ตอนที่ 11 ฝึกฝนอย่างหนัก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมื่อเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาท่าร่างเฟิร์สก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการบ่มเพาะ
เพราะพลังสปีริตที่เขาใช้กับวิชาท่าร่างนั้นได้หมดลงอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่เกมส์เขาจึงไม่สามารถมองเห็นถึงแถบพลังว่ามันเหลืออยู่เท่าไหร่ และใช้ไปเท่าไหร่
ทั้งหมดนี้ล้วนใช้แต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น
ซึ่งในตอนนี้เขาก็รู้สึกว่าพลังสปีริตของเขาไม่เพียงพอที่จะใช้วิชาท่าร่างย่างก้าวกระบี่เป็เวลานาน
“ยังไงก็ตามการบ่มเพาะล้วนเป็พื้นฐานของการฝึกฝน”เฟิร์สส่ายศีรษะพร้อมกับนั่งฟื้นฟูพลังสปีริตโดยการโคจรเคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยภายในร่าง
ด้วยอำนาจของเคล็ดวิชาบ่มเพาะนี้ทำให้เขาฟื้นฟูพลังสปีริตภายในร่างได้รวดเร็วกว่าเวเนเตอร์คนอื่นหลายเท่า
หากเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพลังสปีริตอย่างภายในพื้นที่อบิสการบ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชานี้ย่อมสามารถทำให้เขาดูดซับพลังสปีริตเข้าไปในร่างด้วยอีกด้วยซึ่งการดูดซับนี้แม้จะด้อยกว่าการดูดซับแกนสปีริตไปบ้างแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เวเนเตอร์คนอื่นจะทำได้
หลังจากพักฟื้นแล้วเฟิร์สก็เริ่มที่จะฝึกฝนวิถีกระบี่ต่อ
เขาใช้เคล็ดวิชาท่าร่างย่างก้าวกระบี่ะโเหินครั้งหนึ่งร่างของเขาก็ลอยสูงมากกว่าสองเมตรแล้วเด็ดกิ่งไม้กิ่งหนึ่งออกมาได้อย่างง่ายดาย
เฟิร์สรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ของการฝึกฝนเคล็ดวิชาท่าร่างไม่น้อย
สำหรับเขาในตอนนี้หากนำไปเทียบกับคนปกติ คาดว่าจะมีความสามารถที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปได้แล้ว
“ต่อไปก็ฝึกฝนวิถีกระบี่ ...การใช้กระบี่นั้นง่ายดายยิ่ง แต่วิถีกระบี่นั้นยากเย็นแสนเข็น”
เฟิร์สมองกิ่งไม้ในมือแล้วจินตนาการว่ามันคือกระบี่
“เมื่อใจคือกระบี่ สิ่งอื่นใดๆก็คือกระบี่”
เด็กหนุ่มเริ่มเคลื่อนไหว เขาค่อยๆยกกิ่งไม้แล้วกวาดออกไปด้วยท่าทางที่สง่างาม
เขาเคลื่อนไหวอย่างช้าๆเพื่อทำความคุ้นเคยกับพลังสปีริตที่ไหลไปตามจุดต่างๆ ทั่วร่าง
อาจารย์ของเขาเคยกล่าวว่าผู้ใช้กระบี่บางคนมักจะพูดว่าขอเพียงออกกระบี่ได้รวดเร็วและรุนแรงแค่นั้นก็นับว่าเป็จุดสูงสุดของพวกเขาแล้ว
แต่ผู้ฝึกฝนกระบี่นั้นไม่ใช่ พวกเขาต้องเชื่อมใจกับกระบี่ทำให้คนกระบี่รวมกันเป็หนึ่งใช้กระบี่เป็อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย นั่นคือพื้นฐานของผู้ฝึกฝนกระบี่
เพียงแค่ขั้นพื้นฐานของผู้ฝึกฝนกระบี่หากสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่วิถีกระบี่ได้แค่เพียงวิถีกระบี่ที่หนึ่งก็สามารถเอาชนะผู้ใช้กระบี่ทั่วหล้าได้แล้ว
ผู้ใช้กระบี่นั้นเน้นที่กระบี่และเพลงกระบี่ส่วนผู้ฝึกฝนกระบี่นั้นเน้นที่ใจกระบี่และการสื่อสารกับกระบี่
