เออร์วินรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถือเป็นการเสียมารยาทเหมือนเป็นการดูถูกความเชื่อใจของผู้ที่ถูกถาม แต่ในเวลานี้ที่เขาต้องการความชัดเจนเขาจึงไม่สนมารยาทอะไรพวกนั้น ทว่าเรเวนไม่มีท่าทีโกรธเคืองหรือไม่พอใจเธอยิ้มให้เขาก่อนจะถามว่า
“ถ้าฉันบอกว่าฉันตัดสินใจจะไปร่วมมือกับคนของศาสนาจักรเธอจะทำยังไง”
เออร์วินตอบโดยที่ไม่ต้องคิดว่า
“ก็คงต้องฆ่าคุณซะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของเออร์วินกับไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือแปลกใจ เธอกับยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า
“เป็นคนขวานผ่าซากจังเลยนะแต่ก็เพราะแบบนี้แหละฉันถึงได้ตัดสินใจร่วมมือกับเธออยู่ไง”
“เอ๊ะ?” คราวนี้กลับเป็นเออร์วินที่อุทานออกมา
เรเวนบอกว่า
“ฉันขอถามอะไรเธออย่างหนึ่งสิ”
“ครับ?”
“เธอกล้าเผชิญหน้ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไหม”
เออร์วินรู้สึกแปลกใจกับคำถามของเธอว่าเงยหน้าสบตาเธอก็พบว่าเธอเองก็จ้องมองเขาเช่นกัน แล้วไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าแต่เขาคล้ายกับรู้สึกได้ถึงความคาดหวังจากแววตาของเธอ เออร์วินถามกลับไปว่า
“ในการประลองหรือในการตัดสินเป็นตายล่ะครับ”
เรเวนขมวดคิ้วแปลกใจกับคำถามของเขา
“มันต่างกันยังไง”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“ต่างกันสิครับพี่สาวก็รู้นี่ครับว่าพลังเวทย์ของผมนั้นต่างกับพลังเวทย์พวกเขาขนาดไหน ถ้าให้สู้กันผมยอมรับเลยว่าผมสู้เขาไม่ได้ แต่ถ้าให้ผมฆ่าพวกเขาแล้วล่ะก็ผมก็มั่นใจอยู่พอตัว”
เรเวนนึกไม่ถึงว่าเด็กชายตัวเล็กๆ แค่นี้จะพูดจาอวดดีแบบนี้ออกมาได้ ก่อนที่เธอจะนึกถึงสิ่งที่เขาพูดกับเจคในวันนั้น ว่าต้องอาศัยปัจจัยอื่นเสริมทั้งการโกหกหลอกลวงทักษะหรือศิลปะการต่อสู้และประสบการณ์ เธอยิ้มให้เขาก่อนจะพูดว่า
“คนที่ตระกูลแบล็ควิงเคยรับใช้มีชื่อว่าเบนดิกเดิมทีเขาเป็นลูกนอกสมรสของกษัตริย์อาณาจักรชีวาส” เรเวนพูดเพียงเท่านี้ก็หยุดไปก่อนจะพูดเสริมอีกว่า “แต่ไม่ใช่แค่เขาหลอกที่ส่งตระกูลแบล็ควิงไปสู่ความพินาศ”
พูดเพียงเท่านี้เรเวนก็นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแววตาของเธอแสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นชิงชังและหวาดกลัว จนเออร์วินสงสัยว่าใครกันที่ทำให้เธอรู้สึกกลัวได้ขนาดนี้ จนได้ยินเรเวนพูดว่า
“คนๆ นั้นก็คือหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ราอูลขวานแสงอรุณ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้เออร์วินก็ขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะเขาเคยได้ยินชื่อเขาคนนี้มาก่อน แต่เพราะเขาไม่นึกว่าหนึ่งในศัตรูของเรเวนจะมีหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย
“พวกเราไม่รู้ว่าราอูลร่วมมือกับเบเนดิคตั้งแต่เมื่อไหร่หรือร่วมมือกับเขาได้ได้ยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมคนอย่างราอูลถึงยอมให้ความร่วมมือกับเบเนดิค”
“เขาจะได้อะไร” อยู่ๆ เออร์วินก็ถามขึ้น
“เอ๊ะ?”
