“เกิดสิ่งใดขึ้น”
ซูฉางเซิงขมวดคิ้วมองด้วยแววตาจับจ้อง
ตามหลักเหตุผลแล้วด้วยเงื่อนไขที่เขายื่นข้อเสนอไป บวกกับบารมีของเขาในตอนนี้สำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่ควรปฏิเสธ
เพราะนั่นจะทำให้เขาโกรธเคืองได้
หรือว่าเซียนนักบุญผู้เฒ่าแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนมีวิสัยทัศน์คับแคบเช่นนั้นหรือ
แม้ว่าบัวพิชิตวิบัติจะเป็นของหายากทว่ามันก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับแปดอื่นๆ มากนักคุณค่าของมันมีจำกัด ไม่คุ้มที่จะทำให้เซียนนักบุญอย่างเขาขุ่นเคืองกระมัง
“ท่านเจ้าสำนักหลิงเจี้ยนปฏิเสธเงื่อนไขของท่านท่าทีของเขาแข็งกร้าวมากขอรับ!”
ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุดผู้นั้นกล่าวขึ้น
“หลิงเจี้ยนหรือเป็นเช่นนั้นเองหรือ!”
ซูฉางเซิงคลายคิ้วเขาจำบุคคลผู้นี้ได้ ในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส เขาเคยเอ่ยวาจาปรามาสตนสองสามคำ
เพียงแต่ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจมดปลวกตัวหนึ่งที่อิจฉาเขา เขาขี้เกียจที่จะชายตามองเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรมันก็น่าคิดหากเป็นคนผู้นี้ ก็พอจะเข้าใจได้
“สำนักหลิงซวีเจี้ยน...น่าสนใจนี่ ดูเหมือนว่าข้าคงต้องไปเยี่ยมเยือนด้วยตนเองเสียแล้ว!”
ซูฉางเซิงพึมพำเบาๆ
สำนักหลิงซวีเจี้ยนแข็งแกร่งมากในอดีตเคยเกือบจะเทียบเท่ากับตระกูลโบราณ
ถึงแม้ปัจจุบันจะเสื่อมถอยลงแล้ว
ทว่าด้วยรากฐานของสำนักก็เพียงพอที่จะต่อกรกับเซียนนักบุญขั้นเจ็ดได้อย่างง่ายดาย
หากต้องการทำลายล้างมันแม้แต่เซียนนักบุญขั้นเก้าทั่วไปก็อาจทำไม่ได้!
แต่...นั่นเกี่ยวกระไรกับเขาเล่า
ในเมื่อขวางทางก็แค่เตะมันทิ้งไปก็พอ!
“ฟู่...”
คิดเช่นนั้นซูฉางเซิงก็ลุกขึ้น ดวงตาเป็นประกาย แม้จะไม่ได้ปลดปล่อยบารมีของเซียนนักบุญออกมาทว่ากลิ่นอายที่แผ่ซ่านก็ยังทำให้ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุดหายใจติดขัด
ตึง!
ไม่รีรอซูฉางเซิงก้าวออกไป ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นเหนือแผ่นดินเป่ยหวงกลิ่นอายอันไร้ขอบเขตแผ่ขยายดุจทิวากรสาดแสง
ขณะที่เขากำลังจะมุ่งหน้าไปยังสำนักหลิงซวีเจี้ยน...สายตาของเขาก็หยุดชะงัก และมองไปยังทิศทางของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น
“เกิดเรื่องหรือ”ซูอวิ๋นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
เมืองหลวงของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นอยู่ห่างจากตระกูลซูสองถึงสามแสนลี้สำหรับผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ทั่วไป นี่คือระยะทางที่ไกลมาก
แม้แต่เซียนนักบุญทั่วไปก็ยากที่จะสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวในทันทีด้วยระยะทางที่ห่างไกลเช่นนี้
ทว่าซูฉางเซิงแตกต่างออกไปพลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งมาก เหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ปะทุขึ้นจากเมืองหลวงได้ทันทีนั่นคือการต่อสู้ในระดับกึ่งเซียนนักบุญ
ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นกำลังมีปัญหา
“ไป๋เยวี่ยเกอคือตัวเลือกฮูหยินคนที่สองของข้านางจะต้องไม่เป็นอะไรไป!” ซูฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง จากนั้นเขาก็ก้าวออกไปร่างของเขาก็หายไปในพริบตา
...
ตูม!ตูม! ตูม!
ในเวลาเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ภายในพระราชวังของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น ณ เมืองหลวง
พระราชวังที่เคยสง่างามและโอ่อ่าราวกับสวรรค์บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง
เต็มไปด้วยแขนขาที่ขาดวิ่นโลหิตย้อมพื้นสีแดงฉาน เหล่าผู้ฝึกตนผู้แข็งแกร่งของราชวงศ์ถูกสังหารไปแล้ว
“อ๊าก!”
