เรือล่องไปตามลำน้ำอย่างเอื่อยเฉื่อย เพื่อให้ลูกค้าได้ชมทิวทัศน์และการละเล่นสองฝั่งแม่น้ำอย่างพอใจ ฉางเยี่ยนหลี กับลั่วชิงหยางพูดคุยไม่หยุดหย่อน ทั้งเสียงหัวเราะของฉางเฟิง กับเมิ่งกวงเหยาและองค์ชายสาม ทำให้บรรยากาศครื้นเครงไม่น้อย ไม่ว่าเรือจะผ่านที่ไหน การละเล่นยามค่ำคืนก็สร้างความตี่นตาตี่นใจแก่ผู้โดยสารบนเรือยิ่งนัก ผิดกับฉางหลิวหลีที่นั่งไม่พูดไม่จา มีเพียงหย่งซีเฉินกับเสี่ยวเป่าที่สังเกตุเห็นความทุกข์ในแววตาของนาง
“นางมีเื่อันใดอยู่ในใจกันแน่” หย่งซีเฉินคิด
“คุณหนูไม่สนุกหรือเ้าคะ” เสี่ยวเป่าเป็ห่วงนายสาว แสงไฟในเรือแม้จะไม่สว่างมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นน้ำตาที่รื้นอยู่ในดวงตาของนาง
“เปล่าข้าเพียงไม่เคยล่องเรือแบบนี้มาก่อน” นางตอบเสี่ยวเป่า
“คุณหนูกลัวหรือเ้าคะ” คำถามของเสี่ยวเป่าทำให้หย่งซีเฉินหันไปมองหน้าฉางหลิวหลี
เมื่อได้ยินว่าน้องสาวกลัว ฉางเฟิงที่นั่งอยู่ติดกันก็หันมาปลอบน้องสาว
“น้องหญิงเ้ากลัวหรือ ถ้าหากเ้ากลัวก็จับมือของพี่ไว้” ทุกครั้งที่ท่านปู่กับท่านพ่อของนางออกรบ ฉางเฟิงก็จะปลอบนางเช่นนี้เป็ประจำ
“ข้าไม่กลัวเ้าค่ะเพียงตื่นเต้นเล็กน้อย”
ฉางหลิวหลีกุมมือพี่ชายแน่น
“มือเย็นขนาดนี้เ้ายังบอกว่าไม่กลัวอีก เ้ากลัวก็บอกพี่ห้ามโกหกพี่เด็ขาด"
ฉางเฟิงบอกน้องสาว
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ”
“พี่ไม่อยู่เ้าคงเหงาน่าดู”
“เสี่ยวเป่าดูแลข้าอย่างดีเ้าค่ะ”
“พี่กลับมาคราวนี้ได้พักหลายเดือน พี่จะดูแลเ้าเอง"ฉางหลิวหลีเอียงหัวซบลงที่ไหล่ของพี่ชาย
ภาพคนทั้งสองตรงหน้าทำให้หย่งซีเฉินต้องเบือนหน้าหนี
“แม้จะเป็คู่หมายก็ไม่สมควรทำประเจิดประเจ้อเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักอายเสียจริง” หย่งซีเฉินคิดด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ั้แ่ลงเรือจนถึงเรือจอดหย่งซีเฉินก็ไม่พูดอะไรสักคำ
ทั้งหมดขึ้นจากเรือ ขณะที่กำลังเดินผ่านสาวงามผู้หนึ่งที่บรรเลงผีผาอยู่ใกล้กับท่าน้ำ ข้างกายของนางมีบ่าวรับใช้ถือตระกร้าเพื่อใส่เหรียญจากผู้คนที่หยุดฟังเพลงของนาง นางเงยหน้าขึ้นเห็นหย่งซีเฉิน จึงเอ่ยปากถาม
