“นี่ก็ผ่านมายี่สิบวันแล้ว ยังไม่มีการเคลื่อนไหวจากเด็กคนนั้นเลย!!”
ภายในลานตระกูล จาง , จาง เจี่ยน และ จาง คง กำลังนั่งร่วมโต๊ะดื่มชาเบาๆ อย่างละเมียด และปล่อยให้กลิ่นหอมไหลผ่านลำคอเข้าไปอย่างแผ่วเบา
“เขาจะทำสำเร็จง่ายๆ ได้อย่างไร!? นั่นเป็นเงินตั้งเก้าหมื่นตำลึงทอง มันไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ เลยนะ!! มันคิดหรือว่าเงินจำนวนนั้นจะปรากฏขึ้นมาในอากาศได้ตามที่ต้องการ!?”
จาง คง กล่าวพลางพยักหน้าเบาๆ ขณะที่ถือถ้วยชาไว้ในมือด้วยใบหน้าอิ่มเอม
“ถึงอำนาจบารมีของท่าน จิ่วกง ตระกูล หวัง จะไม่มีทางเสื่อมถอย แต่พวกเขาก็ไม่อาจหาเงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองได้แน่!! แม้แต่ตระกูล จาง ของเราที่มีความมั่งคั่ง และประวัติมายาวนาน ก็ยังไม่อาจหาเงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองมาได้ภายในหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ แล้วเช่นนั้นมันจะทำสำเร็จได้อย่างไร!?”
พวกเขาเฝ้าดูสัญญาแร่ไฮเดอราบาดที่ถูกร่างขึ้นมาโดยหอตรวจการณ์ต้าหลี่อย่างใกล้ชิด
ในมุมมองของพวกเขา หวัง ชง ไม่มีทางทำตามสัญญาได้สำเร็จแน่นอน
“น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นหยิ่งผยองเกินไป!! หากเขายอมรับข้อเสนอของเราคงไม่เป็นแบบนี้ มันไม่เพียงแต่ไม่ต้องล้มเหลวในการค้าขาย และยังต้องหาเงินจำนวนมากตามสัญญาเช่นนั้น!!”
จาง คง กล่าวพลางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า โดยที่ฝ่ามือของเขาลูบไปบนเคราอย่างแผ่วเบา
แต่เดิมแล้ว ทันทีที่พวกเขาไปยังร้านขายเครื่องประดับหินโมราสีขาว และพบว่าตระกูล หวัง ซื้อแร่ไฮเดอราบาดไปทั้งหมด มันทำให้พวกเขาตกตะลึงอย่างมาก
หลังจากเฝ้าดูสถานการณ์มาได้สักระยะ มันก็ทำให้พวกเขาผ่อนคลายความวิตก
ในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ชื่อเสียงของท่าน จิ่วกง นั้นเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง หากตระกูล หวัง ซื้อแร่ไฮเดอราบาดทั้งหมดไปแล้วจริงๆ มันก็เท่ากับความล้มเหลวของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ด้วยสัญญาที่ต้องจ่ายเงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการขัดขวางเพียงชั่วคราวสำหรับพวกเขาเท่านั้น
ไม่ว่าตระกูล หวัง จะมีชื่อเสียงมากเพียงใด ก็ไม่มีทางหาเงินกว่าหนึ่งแสนตำลึงทองได้ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน และสุดท้ายแล้วแร่ไฮเดอราบาดจะต้องตกอยู่ในมือของตระกูล จาง แน่นอน
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอีกเพียงไม่นานเท่านั้น
“ข้าก็ยังไม่เข้าในการกระทำของทายาทของท่าน จิ่วกง อยู่ดี ท่าน จิ่วกง ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของท่านให้กับราชสำนัก และการทหาร ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าท่านจะสนใจในเรื่องเหมืองแร่ แต่เดิมที่ข้าได้ยินว่าตระกูล หวัง ซื้อแร่จากไต้ซือทั้งสองก็คิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกด้วยซ้ำ!! ทำไมพวกเขาถึงต้องซื้อแร่จากไต้ซือทั้งสองเช่นนั้น!?”
จาง เจี่ยน กล่าวถามออกมาด้วยความสับสน
“บางทีอาจเป็นท่าน จิ่วกง ที่คอยแนะนำหลานชายของท่านอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้!!”
“หากว่ามีอะไรเกิดขึ้น ตระกูล จาง ของเราจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกเราไม่อาจปล่อยให้ชื่อเสียงของท่าน จิ่วกง แปดเปื้อนได้!!”