เออร์วินพูดต่ออีกว่า
“การที่คนอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะเคลื่อนไหวได้ต้องมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่เหรอครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือคำสั่งของศาสนาจักร เว้นเสียแต่เขาจะเป็นพวกโรคจิตที่ชอบการเข่นฆ่า”
เรเวนก้มหน้าคิดก่อนจะส่ายหน้า
“เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เออร์วินจึงเปลี่ยนคำถาม
“แล้วเทียบพลังของเขากับคาทาริน่าเป็นยังไงครับ”
เรเวนทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“เหมือนว่าพลังของราอูลเป็นเหนือกว่าอยู่หน่อยหนึ่งแต่ว่ามันจะพูดยาก เพราะในคืนนั้นคาทาริน่าก็ยังไม่ได้เอาจริงเช่นกัน”
เออร์วินพยักหน้าจากสิ่งที่เขาได้รู้จักพ่อทำให้เขาได้ทราบว่าเทศกาลกำแพงที่กำลังจะมาถึงนี้ นอกจากจะเป็นการพบหน้ากันเป็นครั้งแรกระหว่างเขาก็คู่หมั้นแล้ว ยังอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เขาคาดไม่ถึงด้วยเมื่อผลกรรมที่เขาได้ทำในวันนั้นกำลังจะย้อนกลับมาเพราะหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำหน้าที่อารักขาพระราชาของอาณาจักรเซลเวเรียดันมีคาลีฟพ่อของชาลีฟที่ถูกเข้าฆ่าตายอยู่ด้วย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลมันสักนิด เพราะในเมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถเล่นเขาซึ่งหน้าได้งั้นก็แปลว่าเขาก็สามารถเก็บอีกฝ่ายอย่างลับๆ ได้เช่นกัน ทว่าเขากลับไม่นึกเลยว่าจะมีปัจจัยที่ไม่ทราบแน่ชัดอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์โผล่มาร่วมด้วย
“อัศวินศักดิ์ศรีอย่างนั้นเหรอ” เออร์วินพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “รบกวนพี่สาวไปแจ้งกับคนโทมัสได้ไหมครับว่าตอนนี้มีคนของศาสนจักรอยู่ในเมือง ระหว่างนี้ให้ระวังการพูดเรื่องวิทยาศาสตร์จะดีที่สุด”
เรเวนถามด้วยความสงสัยว่า
“ไม่บอกเขาเลยล่ะว่าคนของศาสนาจักรพวกนั้นคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์”
เออร์วินทำหน้าตรึกตรองอะไรบางอย่างก่อนจะถามเธอว่า
“คืนนั้นโทมัสทำหน้ายังไงครับในตอนที่รู้ว่าคนของศาสนจักรที่มาคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์”
เออร์วินถามถึงคืนที่เขาต้องไปเอาชิ้นส่วนปืนลูกโม่ เรเวนส่ายหน้าทันทีก่อนจะตอบว่า
“ฉันไม่ได้สังเกตเขาแต่คิดว่าคงไม่ต่างจากออกัสกับไลลาที่ดูจะหวาดกลัวไม่น้อย”
เออร์วินที่ได้ฟังคำตอบก็จับปลายคางเขาชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นลองบอกเขาไปตามตรงเลยก็ได้ครับ”
เรเวนพยักหน้า
คฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์
ภายในห้องรับแขกโทมัสกำลังนั่งอยู่บนโซฟาโดยมีกิลเบิร์ตนั่งอยู่ตรงข้าม พักหลังมานี้กิลเบิร์ตมาที่บ้านเขาบ่อยขึ้น ไม่ต้องบอกโทมัสก็รู้ว่าคงเป็นเพราะเรื่องที่พักนี้เขาดูจะสนิทสนมกับเจ้าชายเออร์วิน
ในขณะที่กิลเบิร์ตกำลังนั่งด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายเขาก็สังเกตเห็นว่าโทมัสกำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่ในสมุด แม้ว่าเขาจะสงสัยแต่ก็ไม่สะดวกกับการขอดู จึงถามว่า
“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าวันๆ เจ้ากับเจ้าชายทำอะไรกันบ้าง”
โทมัสตอบโดยไม่เงยหน้าว่า
“ส่วนใหญ่ก็คุยกันและถกเถียงกันเรื่องความรู้ที่ได้ศึกษามาก็แค่นั้น”
กิลเบิร์ตรู้ดีว่าที่ผ่านมาเจ้าชายขยะนั้นแทบจะฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุด เช่นเดียวกับคนตรงหน้านี้ที่ถูกเรียกว่าเป็นหนอนหนังสือ การที่ทั้งสองคนคุยกันแล้วมีเรื่องให้ถกเถียงไงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เดิมทีพ่อของเขายังรู้สึกโล่งใจด้วยซ้ำที่คนอย่างโทมัสแทบไม่ก้าวออกมาจากห้องสมุด เพราะด้วยนิสัยที่คล้ายกันทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถสนิทสนมกับเจ้าชายได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีสักวันที่คนแทบจะกินนอนอยู่ในกองตำราอย่างโทมัสจะออกมาจากห้องสมุดได้ และไม่เพียงเท่านั้นเขายังสนิทกับเจ้าชายได้อย่างรวดเร็ว
“พูดคุยและถกเถียงกัน? สมกับเป็นหนอนตำราอย่างเจ้าเลยนะ”
โทมัสพูดโดยที่ยังเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดว่า
“ว่าแต่เจ้ามาบ้านข้าได้ทุกวันอัศวินฝึกหัดนี่ว่างขนาดนั้นเลยเหรอ”
กิลเบิร์ตทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่โทมัสพูดแต่กลับถามเขาว่า
“ว่าแต่เจ้าน่าจะเคยเห็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายข้าอยากรู้จังเลยว่าเจ้าคิดยังไงบ้าง”
โทมัสที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างพลันหยุดมือเงยหน้ามองกิลเบิร์ต
“สาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชาย?”