“คุณชายท่านนี้ท่าน้าฟังเพลงหรือไม่เ้าคะ” หย่งซีเฉินแค่หันไปมองแต่ไม่ได้พูดอะไร
“พี่ชายของเ้าเล่นตัวยิ่งนัก” ฉางเยี่ยนหลีกระซิบบอกลั่วชิงหยาง นางได้แต่ยิ้มแหยๆ
“ทั้งวังหลวงยังไม่เคยมีใครกล้าพูดจาเช่นนี้ หากอ๋องเฉินได้ยิน ไม่รู้ว่าเพื่อนของนางยังจะรักษาชีวิตไว้ได้หรือไม่” ลั่วชิงหยางคิด
เมื่อหย่งซีเฉินไม่พูดอะไรฉางเฟิงจึงเป็ฝ่ายพูดแทน
“ข้าขอให้แม่นางบรรเลงให้ข้าฟังสักเพลงได้หรือไม่”
“ได้เ้าค่ะ คุณชาย” นางหยิบผีผาขึ้นมา บรรจงวางนิ้วเรียวลงไปด้วยแววตาเศร้าหมอง เสียงเพลงจากผีผาของนางช่างไพเราะจับใจ แต่บทเพลงกลับถ่ายทอดถึงความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก
เพลงจบลงฉางเฟิงดึงหยกที่ห้อยอยู่บนเอวไปวางไว้ในตระกร้า
“ข้าขอเสียมารยาท ถามชื่อแซ่ของแม่นางจะได้หรือไม่”
“ข้าน้อย ไป๋ถงลี่ขอบคุณ ที่คุณชายอุตส่าฟังเพลงจนจบเ้าค่ะ”
“หากมีวาสนาเราคงได้พบกันอีกแม่นางไป๋”ฉางเฟิงบอกนาง
“บุรุษบางคนมีคู่หมั้นหมายอยู่แล้วยังเ้าชู้ไม่เลิกอีก"หย่งซีเฉินพูดอย่างหงุดหงิด
“ชิงหยางพี่ใหญ่ว่าใครหรือ” ฟ่านเสียนถามคนรัก
“ไม่รู้สิท่านอ๋องอาจพูดรวมๆมั้ง”ลั่วชิงหยางกระซิบบอก แล้วทุกคนก็ออกจากที่นั่นไป
ระหว่างทางกลับจวนโหงว
“ชิงหยางข้าสังเกตุว่าคุณหนูฉางหลิวหลี นางไม่มีความสุขเท่าใดนัก นางเป็อะไรหรือ” คำถามนี้กลับมีคนอยากรู้คำตอบมากกว่าองค์ชายสามเสียอีก
“พี่หญิงน่ะหรือ เยี่ยนหลีบอกว่าตอนเด็กพี่หญิงเคยตกน้ำ นางว่ายน้ำไม่เป็นางอาจกลัวก็เป็ไปได้”
“คู่หมายของนางถึงจะเ้าชู้สักหน่อยแต่ก็ถือว่าดูแลนางดี นางยังกลัวอีกหรือ”
“เ้าอย่าซี้ซั้วพูดนะฟ่านเสียน คนที่ดูแลนางไม่ใช่แม่ทัพเมิ่งหรอกนะ แต่เป็แม่ทัพฉางเฟิงพี่ชายของนางต่างหาก” ลั่วชิงหยางตำหนิคนรัก
“ห๋า! พี่ชายของนางหรอกหรือ” ฟ่านเสียนอุทาน
“แม่ทัพฉางเฟิง แม่ทัพเมิ่งและพี่หญิง ทั้งสามโตมาด้วยกันข้าว่าแม่ทัพเมิ่งปฎิบัติต่อพี่หญิงเหมือนพี่ชายกับน้องสาวมากกว่าจะเป็คู่หมาย” แค่คำบอกเล่าเพียงเล็กน้อยของลั่วชิงหยางก็ทำให้หมอกดำที่ปกคลุมในใจของท่านอ๋องผู้เ็า มลายจนหมดสิ้น
เมื่อกลับถึงตำหนักเซียวช่งหลาน และเวินฉงหลินเข้ามารายงานเื่ที่ทั้งสองไปสืบมา
“ดีมาก พรุ่งนี้ข้าจะไปหอฮวาหลันด้วยตัวเอง”