จาง คง กล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
“นี่ก็เป็นความตั้งใจของท่านผู้นำตระกูลของเราด้วยเช่นกัน!!”
จาง เจี่ยน พยักหน้าเห็นด้วย
ท่าน จิ่วกง เป็นขุนนางที่มีความรับผิดชอบสูงมาก หากไม่ใช่เพราะพยายามของท่าน บางทีโลกนี้อาจอยู่ภายใต้ความโกลาหลไปแล้วก็ว่าได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนนับถือท่าน จิ่วกง
***** ตึ่ก ตึ่ก *****
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ข้ารับใช้ของตระกูล จาง คนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาพร้อมกระซิบบางอย่างไปยังพวกเขา
“อะไรนะ!? มีบางคนกำลังขายดาบอยู่ที่โรงเตี๊ยมวิหคเงินงั้นรึ!?”
จาง เจี่ยน โพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ
“มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนขายดาบไม่ใช่หรือ!?”
จาง คง กล่าวออกมาอย่างไม่แยแส ขณะที่เขาจิบชาเบาๆ เพราะหากคำนึงถึงความมั่งคั่งของคนที่ไปยังโรงเตี๊ยมวิหคเงินแล้ว มันก็ไม่แปลกที่จะมีคนมาขายดาบที่นั่น
“หกร้อยตำลึงทอง!! ราคานี้ถูกเขียนเอาไว้พร้อมกับไม่ให้ใครได้เห็นดาบที่จะขาย!?”
“อะไรนะ!?”
จาง คง สำลักชาออกจากปาก มันไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนขายดาบ แต่มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างมาก หากว่ามีคนขายดาบในราคาหกร้อยตำลึงทองต่อหนึ่งเล่ม
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสร้างดาบ และขายได้ในราคาสูงเช่นนั้น ตระกูล จาง ก็เป็นหนึ่งในนั้น
“นี่เป็นคนจากตระกูลใดกัน!? พวกมันไม่รู้หรือว่าที่นี่เป็นอาณาเขตของพวกเรา และตระกูล หวง , ตระกูล เฉิง , ตระกูล หลี่ และตระกูล หลู่!?”
จาง คง กล่าวถาม เพราะหากคนที่ขายดาบเป็นคนของตระกูล หวง , ตระกูล เฉิง หรืออีกสองตระกูล ก็ไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ให้กับพวกเขารับรู้แต่อย่างใด
“พวกเขาอาจจะส่งตัวแทนไปที่โรงเตี๊ยมวิหคเงิน แต่พอรู้ว่ากำลังถูกจับตาดูอยู่ ก็เลยส่งคนมาแจ้งพวกเรา!!”
จาง เจี่ยน กล่าว
ใบหน้าของ จาง คง กลับแขวนไว้ด้วยรอยย่นจากความครุ่นคิดอย่างกะทันหัน
ภายในหมู่ช่างตีเหล็กมีสัญญาที่ไม่ถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ มันเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว
การค้าขายอาวุธภายในเมืองหลวงนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูล จาง , หวง , เฉิง , หลู่ และตระกูล หลี่
ไม่ใช่ว่าพวกเขาทั้งห้าตระกูลจะยึดครองการค้าขายอาวุธ แต่ตราบใดก็ตามที่กลุ่มช่างตีเหล็กกลุ่มใหม่ ต้องการที่จะขายอาวุธในเมืองหลวง พวกเขาจำเป็นต้องแจ้งให้กับทั้งห้าตระกูลรับรู้เสียก่อน
และไม่ใช่ว่าพวกเขามีสิทธิ์พิเศษในการค้าขาย แต่นี่เป็นกฎหมู่ที่ไม่ได้ถูกร่างเอาไว้
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ไปยังต่างแดน การจะซื้อขายอาวุธ ก็ควรแจ้งให้กับช่างตีเหล็กในอาณาเขตนั้นๆ รับรู้
นี่เป็นกฎที่ช่างตีเหล็กทุกๆ คนรู้กันทั่วไป
ดูเหมือนว่ากลุ่มที่มาประกาศขายนี้จะไร้ซึ่งอารยธรรมอย่างมาก
“เราไปดูกันเถอะ!!”
จาง คง กล่าวพลางสวมเสื้อคลุมของเขา พร้อมกับที่ จาง เจี่ยน วางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะก่อนจะก้าวออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
....................
ตำหนักหลังใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างงดงาม
หากมีใครกำลังมองไปด้านบน จะสามารถมองเห็นวิคสีเงินตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนหลังคาของตำหนัก
เช่นเดียวกับโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล ที่นี่เป็นสถานที่ที่ใช้กิน และดื่ม แต่ทว่าด้วยความงดงามของที่นี่ มันจึงทำให้คนที่มาที่นี่มีความมั่งคั่งสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างเกิดขึ้นกับโรงเตี๊ยมวิหคเงินในวันนี้
ด้านหน้าทางเข้ามีกองโลหะสองกองที่สูงขึ้นไปสองเมตร ห่างจากกันหนึ่งเมตรตั้งอยู่
ด้านบนมีป้ายขนาดใหญ่ซึ่งมีดาบยาวสามฉื่อที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยผ้าสี่ดำแขวนเอาไว้
บนป้ายมีตัวอักษรเขียนเอาไว้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น มันเป็นคำว่า
“หกร้อยตำลึงทอง!!”
กองโลหะสูง และป้ายนี้ได้ดึงดูดผู้คนโดยรอบจำนวนมาก หลายคนต่างเข้ามามุงดูพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ไม่อนุญาตให้เห็น และสัมผัส แล้วเช่นนี้จะขายได้อย่างไร!?”
“หกร้อยตำลึงทองงั้นรึ!! นี่พวกเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!! ทำไมไม่ปล้นข้าไปเลยเล่า!?”
“โรงเตี๊ยมวิหคเงินกำลังทำอะไรกันแน่ ถึงได้แขวนป้ายขายดาบไว้ด้านหน้าเช่นนี้ พวกเขาต้องการจะขายมันจริงๆ หรือ!?”
……….
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมวิหคเงิน เว่ย ฮ่าว กำลังจ้องมองไปยังผู้คนด้านล่าง คำกล่าวเย้ยหยันเหล่านั้นเปรียบได้กับมีดที่กำลังกรีดแทงลงบนแผ่นหลังของเขาก็ว่าได้
เขาเป็นนายน้อยแห่งโรงเตี๊ยมวิหคเงิน และเขาก็เป็นคนที่แขวนป้ายขายดาบเอาไว้ด้านหน้า ดังนั้นมันจึงทำให้ขารู้สึกว่ากำลังถูกเหยียดหยามอยู่
“หวัง ชง นี่มันจะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ!?”
เว่ย ฮ่าว กล่าวถามออกมาด้วยความกังวล
“โรงเตี๊ยมวิหคเงินเป็นสถานที่กินดื่มเท่านั้น ทำไมพวกเราไม่หาที่ตั้งขายอาวุธที่เหมาะกว่านี่ล่ะ!?”
“ไม่จำเป็น ที่นี่เหมาะแล้ว!!”
หวัง ชง ส่ายศีรษะไปมาเบาๆ แววตาของเขาสะท้อนให้เห็นความแน่วแน่อย่างชัดเจน บางครั้ง เว่ย ฮ่าว ก็รู้สึกอิจฉาอยู่ไม่น้อย เพราะดูเหมือนว่า หวัง ชง จะไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
“แต่ว่ามันจะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ!? คนที่มาที่นี่ต่างก็มาเพื่อกิน และดื่ม พวกเขาจะซื้อดาบได้อย่างไร อีกอย่างราคาแค่หกร้อยตำลึงทองต่อหนึ่งเล่มแบบนี้ แล้วพวกเราจะรวบรวมเงินได้ถึงเก้าหมื่นตำลึงทองได้อย่างไร!?”
อย่างไรก็ตาม ตรงข้ามกับท่าทีของ หวัง ชง , เว่ย ฮ่าว กลับเป็นกังวลอย่างมาก เขาไม่มั่นใจแม้แต่นิดเดียวว่าจะสามารถขายดาบได้ และยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกว่าราคาหกร้อยตำลึงทองเช่นนี้มันไม่เพียงพอแม้แต่นิดเดียว
หลังจากทั้งหมดแล้ว หวัง ชง ก็มีหนี้อยู่กว่าเก้าหมื่นตำลึงทอง
“ไม่ต้องห่วง เราจะสามารถเรียกราคาที่ต้องการได้!!”