การฝึกฝนของสองวิถีนั้นต่างกันและมีความห่างชั้นกันอย่างมหาศาล
ดังนั้นแล้วเฟิร์สที่เป็ผู้ฝึกฝนกระบี่ต่อให้ไอเทมสปีริตของเขาจะเป็เพียงเข็มเล็กๆ เล่มหนึ่งแต่เมื่อฝึกฝนวิถีกระบี่ได้สำเร็จเข็มของเขาก็สามารถกลายเป็กระบี่ประจำกายของเขาได้เช่นกัน
เฟิร์สฝึกฝนกระบี่อย่างมุ่งมั่นเขาเริ่มั้แ่ร่ายรำกระบี่พื้นฐานอย่างไม่เกียจคร้าน
หากเด็กสมัยนี้มามองดูเขาพวกเขาจะต้องหัวเราะเยาะเขาอย่างแน่นอนว่าเฟิร์สกำลังรำกระบี่เหมือนคนแก่
แต่ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด
เฟิร์สค่อยๆฝึกฝนกระบี่โดยการก้าวไปทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อนราวกับว่าเขา้าทำให้พื้นฐานของเขาหนาแน่นโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ายอดฝีมือเนเวเตอร์ของประเทศนี้กำลังถือกำเนิดขึ้นแล้ว
เฟิร์สทำการแบ่งเวลาในการฝึกฝนกระบี่และบ่มเพาะอย่างเหมาะสม
ด้วยการดูดซับแกนสปีริตเจ็ดก้อนต่อวันคาดได้ว่าภายในเวลาครึ่งเดือน เขาก็สามารถทะลวงดาราขาวสองแฉกได้แล้ว
เมื่อถึงเวลานั้นด้วยการฝึกฝนกระบี่และเคล็ดวิชาท่าร่างของเขาก็คงจะสามารถตะลุยหาประสบการณ์ลงเทรดอบิสระดับต่ำได้แล้ว
อบิสนอกจากจะแบ่งตามระดับสีแล้วแต่ละระดับสียังมีการประเมินความอันตรายของอบิสออกเป็ระดับต่ำ กลาง และสูงด้วย
ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของเวเนเตอร์นิวโฮปจึงส่งเวเนเตอร์ออกไปจัดการตามความเหมาะสม
แม้โลกในปัจจุบันนี้จะมีเวเนเตอร์อยู่มากมายแต่อบิสก็ปรากฏขึ้นทั่วโลกอย่างมากมายเช่นกัน
ในบางพื้นที่ที่ทุรกันดารหรือพื้นที่รกร้างไม่มีคนอาศัยอยู่ อย่างเช่นขั้วโลกหรือทะเลทราย เมื่ออบิสปรากฏขึ้นมามนุษย์ย่อมไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ทันมันจึงเกิดเหตุการณ์อบิสแตก ทำให้พื้นที่บางส่วนของโลกกลายเป็ถิ่นที่อยู่อาศัยของมอนสเตอร์
พวกเขาต้องส่งเวเนเตอร์ออกไปจำนวนมากเพื่อจัดการพวกมันหากโชคร้ายอบิสระดับสีน้ำเงินเกิดแตกขึ้นมาพื้นที่แห่งนั้นก็จะกลายเป็เขตหวงห้ามของโลก รอให้เวเนเตอร์ที่มีฝึมือออกไปจัดการ
ซึ่งปัจจุบันนี้มีพื้นที่เขตหวงห้ามของโลกอยู่สามแห่งด้วยกันซึ่งแม้จะส่งเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินออกไปจัดการ พวกเขาก็ไม่สามารถทำมันได้ไหว
โชคดีที่พื้นที่เ่าั้ไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยที่มนุษย์ตั้งรกรากอยู่หรือถ้าจะมีก็คงเป็โชคร้าย
พวกเขาจึงทำได้แค่ป้องกันไม่ให้พื้นที่เขตหวงห้ามเ่าั้ขยายขึ้น
นิวโฮปเฟเดอเรชั่นส์จึงทำในสิ่งที่ทำได้คือการหยุดยั้งการแตกของอบิสเพื่อหยุดการเพิ่มพื้นที่เขตหวงห้ามของโลก และพวกเขาเองก็กำลังรอให้เหล่าเวเนเตอร์เติบโตแล้วส่งกองทัพดาราน้ำเงินออกไปจัดการกับเขตหวงห้ามเ่าั้
ระหว่างนี้เฟิร์สยังคงใช้ชีวิตอย่างราบเรียบ ในทุกวันนอกจากการทำกิจกรรมครอบครัวกับพ่อแล้วเขาก็ใช้เวลาทั้งหมดฝึกฝน
จนกระทั่งในวันหนึ่ง
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่มาพร้อมกับชายสูงวัยกำลังขับรถอยู่บนถนนนอกเมือง
“คุณปู่ นี่คือที่อยู่ของเพื่อนคุณปู่จริงๆใช่ไหม?”
