแล้ว
แต่คนงานที่ต้องการใช้ก็ไม่พออยู่ดี แล้วไหนจะที่ดินที่ยังว่างอยู่อีกนั่นเล่า ครั้งนี้เธอก็ต้องไปเมืองหลวงอีกรอบเพื่อไปหาทาสมาเป็นคนงานเพิ่ม เป็นเหตุให้ต้องใช้งานไป๋หู่กับชินหลงให้ช่วยสร้างบ้านพักคนงานเพิ่มขึ้นมาโดยครั้งนี้จะให้ไปสร้างบ้านพักใกล้ ๆ กับที่ทำงานเลย
โดยจะมีการสร้างโรงครัวใกล้ ๆ กับสถานที่ตรงนั้นเพิ่มขึ้นด้วยโดยแต่ละโรงครัวจะมีแม่ครัวประจำอยู่ ซึ่งปกติพวกของในครัวและของจำเป็นที่ต้องใช้ เฟิงจูจะเป็นคนรับผิดชอบมาเบิกเงินกับท่านแม่เพื่อเข้าไปซื้อจากในเมือง แต่เมื่อมีคนงานมาเพิ่มเฟิงจูที่รับผิดชอบงานหลายอย่างในตอนนี้ก็มือพันกันจนแทบจะเป็นเกลียวอยู่แล้ว
แล้วครั้งนี้ที่เธอจะเข้าเมืองหลวงอีกรอบเพื่อไปหาคนงานเพิ่ม เฟิงจูคงทำงานไม่ทันเป็นแน่ เธอคงต้องหาผู้ช่วยมาให้เฟิงจูเสียแล้วล่ะหรือหากมีใครที่เฟิงจูหมายตาเอาไว้ก็ให้เจ้าตัวดึงตัวมาใช้งานได้เลย
ส่วนทางด้านของจินฟาง ตั้งแต่ที่สร้างที่ทำงานเสร็จเธอก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย ที่บ้านพักก็ไม่ได้กลับมาเพราะเจ้านั่นได้หอบเสื้อผ้าไปกินอยู่ที่ทำงานเลย เธอจึงสั่งให้คนนำอาหารไปส่งให้ด้วยเพราะมั่นใจได้เลยว่าถ้าไม่ให้คนนำไปให้เจ้านั่นคงได้อดตายอยู่ที่นั่นเป็นแน่
ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกเพราะเขาได้สร้างบ้านพักที่นั่นเอาไว้แล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบ้านพักที่นั่นจะได้เข้าไปอยู่บ้างหรือเปล่า แต่เธอขอเดาไว้เลยว่าน่าจะกินอยู่ที่ทำงานนั่นเลย เพราะด้วยนิสัยของเจ้าตัวคือตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่
ซึ่งก่อนที่เธอจะเข้าเมืองหลวงไปจึงอยากแวะไปหาด้วย เพราะไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะสร้างอะไรขึ้นมาถึงได้ไม่ออกมาพบเจอผู้คนเลยเช่นนี้ อีกอย่างเธอก็อยากไปถามด้วยว่าเขาจะเข้าเมืองหลวงไปพร้อมกับเธอด้วยหรือไม่
เมื่อเพ่ยอิงปั่นจักรยานไปตามทางที่เพิ่งจะได้สร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อไปยังที่ทำงานของจินฟางไม่นานก็มาถึง ซึ่งพอมาถึงที่นี่เธอก็ได้พบกับความเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
“มิใช่ว่าเจ้าจินฟางไม่ได้กินข้าวกินน้ำจนสิ้นใจไปแล้วหรอกนะ” เธอกล่าวขึ้นมาหลังจากที่เดินเข้ามาแล้วก็ได้พบเจอแต่ความเงียบสงบ
“เหตุใดเจ้าถึงได้ปากเสียเช่นนั้นเล่า” เป็นเสียงของจินฟางที่เดินเข้ามาจากทางด้านหลังเอ่ยถามขึ้น
“อ้าว ก็ข้าเห็นว่าที่นี่เงียบสงบยิ่ง คล้ายกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยแม้แต่น้อย” เธอเอ่ยตอบกลับไป
“เจ้าไม่คิดว่าข้าจะกลับไปพักที่บ้านบ้างหรอกหรือ”
“ก็ข้ารู้จักเจ้าดีว่าถ้าเจ้าตั้งใจทำงานไหน เจ้าก็จะทำงานนั้นจนกว่าจะเสร็จถ้าไม่เสร็จเจ้าก็จะเอาตัวไปมุ่งอยู่กับมันอย่างไรเล่า”
“ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ก็อาจจะใช่ แต่ว่าตอนนี้ข้าทำมันออกมาเสร็จแล้ว ข้าจึงกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียบ้าง เพราะไม่ได้อาบน้ำมาเสียหลายวัน”
“หืม...เสร็จแล้วหรือ ข้าอยากเห็นยิ่งนักว่าเจ้าสร้างอะไร ถึงได้ใช้เวลานานกว่าเกือบเดือนเช่นนี้”
“เช่นนั้นเจ้าก็ตามข้ามาดูเสียเลยแล้วกัน ถ้าเจ้าได้เห็นแล้วเจ้าจะต้องตกใจเป็นแน่”
“ให้มันจริงอย่างที่เจ้าว่ามาเถิด” หลังจากนั้นจินฟางก็เดินนำเพ่ยอิงไปยังสถานที่ที่เขาสร้างสิ่งปริศนาที่ว่าขึ้นมา
“ถึงแล้ว”
“แล้วไหนสิ่งที่เจ้าทำขึ้นมาเล่า” เพ่ยอิงเอ่ยถามขึ้นเพราะเมื่อเธอมาถึงก็ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากฉากกั้นอันหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้า
“ก็อยู่หลังฉากกั้นนี่อย่างไรเล่า เจ้าพร้อมแล้วหรือไม่”
“ข้าพร้อมตั้งนานแล้ว”
“เช่นนั้นข้าจะเปิดฉากกั้นแล้วนะ” กล่าวจบจินฟางก็เดินเข้าไปเปิดฉากกั้นทันที โดยที่ค่อย ๆ เปิดออกมาทีละนิดเพื่อที่จะให้เธอได้ลุ้น จนกระทั่งตรงหน้าของเพ่ยอิงนั้นไม่มีฉากกั้นอยู่ในสายตา
ซึ่งภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เพ่ยอิงถึงกับเบิกตากว้างขึ้นมาทันที