หวัง ชง กล่าวออกมาอย่างไม่แยแส ขณะที่ยังกินและดื่มอย่างเงียบๆ
แต่เดิมแล้วย่อมไม่มีทางที่จะรวบรวมเงินได้ถึงเก้าหมื่นตำลึงทองแน่นอน
โดยปกติแล้วนั้น ดาบที่มีชื่อเสียงจะขายได้ในราคาหกร้อยถึงเจ็ดร้อยตำลึงทอง มากสุดก็ไม่เกินหนึ่งพันตำลึงทองเท่านั้น
หากว่าเป็นเพียงแค่ดาบเหล็กทั่วๆ ไปก็จะขายได้เพียงแค่ไม่กี่ตำลึงเงินเท่านั้น ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถขายดาบเหล็กหวู่จือในราคาสูงได้
อย่างน้อยต้องใช้เวลามากกว่าหกถึงเจ็ดปี จึงจะสามารถขายดาบเหล็กหวู่จือให้ได้ราคาสูง
หวัง ชง จึงได้ตัดสินใจที่จะไม่ใช้วิธีการขายตามปกติ แต่เลือกที่จะใช้วิธีที่แตกต่างออกไป
และโรงเตี๊ยมวิหคเงินก็เป็นส่วนสำคัญในแผนการของเขา
ที่นี่อาจไม่ใช่สถานที่ที่ดีในการขายดาบ แต่ หวัง ชง รู้ดีว่าที่นี่มีข้อได้เปรียบซึ่งที่อื่นไม่อาจเทียบได้
นั่นก็คือ กองทัพของต้าถัง
โรงเตี๊ยมวิหคเงินตั้งอยู่ห่างจากประตูพระราชวังเพียงหนึ่งร้อยจ้างเท่านั้น ภายในนั้นมีกองทัพของต้าถังอาศัยอยู่
เหตุผลที่ทำให้โรงเตี๊ยมวิหคเงินมีชื่อเสียงมากกว่าโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล ก็เป็นเพราะว่าคนของกองทัพมักจะมากินดื่มที่นี่หลังจากลาดตระเวนเสร็จสิ้น
เหล้าเป็นสิ่งต้องห้ามภายในกองทัพ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเวลาผ่อนคลายเพียงเล็กน้อยขณะที่ผลัดเปลี่ยนเวรเท่านั้น
ดังนั้น ด้วยเงินของพวกเขามันจึงทำให้กิจการของโรงเตี๊ยมวิหคเงินเติบโตได้รวดเร็วมาก
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่สิ่งที่ หวัง ชง มุ่งหวัง จากความทรงจำในช่วงชีวิตที่แล้วของเขานั้น ผู้ซื้อที่ดีที่สุดคือแม่ทัพของกองกำลังทหารของต้าถัง
ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา อาวุธเหล็กหวู่จือจากอาหรับมีราคาแพงขึ้นกว่าหลายหมื่นตำลึงทอง เป็นเพราะเหล่าแม่ทัพต่างมองว่าดาบเป็นชีวิตของพวกเขา
มีเพียงดาบที่งดงาม และแข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะคู่ควรกับตำแหน่งของพวกเขาเหล่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงยินดีที่จะจ่ายให้กับดาบที่มีค่าเพียงพอสำหรับตน
ในด้านนี้ แม้แต่พ่อค้าที่มั่งคั่งก็ไม่อาจเทียบกำลังซื้อของพวกเขาได้
ความจริงแล้วแม่ทัพแต่ละคนล้วนแล้วแต่มาจากตระกูลที่มั่งคั่งแทบทั้งสิ้น
หวัง ชง รู้ว่าทางเดียวที่เขาจะสามารถรวบรวมเงินได้กว่าหนึ่งแสนตำลึงทองนั้น ก็คือการขายดาบให้กับแม่ทัพของต้าถัง
ที่จริงแล้วเป้าหมายของเขาในการขายแร่ไฮเดอราบาด ก็คือกองทัพของอาณาจักรตั้งแต่ต้น
ตราบใดที่สินค้ามีคุณภาพสูง พวกเขาก็ยินดีที่จะจ่าย แม้ว่าจะมีราคาแพงก็ตาม
และอย่างไรก็ตาม ด้วยความหวาดกลัวต่อกองทัพของอาณาจักร มันจึงทำให้ผู้ค้าคนอื่นๆ ไม่กล้าเข้าใกล้คนจากกองทัพนัก นอกจาก หวัง ชง แล้วก็ไม่มีใครเล็งเห็นผู้ซื้อที่มีศักยภาพเช่นนี้อีกแล้ว
นี่เป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งที่ หวัง ชง มี และเขาก็ไม่มีทางปริปากบอกใครอย่างแน่นอน
.........................