บนฟ้าบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นกำลังต่อสู้กับบุคคลลึกลับสามคนที่อยู่ในระดับกึ่งเซียนนักบุญโดยเผาผลาญพลังดั้งเดิมที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด และคำรามด้วยโทสะว่า
“พวกเจ้าเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักหลิงซวีเจี้ยนหรือพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าราชวงศ์ไป๋อวิ๋นของข้าได้หมั้นหมายกับเซียนนักบุญฉางเซิงแล้วไม่กลัวที่จะทำให้เซียนนักบุญฉางเซิงขุ่นเคืองหรือ”
บรรพบุรุษไป๋อวิ๋นคำรามด้วยความโกรธผมขาวของเขาปลิวสะบัดอย่างบ้าคลั่งถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองอันน่ากลัวและพลังมหาศาลนั้นก็พวยพุ่งออกมา
ดวงตาที่ขุ่นมัวเต็มไปด้วยแสงสว่างจ้าประหนึ่งดวงอาทิตย์อันน่าเกรงขาม
ทว่าถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจต้านทานเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญทั้งสามคนได้ถูกโจมตีจนกระอักเลือดไม่หยุด
แม้แต่ร่างกายระดับกึ่งเซียนนักบุญก็เกือบจะแหลกสลาย
“หึมดปลวกกึ่งเซียนนักบุญตัวเล็กๆ กล้าดียังไงมาล่วงเกินท่านเจ้าสำนัก สมควรตาย!”
เซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญจากสำนักหลิงซวีเจี้ยนคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่าพูดมากฆ่ามันซะ แล้วพานังเด็กผู้หญิงนั่นไป!” เซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญอีกคนหนึ่งพูดอย่างหงุดหงิด
ชิ้ง!
ทันทีที่พูดจบเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญอีกคนก็ชักดาบออกมาปลดปล่อยรังสีแห่งดาบระดับกึ่งเซียนนักบุญ แสงดาบสว่างไสวฟาดฟันพาดผ่านตัดแขนของบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นขาด โลหิตพุ่งกระฉูด
“อ๊าก!”บรรพบุรุษไป๋อวิ๋นคำรามเสียงโทสะ เขาต้องการต่อสู้จนตัวตายทว่าอายุของเขามากเกินไป พลังชีวิตไม่เพียงพอ ต้องเผชิญหน้ากับเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญที่แข็งแกร่งไม่แพ้เขาถึงสามคนซึ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สูสีเสียเลย
“ขยะแก่ๆ!”เซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญจากสำนักหลิงซวีเจี้ยนที่พูดก่อนหน้านี้กล่าวอย่างเย็นชาเขาก้าวเดินบนอากาศ ดวงตาเย็นชา ปลดปล่อยพลังดาบอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจากภายในกาย
จากนั้นเขาก็ก้าวลงมาทีละก้าว ราวกับกำลังก้าวเดินบนเส้นทางบางอย่าง ทุกย่างก้าวที่ก้าวลงจะมีแสงดาบอันน่ากลัวแผ่ออก
แสงดาบทั้งเก้าสายความคมกริบน่าตกตะลึง สามารถตัดดวงจันทร์ศักดิ์สิทธิ์และผ่าแผ่นดินเป็นพันลี้ทำให้บรรพบุรุษไป๋อวิ๋นกระอักเลือดไม่หยุด สรรพางค์กายเต็มไปด้วยบาดแผล
ตูม!
บนท้องฟ้ากลิ่นอายอันน่าสะพรึงพุ่งออกมา กระทบไปทั่วทั้งเมืองหลวงเหล่าผู้ฝึกตนและมนุษย์ธรรมดานับไม่ถ้วนต่างวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว
ในขณะนี้เองก็มีผู้คนฉวยโอกาสปล้นสะดมทรัพยากรและสังหารหมู่เพื่อสนองความต้องการของตน
กองทัพอันยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ล่มสลายเหล่าขุนนางและราชวงศ์ต่างพ่ายแพ้ เกิดความโกลาหลทั่วทุกหนแห่ง
“ท่านปู่!”
ภายในเมืองหลวงไป๋เยวี่ยเกอได้รับการคุ้มครองจากอาวุธลับ ไม่ได้รับบาดเจ็บจากคลื่นพลังระดับกึ่งเซียนนักบุญทว่าก็ไม่อาจหลบหนีได้ ทำได้เพียงร้องไห้มองดูท่านปู่ถูกโจมตีอย่างหนักและกระอักเลือดไม่หยุด
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...ฮือๆ...” ไป๋เยวี่ยเกอสะอึกสะอื้นน่าสงสาร นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวถึงได้กลายเป็นเช่นนี้
เมื่อไม่นานมานี้ท่านปู่ยังมีสีหน้าเปี่ยมสุขบอกนางว่าเซียนนักบุญฉางเซิงตกลงที่จะอภิเษกกับนางแล้ว
เสด็จพ่อท่านอา และเหล่าผู้อาวุโสต่างก็ตื่นเต้นโดยเอ่ยว่าราชวงศ์ไป๋อวิ๋นกำลังจะรุ่งเรือง ในอนาคตจะพึ่งพานางนางกำลังจะได้อภิเษกกับบรรพบุรุษฉางเซิงผู้นั้น!