ชายวัยกลางคนพูดแล้วมองหน้าจอที่แจ้งพิกัดนำทาง
“ไม่ผิดแน่นอน คุณหมอสมคิดเป็คนให้ปู่มากับมือ”
“แล้วทำไมคุณปู่ไม่นัดเขามาเจอกันในเมืองล่ะครับ”
“ฉันไม่ได้โทรไปหามันเรียกอีกอย่างว่าไม่เคยติดต่อมัน ฉันอยากเซอร์ไพรส์มันมากกว่า”
“คุณปู่แก่แล้วนะครับ ผมกลัวว่าคุณปู่จะเป็ฝ่ายเซอร์ไพรส์เองมากกว่าว่าแต่เพื่อนคนนี้สำคัญมากเลยหรอครับ ที่ผ่านมาในหมู่เพื่อนของคุณปู่ นี่ก็ไม่ใช่คนแรกที่ตื่นจากนิทราผมไม่เห็นว่าคุณปู่จะอยากเจอพวกเขาขนาดนั้น”
“จำไว้นะเก่งกาจสำหรับคนคนนี้เขาคือเพื่อนสนิทที่สุดในวัยเด็กของปู่ การที่มันหลับไปเป็เวลานานขนาดนี้ต่อให้ไม่เรียกว่าตายก็ไม่ต่างกันเลย ถึงเวลาจะผ่านไปนานขนาดนี้ปู่ก็อยากจะเจอมันอยู่อย่างน้อยก็เจอกันก่อนตายนั่นก็ทำให้ปู่มีความสุขแล้ว” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คิดถึง
“คุณปู่อย่าพูดอะไรแบบนั้นออกมาอีกนะครับนี่มันสมัยไหนแล้วอายุเจ็ดสิบกว่าเหมือนปู่ยังไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งซะหน่อยคุณปู่ยังอยู่กับผมไปอีกหลายสิบปีแน่นอน” ชายคนนั้นกล่าว
ซึ่งเื่ที่เขาพูดมานั้นไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อยเพราะเทคโนโลยีการแพทย์สมัยนี้ล้ำหน้าเป็อย่างมาก เพราะการพัฒนาพลังสปีริตยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเวเนเตอร์สายสนับสนุนที่มีพลังการรักษาแล้วด้วย
ความเจ็บป่วยของผู้คนสมัยนี้นับว่ารักษาเป็เื่ง่ายหากไม่อาการหนักอย่างฉับพลัน อย่างน้อยๆ อายุโดยเฉลี่ยของผู้คนยุคนี้ก็อยู่ที่หนึ่งร้อยปีทั้งนั้น
น่าเสียดายที่สมคิดเป็เวเนเตอร์ที่มีพลังบ่มเพาะต่ำต้อยพลังในการรักษาของเขาจึงไม่ค่อยสูงส่งมากนัก
ว่ากันว่าเวเนเตอร์บางคนสามารถรักษาาแให้หายดีได้ในชั่วพริบตากระทั่งเวเนเตอร์บางคนยังออกมาทำคลินิกศัลยกรรมและได้รับความนิยมเป็อย่างมาก
แต่อย่างที่รู้กันว่าการบ่มเพาะของเวเนเตอร์นั้นยากเย็นและสิ้นเปลืองขนาดไหน
สมคิดใช้เงินมากกว่าพันล้านแต่ก็ยังมีพลังบ่มเพาะที่ดาราขาวหกแฉกอยู่เลย หาก้าทะลวงดาราแดงคงจะต้องใช้เงินนับหมื่นล้านหรือหากจะเข้าสู่ขั้นสีน้ำเงิน มิคาดว่าจะคำนวณจำนวนเงินเ่าั้ได้ไหว
เอี๊ยด ...
ไม่นานรถยนต์คันหรูก็มาจอดยังหน้าบ้านที่ตกแต่งสไตล์เรียบง่ายซึ่งตั้งอย่างโดดเดี่ยว
ชายชรารีบลงมาจากรถด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วไม่ต่างไปจากชายหนุ่มทั่วไปเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้เฟิร์ส! ไอ้เฟิร์สโว้ย... โผล่หน้ามาหากันเดี๋ยวนี้!”