ใครจะคิดว่าการย้ายมารับตำแหน่งใหม่ครั้งนี้จะพบกับอุปสรรคมากมาย ด้วยวัยและวุฒิการศึกษาทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเธอไม่น้อยรู้สึกไม่เชื่อในฝีมือการทำงานและไม่ค่อยให้ความเคารพนับถือ พราวนารีได้แต่ทำใจและต้องพิสูจน์ตนเองให้ผ่านอุปสรรคก้าวแรกของการอยู่ในตำแหน่งที่สูงขั้นในสายงานให้ได้ เธอใช้เวลาพิสูจน์ความสามารถในการทำงานอยู่หลายเดือน ชีวิตของเธอที่ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่างจากบิดามารดา และมาบัดนี้ต้องมาห่างจากบุตรชายผู้เป็ที่รัก ชะตาของเธอแสนอาภัพนัก
จวบจนหนึ่งปี พราวนารีจึงได้รับการโยกย้ายสถานที่ทำงานอีกครั้ง แต่ทว่าการย้ายครั้งนี้เป็การย้ายไปอีกจังหวัดหนึ่งโดยไม่ได้ไปขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่เป็การย้ายไปโดยมีเงินเดือนที่สูงขึ้น ความลังเลใจถึงแม้จะมีบ้างแต่เธอก็ตัดสินใจไปแต่โดยดีเพราะเธอมีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ แฟนหนุ่มของเธอนั้นไม่สามารถแบ่งเบาภาระหนี้สินก้อนใหญ่ช่วยเธอได้สักนิดเลย ความเบื่อหน่ายบวกกับความห่างเหินเริ่มเกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้หญิงวัยยี่สิบเอ็ดปี
“โชคดีนะพราว กลับมากำแพงเพชรก็มาเที่ยวหากันบ้าง”
ลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมาเป็ระยะเวลาหนึ่งปีเอ่ยขึ้น พราวนารีร่ำลาทุกคนก่อนที่จะออกเดินทาง
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ให้ความร่วมมือในการทำงานเป็อย่างดี ขอให้พวกพี่โชคดีเช่นกัน”
หลังจากนั้นหนึ่งวัน พราวนารีก็ได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ห้างสรรพสินค้าที่เธอย้ายไปนี้เป็ห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ ทุกอย่างเหมือนเริ่มใหม่หมด ทั้งพนักงานที่รับมาใหม่ ต้องพากันไปอบรมที่ต่างจังหวัดเช่นเดียวกับที่เธอเคยมีประสบการณ์มาก่อน พราวนารีได้พบเจอมิตรภาพใหม่ๆ น้องๆ พนักงานที่สาขาใหม่นั้นเป็คนน่ารักและเธอก็เข้ากับทุกคนได้เป็อย่างดี
พราวนารีทำงานอย่างหนักเพราะเป็การเปิดสาขาใหม่ พอกลับถึงห้องพักก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนละเลยที่จะติดต่อกับทางบ้าน ความห่างเหินระหว่างแฟนหนุ่มกับบุตรชายจึงมีมากขึ้น แต่ทุกวันหยุดยาวที่เธอใช้ลาพักร้อนเธอก็ไม่พลาดสักครั้งที่จะนั่งรถโดยสารกลับบ้าน การเดินทางจากอีกจังหวัดสู่อีกจังหวัดแน่นอนว่ามันช่างยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่พอคิดถึงใบหน้าของคนที่รออยู่ที่บ้านแล้ว พราวนารีก็มีกำลังใจอยู่เสมอ
“แม่ครับ…..”