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะครองความสุขได้นานบุคคลลึกลับทั้งสามก็บุกเข้ามาโจมตีพระราชวังด้วยฝ่ามือเดียว
ไม่เพียงแต่ทำให้ท่านปู่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้นทั้งยังสังหารเสด็จพ่อ เหล่าผู้อาวุโส และคนอื่นๆ อีกด้วย
ในตอนนี้ราชวงศ์ถูกทำลายไปกว่าครึ่งแล้ว เหลือเพียงท่านปู่ไป๋อวิ๋นที่คุ้นเคยในขณะนี้ก็ตกอยู่ในอันตราย เจียนถึงวาระสุดท้ายแล้ว
“ฮือๆ...ผู้ใดก็ได้ช่วยเยวี่ยเอ๋อร์ด้วย!” ไป๋เยวี่ยเกอร้องไห้ ใบหน้าเล็กๆที่น่ารักเต็มไปด้วยน้ำตา ได้แต่ร่ำไห้อ้อนวอน
“...พี่ฉางเซิงช่วยท่านปู่ด้วย!”
ในขณะนั้นนางนึกถึงซูฉางเซิง เซียนนักบุญผู้หล่อเหลาและแข็งแกร่งยิ่งกว่าท่านปู่มากทันใดนั้นก็มีความหวังและร้องตะโกนออกมา
“ช่างน่าขัน!”
“ซูฉางเซิงหรือแค่เซียนนักบุญคนหนึ่งเท่านั้น อยู่ห่างออกไปสองถึงสามแสนลี้เจ้าคิดว่าเขาเป็นเทพหรืออย่างไร ถึงจะมาล่วงรู้เรื่องที่นี่ได้”
“หึอย่าเสียเวลาเลย ตาเฒ่านี่ช่างดื้อรั้นเสียจริง!”
บนฟ้ากว้างเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญทั้งสามจากสำนักหลิงซวีเจี้ยนที่กำลังล้อมโจมตีบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ดูถูกเยาะเย้ย
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันพวกเขาจึงตัดสินใจจะจบการต่อสู้โดยเร็ว
ตูม!
กล่าวจบเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญคนหนึ่งก็เหวี่ยงกระบี่ออกไป แสงดาบสว่างไสวใช้ทักษะขั้นสูงสุดของวิถีแห่งดาบ หมายจะสังหารบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นในคราวเดียว
“ฮือๆๆท่านปู่ ระวัง...” เมื่อเห็นเช่นนี้ ไป๋เยวี่ยเกอก็ร้อนใจตะเบ็งเสียงออกมา
ในขณะนั้นเองบนร่างของนางก็เปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ แสงจันทร์ล้นหลามพุ่งออกมาสวยงามดั่งภาพวาด ราวกับกำลังจะกลายเป็นดวงจันทร์อันศักดิ์สิทธิ์
“ไม่ต้องห่วงข้ามาแล้ว!” ในขณะนั้น มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นออกมาลูบเส้นผมของนางและปลอบโยนด้วยเสียงผ่อนคลาย
เป็นซูฉางเซิงนั่นเอง
เขารีบตรงมาจากตระกูลซูทว่าน่าเสียดายที่มาช้าเกินไป
“พี่...พี่ฉางเซิง...” เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นจากเส้นผม ไป๋เยวี่ยเกอก็เงยหน้าขึ้นมองซูฉางเซิงที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างงุนงง นางนิ่งเช่นคนที่กำลังตะลึงงันจนเสียสติ
นี่นางกำลังฝันอยู่หรือไม่
ซูฉางเซิงที่นางไม่คิดว่าจะมาตอนนี้กลับปรากฏตัวต่อหน้านางจริงๆ!
ตูม!
ซูฉางเซิงเงยหน้าขึ้นมองไปยังเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญทั้งสามด้วยแววตาเย็นชาปลดปล่อยแรงสังหารระดับเซียนนักบุญออกมา ทั้งสามคนตกใจและร้องตะโกนด้วยความกลัว
“ซูฉางเซิง!”
“เป็นไปไม่ได้เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่!”
“พวกเราเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนโปรดเห็นแก่หน้าท่านบรรพบุรุษ...”
ปึง!
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะพูดจบซูฉางเซิงก็ยกมือขึ้นบีบ บดขยี้เซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญทั้งสามให้แหลกสลายและระเบิดออกดุจดอกไม้ไฟ แสงโลหิตสาดกระเซ็น
จากนั้นเขาก็เอื้อมมือคว้าออกไปไกลวิญญาณที่แตกสลายสามดวงปรากฏขึ้นในมือของเขา เป็นวิญญาณของเซียนระดับกึ่งเซียนนักบุญทั้งสาม
“เซียนนักบุญฉางเซิง!”เมื่อบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นที่รอดมาจากความตายมาอย่างยากลำบากเห็นเช่นนี้ก็เผยสีหน้าดีใจยิ่งออกมา