ทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book)

    บทที่ 40 แนวร่วมแห่งความรุ่งโรจน์

    บทที่ 40 แนวร่วมแห่งความรุ่งโรจน์

     

             ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียนภายในลานกว้างของสำนักศึกษาก็เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของบรรดานักเรียน เด็กหลายคนจับกลุ่มนั่งอ่านหนังสือบางคนกำลังฝึกเขียนอักษรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ส่วนอีกหลายคนก็กำลังพูดคุยเรื่องการสอบในอนาคตกันอย่างออกรส

            ทว่ากลุ่มที่คึกคักที่สุดกลับเป็นบริเวณรอบตัวหลินเสี่ยวเฉินหลังจากเหตุการณ์ที่เขาโต้กลับหวงจิ่งหยูจนอีกฝ่ายหน้าเสียข่าวก็แพร่ไปทั่วสำนักศึกษาอย่างรวดเร็วยิ่งมีคนรู้ว่าเด็กชายคนนี้คือคนเดียวกับที่กล้าต่อกรกับเจ้าเมืองหวงตอนลงมาทวงหนี้ถึงหมู่บ้านยิ่งทำให้ทุกคนสนใจมากขึ้นไปอีก

            “ข้าชื่อต้วนอี มาจากตำบลตะวันออก”

            “ข้าหลี่ชิง บ้านข้าขายผ้าอยู่ที่ถนนหวงอัน”

            “ข้าหวังเจิ้ง พ่อข้าเปิดร้านขายหยกที่ตลาด”

            เด็กชายหลายคนทยอยแนะนำตัวทีละคนบางคนยิ้มกว้าง บางคนมองหลินเสี่ยวเฉินด้วยสายตาชื่นชมราวกับเจอวีรบุรุษตัวจริง

            “ได้ยินว่าตอนเจ้าเมืองไปทวงหนี้ที่หมู่บ้านเจ้าเถียงจนเขาพูดไม่ออกจริงหรือ” เด็กที่ชื่อจางเหวินถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น

            หลินเสี่ยวเฉินหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง“จะเรียกว่าเถียงก็ไม่ถูกนักข้าเพียงแค่คำนวณตัวเลขตามสัญญาให้ทุกคนฟังเท่านั้น”

            “แล้วเจ้าเมืองโกงจริงหรือไม่” หวังเจิ้งรีบถามต่อทันที

            บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อยหลายคนมองหน้ากันไปมาเหมือนรอฟังคำตอบสำคัญ

            หลินเสี่ยวเฉินกวาดสายตามองรอบด้านลดเสียงลงเล็กน้อยแล้วจึงตอบ “หากถามความคิดของข้าข้าก็คิดว่าเขาโกง”

            ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเด็กหลายคนก็สูดลมหายใจเฮือกอย่างที่พวกเขาคิดไว้ไม่มีผิดก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าเจ้าเมืองหวงคนนี้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราบ้าง ขูดรีดภาษีบ้างยึดเอาพืชผลของชาวบ้านบ้างนั่นก็หมายความว่าข้อสันนิษฐานก่อนหน้าก็มีมูลความจริงน่ะสิ

            “แต่ว่า...” หลินเสี่ยวเฉินพูดต่อ “ตอนนี้พวกเรายังพูดอะไรส่งเดชไม่ได้เจ้าเมืองหวงยังมีอำนาจอยู่ในเมืองนี้หากพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไปอาจจะนำอันตรายมาสู่ตนเองและครอบครัวได้”

            ทุกคนเงียบลงทันทีหลายคนสีหน้าหนักใจเพราะต่างก็รู้ดีว่าเจ้าเมืองหวงเป็นคนเช่นไร

            ในตอนนั้นเองเด็กชายรูปร่างผอมคนหนึ่งที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็พูดขึ้นมา“ข้าชื่อเฉินผี มาจากหมู่บ้านชิงเหอ”

            ทุกคนหันไปมองเขา

            เฉินผีกำหมัดแน่นสีหน้าดูเคร่งเครียด

            “คนทั้งหมู่บ้านของข้าก็กู้เงินจากเจ้าเมืองหวงเหมือนกันตอนแรกพวกเราคิดว่าเป็นเพราะตัวเองยากจนถึงใช้หนี้ไม่หมดพ่อข้าที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็จนใจไม่รู้จะช่วยชาวบ้านอย่างไรดีแต่พอได้ฟังเรื่องของเจ้าแล้วข้ารู้สึกว่ามันแปลกจริง ๆ”

            เขาเงยหน้ามองหลินเสี่ยวเฉินก่อนพูดต่อ “กลับบ้านครั้งหน้าข้าจะให้ชาวบ้านเอาสัญญาออกมาดูใหม่ให้หมด”

            “ควรทำเช่นนั้น สัญญาทุกใบต้องอ่านให้ละเอียดโดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยกับระยะเวลา หลายคนเสียเปรียบเพียงเพราะอ่านหนังสือไม่ออก” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้า

            คำพูดนั้นทำให้เด็กหลายคนก้มหน้าลงอย่างเงียบงันเพราะความจริงแล้วนักเรียนสามในสิบส่วนที่มาเรียนในสำนักศึกษาแห่งนี้ก็มาจากหลายหมู่บ้านจะว่าไปก็เป็นบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านนั่นแหละต่างก็เคยเห็นชาวบ้านขายที่นาเพราะใช้หนี้ไม่ไหวและเคยเห็นคนยากจนถูกขุนนางกดขี่จนไม่มีทางสู้เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดกล้าพูดเรื่องพวกนี้ออกมาตรง ๆ เท่านั้น

