อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 121 รอเธอโตก่อน

            เออร์วินรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถือเป็นการเสียมารยาทเหมือนเป็นการดูถูกความเชื่อใจของผู้ที่ถูกถาม แต่ในเวลานี้ที่เขาต้องการความชัดเจนเขาจึงไม่สนมารยาทอะไรพวกนั้น ทว่าเรเวนไม่มีท่าทีโกรธเคืองหรือไม่พอใจเธอยิ้มให้เขาก่อนจะถามว่า

            “ถ้าฉันบอกว่าฉันตัดสินใจจะไปร่วมมือกับคนของศาสนาจักรเธอจะทำยังไง”

            เออร์วินตอบโดยที่ไม่ต้องคิดว่า

            “ก็คงต้องฆ่าคุณซะ”

             เมื่อได้ยินคำตอบของเออร์วินกับไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือแปลกใจ เธอกับยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า

            “เป็นคนขวานผ่าซากจังเลยนะแต่ก็เพราะแบบนี้แหละฉันถึงได้ตัดสินใจร่วมมือกับเธออยู่ไง”

            “เอ๊ะ?” คราวนี้กลับเป็นเออร์วินที่อุทานออกมา

            เรเวนบอกว่า

            “ฉันขอถามอะไรเธออย่างหนึ่งสิ”

            “ครับ?”

            “เธอกล้าเผชิญหน้ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไหม”

            เออร์วินรู้สึกแปลกใจกับคำถามของเธอว่าเงยหน้าสบตาเธอก็พบว่าเธอเองก็จ้องมองเขาเช่นกัน แล้วไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าแต่เขาคล้ายกับรู้สึกได้ถึงความคาดหวังจากแววตาของเธอ เออร์วินถามกลับไปว่า

            “ในการประลองหรือในการตัดสินเป็นตายล่ะครับ”

            เรเวนขมวดคิ้วแปลกใจกับคำถามของเขา

            “มันต่างกันยังไง”

            เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า

            “ต่างกันสิครับพี่สาวก็รู้นี่ครับว่าพลังเวทย์ของผมนั้นต่างกับพลังเวทย์พวกเขาขนาดไหน ถ้าให้สู้กันผมยอมรับเลยว่าผมสู้เขาไม่ได้ แต่ถ้าให้ผมฆ่าพวกเขาแล้วล่ะก็ผมก็มั่นใจอยู่พอตัว”

            เรเวนนึกไม่ถึงว่าเด็กชายตัวเล็กๆ แค่นี้จะพูดจาอวดดีแบบนี้ออกมาได้ ก่อนที่เธอจะนึกถึงสิ่งที่เขาพูดกับเจคในวันนั้น ว่าต้องอาศัยปัจจัยอื่นเสริมทั้งการโกหกหลอกลวงทักษะหรือศิลปะการต่อสู้และประสบการณ์ เธอยิ้มให้เขาก่อนจะพูดว่า

            “คนที่ตระกูลแบล็ควิงเคยรับใช้มีชื่อว่าเบนดิกเดิมทีเขาเป็นลูกนอกสมรสของกษัตริย์อาณาจักรชีวาส” เรเวนพูดเพียงเท่านี้ก็หยุดไปก่อนจะพูดเสริมอีกว่า “แต่ไม่ใช่แค่เขาหลอกที่ส่งตระกูลแบล็ควิงไปสู่ความพินาศ”

            พูดเพียงเท่านี้เรเวนก็นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแววตาของเธอแสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นชิงชังและหวาดกลัว จนเออร์วินสงสัยว่าใครกันที่ทำให้เธอรู้สึกกลัวได้ขนาดนี้ จนได้ยินเรเวนพูดว่า

            “คนๆ นั้นก็คือหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ราอูลขวานแสงอรุณ”

            ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้เออร์วินก็ขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะเขาเคยได้ยินชื่อเขาคนนี้มาก่อน แต่เพราะเขาไม่นึกว่าหนึ่งในศัตรูของเรเวนจะมีหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย

            “พวกเราไม่รู้ว่าราอูลร่วมมือกับเบเนดิคตั้งแต่เมื่อไหร่หรือร่วมมือกับเขาได้ได้ยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมคนอย่างราอูลถึงยอมให้ความร่วมมือกับเบเนดิค”

            “เขาจะได้อะไร” อยู่ๆ เออร์วินก็ถามขึ้น

            “เอ๊ะ?”