เด็กชายวัยสามขวบวิ่งเข้าหาอ้อมกอดของมารดา พราวนารีน้ำตาไหลออกมาพร้อมทั้งโอบกอดบุตรชายด้วยความคิดถึง แฟนหนุ่มที่ไปรับเธอจากสถานีขนส่งผู้โดยสารก็กลับไปทำงานต่อ เขาทำงานเป็ช่างเชื่อม แม้จะไม่ใช่สายที่เขาเรียนมาแต่เขาก็ทำงานออกมาได้เป็อย่างดี
“ลูกชายของแม่ คิดถึงหนูที่สุด เป็เด็กดีไหมครับ” เธอเอ่ยถามบุตรชายวัยช่างเจรจาออกมา
“ผมสบายดีครับ”
เด็กน้อยตอบมารดาตามประสา ใบหน้าน้อยๆ ถูไถไปกับลำคอของมารดาด้วยความเขินอาย การไม่ได้อยู่กับลูกนานๆ มันทำให้พราวนารีรู้สึกถึงความห่างเหิน บุตรชายไม่นอนกับเธอในเวลากลางคืน แต่เลือกนอนกับผู้เป็ย่าแทน
การที่เธอกลับมาบ้านครั้งนี้มันทำให้เธอได้รู้ว่าการที่เธอไม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเองนั้นมันแย่ขนาดไหน ความใกล้ชิดของเธอกับลูกก็มีน้อยลง พ่อของลูกแสดงให้เห็นว่าเขาเป็พ่อที่ไม่เหมาะจะเป็พ่อเลยเสียด้วยซ้ำ วันๆ เอาแต่ติดเพื่อน แทนที่เลิกงานจะกลับบ้านเร็ว เขากลับเลือกที่จะสังสรรค์นั่งดื่มกับเพื่อนแทน
ความเบื่อหน่ายค่อยๆ สะสมมาเรื่อย ๆ จนบุตรชายอายุได้ห้าปี เธอได้ย้ายสถานที่ทำงานอีกครั้ง แต่การย้ายมาในครั้งนี้เธอย้ายมาในตำแหน่งงานใหม่ที่สูงขึ้นไปอีกขั้น ฟังดูชีวิตของเธอเหมือนจะประสบความสำเร็จ เธอมีเงินเดือนหมื่นห้าในยุคที่ของกินของใช้ราคาถูก เธอเป็หัวหน้าระดับบริหารในขณะที่เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันยังเรียนไม่จบ แต่นี่ไม่ใช่ชีวิตในแบบที่พราวนารีใฝ่ฝัน
หญิงสาวขยันเข้าวัดทำบุญเรื่อยมา และทุกครั้งเธอจะตั้งจิตอธิษฐานหากเธอได้มีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในชาติพบหน้าเธอจะตั้งใจร่ำเรียนหนังสือ ไม่สนใจเื่รักใคร่ มุ่งมั่นทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว และมีครอบครัวในวันที่พร้อมไม่ใช่เหมือนในตอนนี้ที่ชีวิตครอบครัวของเธอกำลังจะพังลงเพราะความเห็นแก่ตัวของแฟนหนุ่มที่อยากจะให้เธอกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับเขาและบุตรชายที่บ้าน
ทั้งสองทะเลาะกันเพราะความไม่เข้าใจกันและความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันมันทำให้ทั้งสองแตกหัก พราวนารีตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับพ่อของลูก ดีที่ว่าเขาและเธอไม่ได้จดทะเบียนสมรส การแยกทางกันจึงไม่ใช่เื่ที่ทำยุ่งยาก จะมีเพียงแค่เื่ลูกชายเท่านั้นที่ทั้งสองต้องดูแลร่วมกัน
ชีวิตของพราวนารีที่มีหน้าที่การงานที่ดีแต่เสียครอบครัวไป ครอบครัวที่เกิดมาจากความไม่พร้อมแต่เธอก็รักบุตรชายหมดทั้งหัวใจ ประกันชีวิตของเธอยกให้บุตรชายทั้งหมด จะมีบางส่วนที่บิดามารดาได้รับไปบ้าง เพราะถึงอย่างไรพวกท่านก็เลี้ยงเธอมาด้วยความรัก แม้จะเป็่ระยะเวลาสั้น ๆ ที่เธอได้มีความสุข แต่ถ้าไม่มีพวกท่านเธอก็ไม่มีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ชีวิตนี้มันจะลำบากและอาภัพขนาดไหนเธอก็จะสู้ต่อ เพื่อความสุขสบายของบุตรชายเพียงคนเดียว
“พี่พราว วันนี้ช่างจะมาดูแอร์ ผู้จัดการบอกว่าให้พี่รอก่อน” พนักงานคนหนึ่งที่ทำงานกับหญิงสาวบอกผู้จัดการแผนกคนเก่ง
“อ๋อ…. จ้า เดี๋ยวพี่อยู่เอง” ผู้จัดการแผนกสาวตอบ วันนี้เธอทำหน้าที่ปิดประตูและเช็กความเรียบร้อยก่อนห้างปิด