            หลินเสี่ยวเฉินมองสหายเหล่านั้นทีละคนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงอยากมาเรียนที่นี่”

            ทุกคนเงียบลงแล้วตั้งใจฟังสายตาจ้องมองไปที่หลินเสี่ยวเฉินด้วยความสนใจมากขึ้น

            “ตอนแรกข้าก็คิดเพียงแค่ว่าต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวให้พ่อแม่กับพี่สาวได้มีชีวิตที่ดีขึ้นแต่หลังจากเจอเรื่องต่าง ๆ ข้าถึงได้เข้าใจว่าต่อให้เรามีเงินเพียงใดหากขุนนางยังเลวบ้านเมืองก็ไม่มีวันสงบ”

            เด็กหลายคนพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัวโดยเฉพาะนักเรียนที่โตกว่าหลินเสี่ยวเฉิน เหมือนพวกเขาจะเข้าใจที่คนตรงหน้าพูดได้อย่างกระจ่างแจ้ง

            “ดังนั้นหลังจากพวกเราสำเร็จการศึกษาแล้ว พวกเราจะต้องสอบเข้าเป็นขุนนางและเมื่อได้เป็นขุนนางพวกเราจะต้องเป็นขุนนางที่ดี” หลินเสี่ยวเฉินพูดต่อช้า ๆแต่ชัดเจนทุกคำ

            เสียงของเขาหนักแน่นจนแม้แต่เด็กที่อยู่ไกลออกไปยังเผลอหันมามอง

            “ต่อให้ใครบางคนในที่นี้ไม่ได้คิดว่าจะร่ำเรียนไปจนถึงขั้นเป็นบัณฑิตสอบขุนนางผู้ใดที่คิดว่าจะกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อสืบทอดต่อตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านก็จะต้องเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ดีไม่ใช่เป็นลูกล้อให้กับพวกขุนนางชั่ว ต้องดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน ช่วยเหลือผู้คน ไม่ใช่กดขี่พวกเขาเหมือนที่ขุนนางชั่วบางคนทำ”

            “หากบ้านเมืองมีขุนนางดีมากขึ้นชาวบ้านก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นกันพวกเราถึงจะสามารถลืมตาอ้าปากได้จริง ๆ” ต้วนอีพูดเสริม บัดนี้ไฟแห่งการเป็นบุตรชายหัวหน้าหมู่บ้านของเขาลุกโชนขึ้นมาแล้ว

            เด็กหลายคนเริ่มมีแววตาเปลี่ยนไปจากเดิมที่ฟังเพียงเพราะความสนใจตอนนี้กลับกลายเป็นความมุ่งมั่นจริงจัง

            จางเหวินกำหมัดแน่นก่อนพูดขึ้น “ถูกต้อง ข้าเองก็ไม่อยากเห็นพ่อแม่ถูกเอาเปรียบจากการขูดรีดภาษีอีกแล้วเจ้าเมืองหวงเก็บภาษีแพงมากทั้งยังส่งพวกของเผิงต้าคุณมาเก็บค่าคุ้มครองทุกร้านในตลาดอีก”

            “ข้าก็ด้วย” หวังเจิ้งรีบพูดตาม“ถ้าข้าได้เป็นขุนนางข้าจะไม่ยอมให้คนชั่วรังแกชาวบ้านแน่”

            “ข้าเองจะตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้!” เฉินผีพยักหน้าแรง ๆ

            บรรยากาศรอบตัวเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เด็กชายหลายคนต่างพูดถึงอนาคตของตัวเอง บางคนอยากเป็นนายอำเภอบางคนอยากเข้าสำนักตรวจการบางคนอยากเป็นขุนนางฝ่ายกฎหมายเพื่อช่วยตัดสินคดีอย่างยุติธรรม

            หลินเสี่ยวเฉินมองภาพตรงหน้าแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ถึงพวกเขาจะยังเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็ก ๆแต่ในสายตาของเขาเด็กพวกนี้อาจกลายเป็นกำลังสำคัญของแผ่นดินในอนาคตก็ได้

            ในตอนนั้นเองจางเหวินก็ยื่นมือออกมากลางวง “ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาตั้งใจเรียนไปด้วยกันเถอะ”

            เด็กคนอื่นๆ มองหน้ากันก่อนจะยิ้มให้กันอย่างพร้อมเพรียง “ได้!”

            มือของเด็กหลายคนยื่นเข้ามาซ้อนกันทีละคนหลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือของตัวเองเข้าไปร่วมด้วย

            แสงแดดยามเช้าส่องผ่านลานกว้างของสำนักศึกษาเด็กชายหลายคนยืนล้อมวงกันด้วยสีหน้ามุ่งมั่นจริงจัง

            “พวกเราจะต้องทำให้ขุนนางชั่วหมดไปจากแผ่นดิน” เสียงของเด็กชายทั้งหมดดังขึ้นพร้อมกันอย่างหนักแน่นแม้จะยังเป็นเพียงคำพูดของเด็กวัยเยาว์แต่ในแววตาของพวกเขาเวลานี้กลับเต็มไปด้วยความฝันและความตั้งใจที่จริงจังอย่างที่สุด

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book) ที่คุณอ่าน