            เออร์วินพูดต่ออีกว่า

            “การที่คนอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะเคลื่อนไหวได้ต้องมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่เหรอครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือคำสั่งของศาสนาจักร เว้นเสียแต่เขาจะเป็นพวกโรคจิตที่ชอบการเข่นฆ่า”

            เรเวนก้มหน้าคิดก่อนจะส่ายหน้า

            “เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

            เออร์วินจึงเปลี่ยนคำถาม

            “แล้วเทียบพลังของเขากับคาทาริน่าเป็นยังไงครับ”

            เรเวนทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

            “เหมือนว่าพลังของราอูลเป็นเหนือกว่าอยู่หน่อยหนึ่งแต่ว่ามันจะพูดยาก เพราะในคืนนั้นคาทาริน่าก็ยังไม่ได้เอาจริงเช่นกัน”

            เออร์วินพยักหน้าจากสิ่งที่เขาได้รู้จักพ่อทำให้เขาได้ทราบว่าเทศกาลกำแพงที่กำลังจะมาถึงนี้ นอกจากจะเป็นการพบหน้ากันเป็นครั้งแรกระหว่างเขาก็คู่หมั้นแล้ว ยังอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เขาคาดไม่ถึงด้วยเมื่อผลกรรมที่เขาได้ทำในวันนั้นกำลังจะย้อนกลับมาเพราะหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำหน้าที่อารักขาพระราชาของอาณาจักรเซลเวเรียดันมีคาลีฟพ่อของชาลีฟที่ถูกเข้าฆ่าตายอยู่ด้วย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลมันสักนิด เพราะในเมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถเล่นเขาซึ่งหน้าได้งั้นก็แปลว่าเขาก็สามารถเก็บอีกฝ่ายอย่างลับๆ ได้เช่นกัน ทว่าเขากลับไม่นึกเลยว่าจะมีปัจจัยที่ไม่ทราบแน่ชัดอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์โผล่มาร่วมด้วย

            “อัศวินศักดิ์ศรีอย่างนั้นเหรอ” เออร์วินพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “รบกวนพี่สาวไปแจ้งกับคนโทมัสได้ไหมครับว่าตอนนี้มีคนของศาสนจักรอยู่ในเมือง ระหว่างนี้ให้ระวังการพูดเรื่องวิทยาศาสตร์จะดีที่สุด”

            เรเวนถามด้วยความสงสัยว่า

            “ไม่บอกเขาเลยล่ะว่าคนของศาสนาจักรพวกนั้นคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์”

            เออร์วินทำหน้าตรึกตรองอะไรบางอย่างก่อนจะถามเธอว่า

            “คืนนั้นโทมัสทำหน้ายังไงครับในตอนที่รู้ว่าคนของศาสนจักรที่มาคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์”

            เออร์วินถามถึงคืนที่เขาต้องไปเอาชิ้นส่วนปืนลูกโม่ เรเวนส่ายหน้าทันทีก่อนจะตอบว่า

            “ฉันไม่ได้สังเกตเขาแต่คิดว่าคงไม่ต่างจากออกัสกับไลลาที่ดูจะหวาดกลัวไม่น้อย”

            เออร์วินที่ได้ฟังคำตอบก็จับปลายคางเขาชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นลองบอกเขาไปตามตรงเลยก็ได้ครับ”

            เรเวนพยักหน้า

             

            คฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์

            ภายในห้องรับแขกโทมัสกำลังนั่งอยู่บนโซฟาโดยมีกิลเบิร์ตนั่งอยู่ตรงข้าม พักหลังมานี้กิลเบิร์ตมาที่บ้านเขาบ่อยขึ้น  ไม่ต้องบอกโทมัสก็รู้ว่าคงเป็นเพราะเรื่องที่พักนี้เขาดูจะสนิทสนมกับเจ้าชายเออร์วิน

            ในขณะที่กิลเบิร์ตกำลังนั่งด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายเขาก็สังเกตเห็นว่าโทมัสกำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่ในสมุด แม้ว่าเขาจะสงสัยแต่ก็ไม่สะดวกกับการขอดู จึงถามว่า

            “ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าวันๆ เจ้ากับเจ้าชายทำอะไรกันบ้าง”

            โทมัสตอบโดยไม่เงยหน้าว่า

            “ส่วนใหญ่ก็คุยกันและถกเถียงกันเรื่องความรู้ที่ได้ศึกษามาก็แค่นั้น”