กิลเบิร์ตพยักหน้า โทมัสถามด้วยความสงสัยว่า
“สาวใช้คนไหน? เท่าที่เห็นก็มีตั้งสามคน”
กิลเบิร์ตนิ่งไปก่อนจะพูดว่า
“ก็โดยรวมน่ะ”
โทมัสมองกิลเบิร์ตแปลกๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรก็มีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาในห้องรายงานกลับโทมัสว่า
“คุณชายคะสาวใช้ของเจ้าชายมาขอพบคะ”
โทมัสหันไปมองด้วยความแปลกใจกลับเป็นกิลเบิร์ตที่แววตาฉายความคาดหวังออกมา
“ให้เธอรอสักครู่เดี๋ยวฉันไป” โทมัสพูดขึ้นสาวใช้คนนั้นก็พยักหน้า โทมัสลุกขึ้นหันมาพูดกับกิลเบิร์ตว่า “ขอเวลาเดี๋ยว”
กิลเบิร์ตก็ลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า
“ไม่เป็นไรฉันเองก็กำลังจะกลับพอดี”
โทมัสดูแปลกแต่เล็กน้อยเพราะไม่นึกว่าคนคนนี้อยู่ๆ ก็บอกว่าจะกลับแต่เขาก็ไม่คิดจะรั้งไว้ จึงพยักหน้าให้อีกฝ่ายแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปโดยมีกิลเบิร์ตเดินตาม
โทมัสเดินนำกิลเบิร์ตมาถึงที่โถงทางเข้าก็พบเห็นกับสาวใช้คนหนึ่งยืนรออยู่ ทันทีที่สาวใช้หันมาเห็นโทมัสเดินมาก็ทำการถอนสายบัวให้เขา
“คุณชายโทมัส”
โทมัสพยักหน้าให้เธอเขาไม่ค่อยรู้เรื่องของผู้หญิงคนนี้เท่าไหร่นักนอกจากแค่ว่าเธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชาย เพราะสิ่งที่เขาสนใจก็มีแค่ความรู้ที่เจ้าชายสอนเท่านั้น แต่เขาก็สังเกตเห็นได้ว่าสาวใช้ส่วนตัวคนนี้ดูจะตั้งใจฝึกฝนในสิ่งที่ตั้งใจฝึกฝนในสิ่งที่เจ้าชายเออร์วินบอกเป็นอย่างยิ่ง
ทันทีที่กิลเบิร์ตได้มาพบกับเรเวนเขาก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้อีก ดวงตาของเขาก็เผยให้เห็นถึงความปรารถนาและความคนึงหาอย่างแทบไม่อาจจะควบคุม เขาต้องควบคุมตัวเองเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ตัวเองเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างความสนิทสนมกับเธออย่างออกนอกหน้า
เรเวนหันไปเห็นกิลเบิร์ตเดินตามหลังโทมัสมาก็พูดกับโทมัสว่า
“คุณชายโทมัสขอเวลาส่วนตัวสักครู่ค่ะ”
แม้ว่าโทมัสจะสงสัยว่าเรื่องอะไรกันที่ต้องคุยส่วนตัวแต่เขาก็หันไปพูดกับสาวใช้ว่า
“เดี๋ยวช่วยไปส่งกิลเบิร์ตให้ที”
กิลเบิร์ตที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็พูดว่า
“ไม่เป็นไรหรอกโทมัสฉันกลับเองได้คุยธุระกับคุณเรเวนเถอะ”
โทมัสรู้สึกว่าตัวเองหูฝาดที่ได้ยินกิลเบิร์ตใช้คำว่าคุณกับเรเวน แต่เขาก็คิดว่าคงเป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการจะสร้างความสนิทสนมกับเจ้าชาย จึงได้คิดจะใช้สาวใช้คนนี้เป็นสะพานต่ออีกทอดหนึ่งจึงไม่คิดอะไรมาก เขาพยักหน้าให้กับกิลเบิร์ต
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจไม่ส่งนะ”
กิลเบิร์ตพยักหน้าให้โทมัสก่อนจะเดินผ่านเรเวนไป ในจังหวะที่เขากำลังเดินผ่านเธอนั้นเขาได้หันไปมองเธอพบว่าเธอไม่ได้หันมามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว กิลด์เบิร์ตก็ไม่ได้พูดอะไรแต่ในแววตาของเขาปล่อยให้เห็นความรู้สึกผิดหวังก่อนจะเดินออกจากประตูไป