“เดี๋ยวหนูอยู่เป็เพื่อนจ้ะ” เด็กในแผนกของเธอบอกด้วยรอยยิ้ม
“ขอบใจนะ ถ้าแฟนของเธอไม่ว่าก็อยู่เป็เพื่อนพี่ก็ได้”
พราวนารีแซวเด็กสาวที่แฟนมารอรับทุกวันหลังเลิกงาน เธอไม่มีโมเมนต์แบบนี้มานานแล้ว และที่สำคัญตอนนี้เธอก็กลับมาโสดเต็มตัว ในขณะที่พ่อของลูกพยายามหาแม่ใหม่ให้ลูกเสียแล้ว
หลังจากที่รอช่างซ่อมแอร์จนเสร็จ พราวนารีจึงทำหน้าที่ของตนเป็ครั้งสุดท้ายของงานที่ได้รับมอบหมายในวันนี้คือปิดประตูห้างสรรพสินค้า แล้วร่ำลากับเด็กสาว ลูกน้องในแผนกของเธอ ตอนนี้หญิงสาวได้รถยนต์ที่ใช้เงินของเธอดาวน์และส่งทุกเดือนมาไว้ใช้จากการเลิกรากับแฟนหนุ่มผู้ที่เป็บิดาของบุตรชายของเธอ
เธอเดินไปที่รถก่อนที่จะปลดล็อกด้วยกุญแจ มือบางเปิดประตูออกแล้วเข้าไปนั่งข้างใน เธอไม่ลืมที่จะคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยอยู่เสมอ รถยนต์คันกลางเก่ากลางใหม่ถูกขับเคลื่อนออกจากบริเวณลานจอดรถสำหรับพนักงานไปไม่เร็วมากเพราะเธอเน้นความปลอดภัย หญิงสาวเหลือบมองรูปของบุตรชายที่ติดอยู่บนกระจกมองหลัง รอยยิ้มหวานผุดออกมาจากใบหน้างามตามวัย แต่ใครเล่าจะรู้ว่าคืนนี้เธอนั้นจะโชคร้าย เพราะวันนี้ดันกลายมาเป็วันสุดท้ายของชีวิต เสียงสัญญาณไซเรนของกู้ภัยดังมาแต่ไกล ร่างบางถูกนำออกมาจากรถยนต์ในสภาพที่โชกเื เธอสิ้นลมทันทีจากเหล็กแหลมที่ทิ่มแทงเข้ามาที่กลางอก
ข่าวการเสียชีวิตของเธอถูกถ่ายทอดออกไปตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ จนครอบครัวและญาติพี่น้องรู้ข่าว รวมไปถึงเพื่อนร่วมงานของเธอด้วย บิดามารดาของเธอร้องไห้จวนจะขาดใจ ทุกสิ่งทุกอย่างทุกการกระทำของทุกคนอยู่ในสายตาของดวงิญญาพราวนารีตลอด น้ำตาของเธอไหลออกมาทันทีที่เห็นร่างของตนเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลสภาพโชกเื หน้าอกที่เคยสวยงามถูกทิ่มแทงจนเป็รู ญาติพี่น้องที่อยู่ไม่ไกลจากอำเภอที่เธอทำงานมากนักรุดหน้ากันมารับร่างของเธอ
หมอกควันสีขาวปรากฏต่อหน้าดวงิญญาของพราวนารี ร่างกายสีแดงของุ์ที่มีรูปร่างประหลาดปรากฎกายให้เธอได้เห็น ดวงิญญาของเธอสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ความห่วง ความกังวลยังคงมีอยู่กับคนที่ยังอยู่บนโลก บุตรชายตัวน้อยของเธอต้องมาขาดมารดาไปชั่วนิจนิรันดร์
“นางสาวพราวนารี ดวงรักษ์ ชาตะวันที่ 20 กันยายน 2520 อายุยี่สิบห้าปี สิ้นอายุขัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์วันที่ 21 กันยายน 2545 เวลาตีหนึ่งห้านาทีสี่สิบวินาที พราวนารีข้ามารับเ้าไปฟังคำตัดสินชะตาดวงิญญาของเ้าที่ยมโลก”
เสียงเยือกเย็นดังมาจากบุรุษร่างใหญ่โตที่มีกายสีแดงฉานราวกับเป็ตัวประหลาด น้ำตาของดวงิญญาไหลลงมาอาบแก้ม เธอไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะทำบุญในชาตินี้มาเพียงเท่านี้ แต่เธอจะจากไปโดยที่ยังไม่ทันได้ร่ำลาครอบครัวเลยได้อย่างไร บุตรชายตัวน้อยของเธอจะเสียใจขนาดไหนที่ต้องมาสูญเสียมารดาไปอย่างกะทันหัน
“ท่านเ้าขา… ขอดิฉันได้ร่ำลาบุตรชายและครอบครัวก่อนจากโลกใบนี้ไปได้ไหมเ้าคะ”