            กิลเบิร์ตรู้ดีว่าที่ผ่านมาเจ้าชายขยะนั้นแทบจะฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุด เช่นเดียวกับคนตรงหน้านี้ที่ถูกเรียกว่าเป็นหนอนหนังสือ การที่ทั้งสองคนคุยกันแล้วมีเรื่องให้ถกเถียงไงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เดิมทีพ่อของเขายังรู้สึกโล่งใจด้วยซ้ำที่คนอย่างโทมัสแทบไม่ก้าวออกมาจากห้องสมุด เพราะด้วยนิสัยที่คล้ายกันทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถสนิทสนมกับเจ้าชายได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีสักวันที่คนแทบจะกินนอนอยู่ในกองตำราอย่างโทมัสจะออกมาจากห้องสมุดได้ และไม่เพียงเท่านั้นเขายังสนิทกับเจ้าชายได้อย่างรวดเร็ว

            “พูดคุยและถกเถียงกัน? สมกับเป็นหนอนตำราอย่างเจ้าเลยนะ”

            โทมัสพูดโดยที่ยังเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดว่า

            “ว่าแต่เจ้ามาบ้านข้าได้ทุกวันอัศวินฝึกหัดนี่ว่างขนาดนั้นเลยเหรอ”

            กิลเบิร์ตทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่โทมัสพูดแต่กลับถามเขาว่า

            “ว่าแต่เจ้าน่าจะเคยเห็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายข้าอยากรู้จังเลยว่าเจ้าคิดยังไงบ้าง”

            โทมัสที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างพลันหยุดมือเงยหน้ามองกิลเบิร์ต

            “สาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชาย?”

            กิลเบิร์ตพยักหน้า โทมัสถามด้วยความสงสัยว่า

            “สาวใช้คนไหน? เท่าที่เห็นก็มีตั้งสามคน”

            กิลเบิร์ตนิ่งไปก่อนจะพูดว่า

            “ก็โดยรวมน่ะ”

            โทมัสมองกิลเบิร์ตแปลกๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรก็มีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาในห้องรายงานกลับโทมัสว่า

            “คุณชายคะสาวใช้ของเจ้าชายมาขอพบคะ”

            โทมัสหันไปมองด้วยความแปลกใจกลับเป็นกิลเบิร์ตที่แววตาฉายความคาดหวังออกมา

            “ให้เธอรอสักครู่เดี๋ยวฉันไป” โทมัสพูดขึ้นสาวใช้คนนั้นก็พยักหน้า โทมัสลุกขึ้นหันมาพูดกับกิลเบิร์ตว่า “ขอเวลาเดี๋ยว”

            กิลเบิร์ตก็ลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า

            “ไม่เป็นไรฉันเองก็กำลังจะกลับพอดี”

            โทมัสดูแปลกแต่เล็กน้อยเพราะไม่นึกว่าคนคนนี้อยู่ๆ ก็บอกว่าจะกลับแต่เขาก็ไม่คิดจะรั้งไว้ จึงพยักหน้าให้อีกฝ่ายแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปโดยมีกิลเบิร์ตเดินตาม

             โทมัสเดินนำกิลเบิร์ตมาถึงที่โถงทางเข้าก็พบเห็นกับสาวใช้คนหนึ่งยืนรออยู่ ทันทีที่สาวใช้หันมาเห็นโทมัสเดินมาก็ทำการถอนสายบัวให้เขา

            “คุณชายโทมัส”

            โทมัสพยักหน้าให้เธอเขาไม่ค่อยรู้เรื่องของผู้หญิงคนนี้เท่าไหร่นักนอกจากแค่ว่าเธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชาย เพราะสิ่งที่เขาสนใจก็มีแค่ความรู้ที่เจ้าชายสอนเท่านั้น แต่เขาก็สังเกตเห็นได้ว่าสาวใช้ส่วนตัวคนนี้ดูจะตั้งใจฝึกฝนในสิ่งที่ตั้งใจฝึกฝนในสิ่งที่เจ้าชายเออร์วินบอกเป็นอย่างยิ่ง

            ทันทีที่กิลเบิร์ตได้มาพบกับเรเวนเขาก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้อีก ดวงตาของเขาก็เผยให้เห็นถึงความปรารถนาและความคนึงหาอย่างแทบไม่อาจจะควบคุม เขาต้องควบคุมตัวเองเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ตัวเองเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างความสนิทสนมกับเธออย่างออกนอกหน้า

            เรเวนหันไปเห็นกิลเบิร์ตเดินตามหลังโทมัสมาก็พูดกับโทมัสว่า

            “คุณชายโทมัสขอเวลาส่วนตัวสักครู่ค่ะ”

            แม้ว่าโทมัสจะสงสัยว่าเรื่องอะไรกันที่ต้องคุยส่วนตัวแต่เขาก็หันไปพูดกับสาวใช้ว่า

            “เดี๋ยวช่วยไปส่งกิลเบิร์ตให้ที”