โทมัสหันไปมองสาวใช้สาวใช้คนนั้นก็เดินออกจากห้องไปอย่างรู้งาน โทมัสหันมาถามเรเวนว่า
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
เรเวนตอบไปตามตรงว่า
“เจ้าชายให้ฉันมาแจ้งคุณว่าจากนี้ไปให้คุณระวังตัวหน่อยและอยากได้พูดเรื่องวิทยาศาสตร์สุ่มสี่สุ่มห้า เพราะว่าตอนนี้ในเมืองไพร์ล็อกมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่”
สิ่งที่เรเวนพูดนั้นทำเอาโทมัสรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองหูฝาด อัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่เมืองนี้ เขารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระและไร้เหตุผลสิ้นดี เขาไม่เข้าใจว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะมาอยู่ที่เมืองนี้ได้ยังไง ในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่โบสถ์สาขาของศาสนาจักร เขาถามเธอว่า
“แน่ใจเหรอครับ”
เรเวนมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะตอบว่า
“แน่ใจค่ะและอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้ก็เป็นคนเดียวกับที่พวกเราเห็นในคืนนั้น คืนที่พวกเราต้องไปพาตัวเจ้าชายกลับมา”
“ฮะ?” โทมัสอุทานอย่างงุนงง “คุณกำลังจะบอกว่าตอนนี้คาทาริน่า เฟย์ไรน์คนนั้นอยู่ที่เมืองนี้งั้นเหรอครับ” กิลเบิร์ตจำเธอคนนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะความแข็งแกร่งที่เธอแสดงออกมานั้นเป็นสิ่งที่เขาอยากจะลืมเลือน
เรเวนตอบโดยการพยักหน้าโทมัสสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บถามว่า
“แล้วเจ้าชายทรงว่ายังไงบ้างครับ”
“เจ้าชายทรงบอกว่าให้แค่ระวังตัวก็พอค่ะ เพราะถ้าเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วอยู่ๆ เราก็หยุดไปมันจะกลายเป็นผิดสังเกต เพราะตอนนี้เจ้าชายก็ยังไม่ทราบว่าคนพวกนี้มาที่เมืองไพร์ล็อกด้วยจุดประสงค์อะไร”
โทมัสพยักหน้า
“ทราบแล้วครับรบกวนบอกเจ้าชายด้วยว่าผมจะระวังตัว”
ที่หน้าประตูของคฤหาสน์ไวเคานต์โรซาลินด์กิลเบิร์ตยืนรอด้วยความใจจดใจจ่อ จนเมื่อเขาได้เห็นสาวใช้คนหนึ่งเดินออกจากประตูมา เขาก็รีบเดินเข้าไปหาเธอ
“คุณเรเวนครับยินดีที่ได้เจอคุณอีกนะครับ”
เรเวนหันมามองเขาแน่นอนว่าเธอต้องจำเขาได้และยังจำถึงสิ่งที่เขาสั่งให้คนของตนทำกับอันนา เธอตอบเขาไปแบบมีมารยาท
“เช่นกันค่ะคุณกิลเบิร์ต”
กิลเบิร์ตที่เห็นว่าเธอจำเขาได้ก็รู้สึกตื่นเต้นยินดี
“ให้ผมไปส่งคุณที่ปราสาทนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณกิลเบิร์ตจะเป็นการรบกวนคุณเปล่าๆ”
กิลเบิร์ตรีบพูดว่า
“ไม่เป็นการรบกวนนะครับอีกอย่างผมก็ว่างพอดีปราสาทก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง”
เรเวนเห็นว่าคงไม่สามารถปฏิเสธอีกฝ่ายได้จึงได้แต่ยอมรับ