คำอ้อนวอนของิญญาสาวทำเอาสองผู้เชิญดวงิญญาหนักใจไม่น้อย แต่ความดีที่หญิงสาวได้กระทำเอาไว้มีอยู่มากท่านทั้งสองจึงอนุโลมให้เธอได้เฝ้ามองและร่ำลาครอบครัวจนกว่าร่างของเธอจะถูกเผาไป
“ข้าให้เวลาเ้าจวบจนกระทั่งร่างของเ้าถูกไฟผลาญจนกลายเป็เถ้าถ่านแล้ว ข้าสองตนจะมารับเ้าอีกครั้งหนึ่ง จงจำไว้อย่าได้หลีกหนีเป็อันขาด มิเช่นนั้นเ้าจะถูกนรกเผาผลาญดวงิญญาจนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”
ถึงแม้จะมีความเมตตาแต่สองยมทูตก็มิได้อ่อนข้อให้ดวงิญญามากจนเกินไป ท่านทั้งสองจึงได้ขู่ิญญาสาวเอาไว้ดีกว่ามาตามแก้กันภายหลัง
“เ้าค่ะ…ดิฉันจะไม่หนี และจะยอมตามพวกท่านไปสู่นรกภูมิเพื่อฟังคำตัดสินชะตาของดิฉัน”
เธอยกมือไหว้ทั้งน้ำตา หมอกควันค่อยๆ จางหายไป ดวงิญญาของเธอจึงได้หายไปจากร่างที่ไร้ิญญาของเธอเช่นกัน
ภาพความโศกเศร้าทำให้ดวงิญญาของพราวนารีเศร้าโศกไม่แพ้กัน บุตรชายตัวน้อยพอรู้ข่าวมารดาก็รีบรบเร้าให้บิดาและปู่ย่าพามาหามารดา ิญญาหญิงสาวพยายามจะเข้าไปในบริเวณบ้านของอดีตแฟนแต่ก็ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้เพราะท่านเ้าที่ไม่อนุญาต เสียงร้องไห้ของิญญาสาวดังไปทั่ว สุนัขที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันเห่าหอนเกรียวกราว
งานศพของเธอถูกจัดขึ้นที่บ้านเกิดเมืองนอน บิดามารดาร้องไห้ยืนต้อนรับแขกอยู่ที่หน้างาน ภาพหน้าโลงศพเป็รูปที่เธอถ่ายเอาไว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข อดีตแฟนจุดธูปไหว้ขออโหสิกรรมต่อเธอ ิญญาสาวยกมือไหว้อโหสิกรรมให้จากใจจริง ก่อนที่จะพยายามัับุตรชาย แต่ดวงิญญาก็คือดวงิญญาที่มีเพียงดวงจิตแต่ไร้ซึ่งร่างกาย มิอาจััสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ได้ การตายทำให้เธอได้เห็นว่ามีคนมากมายที่รักเธอ แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะมาแสดงออกว่ารักในวันที่เธอไม่อยู่แล้ว อาหารคาวหวานที่เธอชอบมากมายถูกจัดวางหน้าโลงศพ แต่จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อเธอทานมันไม่ได้ คำว่ารักที่เธอเคยไขว่คว้าตามหา จะมีประโยชน์อันใดเมื่อมาบอกว่ารักเธอในวันนี้…ไร้ซึ่งประโยชน์แล้วในวันที่จากไป
งานฌาปนกิจศพของพราวนารีถูกจัดขึ้นหลังจากพระสวดอภิธรรมเพียงสองคืน สิ่งที่เธอทิ้งเอาไว้ก็คือความดีและเงินมรดกที่ส่งต่อให้บิดามารดาและบุตรชาย ภาพสุดท้ายของหญิงสาวบนเชิงตะกอนทำเอาน้ำตาของบุตรชายและครอบครัวหลั่งรินลงมาอาบใบหน้าด้วยความอาลัย ใครเล่าจะรู้ว่าชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งจะสั้นเพียงเท่านี้ ชีวิตที่ยังไม่เคยได้พบเจอกับความสุขจริงๆ เลยสักครั้งแต่ต้องมาลาจากแบบที่ไม่ทันได้ร่ำลา
แสงไฟแดงฉานค่อยๆ เผาร่างที่เคยงดงามแต่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็เถ้าถ่านเช่นกัน พราวนารีร่ำลาบุตรชายและกราบลาบิดามารดาเป็ครั้งสุดท้าย ควันจากปล่องเมรุเป็การบ่งบอกว่านางสาวพราวนารี ดวงรักษ์ได้ลาจากโลกใบนี้ไปจริงๆ แล้ว หมอกควันสีขาวพวยพุ่งปรากฏต่อหน้าดวงิญญาของพราวนารี เธอมองไปที่ครอบครัวและบุตรชายอีกครั้งก่อนที่จะยินยอมตามสองยมทูตไปแต่โดยดี
รวยหรือจน หนีไม่พ้น การลาจาก สิ่งที่ยาก คือพลัดพราก คนข้างหลัง
ลาจากแล้ว ไม่ได้พบ ชั่วนิรันดร์ ลาจากกัน ตลอดภพ จบชีวา