            กิลเบิร์ตที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็พูดว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกโทมัสฉันกลับเองได้คุยธุระกับคุณเรเวนเถอะ”

            โทมัสรู้สึกว่าตัวเองหูฝาดที่ได้ยินกิลเบิร์ตใช้คำว่าคุณกับเรเวน แต่เขาก็คิดว่าคงเป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการจะสร้างความสนิทสนมกับเจ้าชาย จึงได้คิดจะใช้สาวใช้คนนี้เป็นสะพานต่ออีกทอดหนึ่งจึงไม่คิดอะไรมาก เขาพยักหน้าให้กับกิลเบิร์ต

            “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจไม่ส่งนะ”

            กิลเบิร์ตพยักหน้าให้โทมัสก่อนจะเดินผ่านเรเวนไป ในจังหวะที่เขากำลังเดินผ่านเธอนั้นเขาได้หันไปมองเธอพบว่าเธอไม่ได้หันมามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว กิลด์เบิร์ตก็ไม่ได้พูดอะไรแต่ในแววตาของเขาปล่อยให้เห็นความรู้สึกผิดหวังก่อนจะเดินออกจากประตูไป

            โทมัสหันไปมองสาวใช้สาวใช้คนนั้นก็เดินออกจากห้องไปอย่างรู้งาน  โทมัสหันมาถามเรเวนว่า

            “มีเรื่องอะไรเหรอครับ”

            เรเวนตอบไปตามตรงว่า

            “เจ้าชายให้ฉันมาแจ้งคุณว่าจากนี้ไปให้คุณระวังตัวหน่อยและอยากได้พูดเรื่องวิทยาศาสตร์สุ่มสี่สุ่มห้า เพราะว่าตอนนี้ในเมืองไพร์ล็อกมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่”

            สิ่งที่เรเวนพูดนั้นทำเอาโทมัสรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองหูฝาด อัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่เมืองนี้ เขารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระและไร้เหตุผลสิ้นดี เขาไม่เข้าใจว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะมาอยู่ที่เมืองนี้ได้ยังไง ในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่โบสถ์สาขาของศาสนาจักร เขาถามเธอว่า

            “แน่ใจเหรอครับ”

            เรเวนมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะตอบว่า

            “แน่ใจค่ะและอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้ก็เป็นคนเดียวกับที่พวกเราเห็นในคืนนั้น คืนที่พวกเราต้องไปพาตัวเจ้าชายกลับมา”

            “ฮะ?” โทมัสอุทานอย่างงุนงง “คุณกำลังจะบอกว่าตอนนี้คาทาริน่า เฟย์ไรน์คนนั้นอยู่ที่เมืองนี้งั้นเหรอครับ” กิลเบิร์ตจำเธอคนนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะความแข็งแกร่งที่เธอแสดงออกมานั้นเป็นสิ่งที่เขาอยากจะลืมเลือน

            เรเวนตอบโดยการพยักหน้าโทมัสสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บถามว่า

            “แล้วเจ้าชายทรงว่ายังไงบ้างครับ”

            “เจ้าชายทรงบอกว่าให้แค่ระวังตัวก็พอค่ะ เพราะถ้าเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วอยู่ๆ เราก็หยุดไปมันจะกลายเป็นผิดสังเกต เพราะตอนนี้เจ้าชายก็ยังไม่ทราบว่าคนพวกนี้มาที่เมืองไพร์ล็อกด้วยจุดประสงค์อะไร”

            โทมัสพยักหน้า

            “ทราบแล้วครับรบกวนบอกเจ้าชายด้วยว่าผมจะระวังตัว”

             

            ที่หน้าประตูของคฤหาสน์ไวเคานต์โรซาลินด์กิลเบิร์ตยืนรอด้วยความใจจดใจจ่อ จนเมื่อเขาได้เห็นสาวใช้คนหนึ่งเดินออกจากประตูมา เขาก็รีบเดินเข้าไปหาเธอ

            “คุณเรเวนครับยินดีที่ได้เจอคุณอีกนะครับ”

            เรเวนหันมามองเขาแน่นอนว่าเธอต้องจำเขาได้และยังจำถึงสิ่งที่เขาสั่งให้คนของตนทำกับอันนา เธอตอบเขาไปแบบมีมารยาท

            “เช่นกันค่ะคุณกิลเบิร์ต”

            กิลเบิร์ตที่เห็นว่าเธอจำเขาได้ก็รู้สึกตื่นเต้นยินดี

            “ให้ผมไปส่งคุณที่ปราสาทนะครับ”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณกิลเบิร์ตจะเป็นการรบกวนคุณเปล่าๆ”