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยค่ะคุณกิลเบิร์ต”
กิลเบิร์ตผายมือราวกับว่าเธอเป็นคุณผู้หญิงคนหนึ่ง เรเวนก็เดินไปทางประตูรั้วของคฤหาสน์ไวเคานต์ กิลเบิร์ตที่เดินคู่กับเธอก็ถามขึ้น
“ไม่ทราบว่าคุณเรเวนชอบทานอาหารแบบไหนเหรอครับกิลเบิร์ตเริ่มเปิดบทสนทนา”
เรเวนกลับตอบเพียงว่า
“อาหารแบบไหนฉันก็ทานได้หมดแหละค่ะ”
กิลเบิร์ตรู้ว่านั่นคือการตอบแบบขอไปทีแต่ก็ยังพยายามชวนคุย
“คุณเรเวนคงจะเหนื่อยมากเลยนะครับที่ไม่ต้องมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้กับเจ้าชายเออร์วิน”
เรเวนยังคงเงียบไม่ตอบอะไรกิลเบิร์ตที่เห็นว่าเธอไม่พูดอะไรเขาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะพูดอีกว่า
“แต่ก็น่าอิจฉาเจ้าชายจังเลยนะครับที่มีผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณมาเป็นสาวใช้ส่วนตัว”
เรเวนยังคงเงียบไม่พูดอะไรเธอเพียงเดินกลับไปที่ปราสาทเฉยๆ กิลเบิร์ตก็พยายามหาเรื่องพูดคุยอีก
“แล้วไม่ทราบว่าคุณเรเวนน่ะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้เจ้าชายได้ยังไงเหรอครับ”
เรเวนก็ตอบเขาไปเพียงว่า
“พอดีอยู่ๆ วันนึงเจ้าชายก็ได้มาเห็นดิฉันแล้วเกิดพอใจขึ้นมาก็เลยพูดว่าจะรับฉันเป็นสาวใช้ส่วนตัวน่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของเรเวนกิลเบิร์ตก็รู้สึกอิจฉาในตัวเจ้าชายคนนั้นขึ้นมา แต่เขาก็ยังพูดกับเธอว่า
“เป็นอย่างนั้นเองหรอครับเจ้าชายนี่น่าอิจฉาจังเลยนะครับ ฮะฮะ ที่รายล้อมไปด้วยผู้หญิงสวยๆ”
ภายในห้องของเออร์วินที่ตอนนี้มีเออวินนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะริมหน้าต่างอยู่เพียงคนเดียว เขาพยายามประเมินเรื่องต่างๆ เพื่อที่จะได้กำหนดว่าควรจะเคลื่อนไหวยังไง แต่เขาก็ไม่สามารถทำใจให้สงบได้เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ในตอนนั้นหลังจากให้เขาไหว้วานให้เรเวนคนไปแจ้งกับโทมัสเรื่องอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาไม่นึกเลยว่าเรเวนจะพูดกับเขาก่อนที่จะออกจากห้องว่า
“จริงสิเรื่องอนุภรรยาที่ฉันพูดถึงเป็นเรื่องจริงนะ”
“ครับ?” เออร์วินที่ไม่เข้าใจว่าเธอพูดถึงเรื่องนี้ทำไม ก็ได้ยินเธอพูดอีกว่า
“ก็เรื่องที่เด็กผู้ชายกับสาวใช้ส่วนตัวไง” เรเวนพูดแล้วก็มองมาที่เออร์วินก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดอีกว่า “แต่ตอนนี้แค่จองไว้ก่อนไว้จะรอเธอโตก่อนก็แล้วกัน”
พูดเสร็จเรเวนก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้เด็กชายยืนอยู่อย่างนั้น หลังจากนั้นมาเออร์วินก็เรียกได้ว่าอยู่ในภาวะที่ใจไม่สงบ เขาพยายามดึงสมองให้กลับมาอยู่กับสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญ แต่สิ่งที่เรเวนพูดนั้นก็ทำให้เขาแทบจะไม่สามารถตั้งสมาธิได้เลย ใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะในหัวมีแต่สิ่งที่เรเวนพูดซ้ำไปซ้ำมา