            กิลเบิร์ตรีบพูดว่า

            “ไม่เป็นการรบกวนนะครับอีกอย่างผมก็ว่างพอดีปราสาทก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง”

            เรเวนเห็นว่าคงไม่สามารถปฏิเสธอีกฝ่ายได้จึงได้แต่ยอมรับ

            “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยค่ะคุณกิลเบิร์ต”

            กิลเบิร์ตผายมือราวกับว่าเธอเป็นคุณผู้หญิงคนหนึ่ง เรเวนก็เดินไปทางประตูรั้วของคฤหาสน์ไวเคานต์ กิลเบิร์ตที่เดินคู่กับเธอก็ถามขึ้น

            “ไม่ทราบว่าคุณเรเวนชอบทานอาหารแบบไหนเหรอครับกิลเบิร์ตเริ่มเปิดบทสนทนา”

            เรเวนกลับตอบเพียงว่า

            “อาหารแบบไหนฉันก็ทานได้หมดแหละค่ะ”

            กิลเบิร์ตรู้ว่านั่นคือการตอบแบบขอไปทีแต่ก็ยังพยายามชวนคุย

            “คุณเรเวนคงจะเหนื่อยมากเลยนะครับที่ไม่ต้องมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้กับเจ้าชายเออร์วิน”

            เรเวนยังคงเงียบไม่ตอบอะไรกิลเบิร์ตที่เห็นว่าเธอไม่พูดอะไรเขาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะพูดอีกว่า

            “แต่ก็น่าอิจฉาเจ้าชายจังเลยนะครับที่มีผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณมาเป็นสาวใช้ส่วนตัว”

            เรเวนยังคงเงียบไม่พูดอะไรเธอเพียงเดินกลับไปที่ปราสาทเฉยๆ กิลเบิร์ตก็พยายามหาเรื่องพูดคุยอีก

            “แล้วไม่ทราบว่าคุณเรเวนน่ะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้เจ้าชายได้ยังไงเหรอครับ”

            เรเวนก็ตอบเขาไปเพียงว่า

            “พอดีอยู่ๆ วันนึงเจ้าชายก็ได้มาเห็นดิฉันแล้วเกิดพอใจขึ้นมาก็เลยพูดว่าจะรับฉันเป็นสาวใช้ส่วนตัวน่ะค่ะ”

            เมื่อได้ยินคำตอบของเรเวนกิลเบิร์ตก็รู้สึกอิจฉาในตัวเจ้าชายคนนั้นขึ้นมา แต่เขาก็ยังพูดกับเธอว่า

            “เป็นอย่างนั้นเองหรอครับเจ้าชายนี่น่าอิจฉาจังเลยนะครับ ฮะฮะ ที่รายล้อมไปด้วยผู้หญิงสวยๆ”

             

            ภายในห้องของเออร์วินที่ตอนนี้มีเออวินนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะริมหน้าต่างอยู่เพียงคนเดียว เขาพยายามประเมินเรื่องต่างๆ เพื่อที่จะได้กำหนดว่าควรจะเคลื่อนไหวยังไง แต่เขาก็ไม่สามารถทำใจให้สงบได้เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ในตอนนั้นหลังจากให้เขาไหว้วานให้เรเวนคนไปแจ้งกับโทมัสเรื่องอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาไม่นึกเลยว่าเรเวนจะพูดกับเขาก่อนที่จะออกจากห้องว่า

            “จริงสิเรื่องอนุภรรยาที่ฉันพูดถึงเป็นเรื่องจริงนะ”

            “ครับ?” เออร์วินที่ไม่เข้าใจว่าเธอพูดถึงเรื่องนี้ทำไม ก็ได้ยินเธอพูดอีกว่า

            “ก็เรื่องที่เด็กผู้ชายกับสาวใช้ส่วนตัวไง” เรเวนพูดแล้วก็มองมาที่เออร์วินก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดอีกว่า “แต่ตอนนี้แค่จองไว้ก่อนไว้จะรอเธอโตก่อนก็แล้วกัน”

            พูดเสร็จเรเวนก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้เด็กชายยืนอยู่อย่างนั้น หลังจากนั้นมาเออร์วินก็เรียกได้ว่าอยู่ในภาวะที่ใจไม่สงบ เขาพยายามดึงสมองให้กลับมาอยู่กับสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญ แต่สิ่งที่เรเวนพูดนั้นก็ทำให้เขาแทบจะไม่สามารถตั้งสมาธิได้เลย ใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะในหัวมีแต่สิ่งที่เรเวนพูดซ้ำไปซ้ำมา


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน