ดวงตาเจียงเยี่ยนเจิดจ้าดุจดวงตะวันในยามราตรี รอยยิ้มของมันสง่าดุจราชันย์ เด็กหนุ่มครุ่นคิดขึ้น‘ที่เหลิ่งเถียนแสดงกระบวนท่าพิชิตเทพห้าร้อยกว่าท่าให้ซูหลิงเอ๋อร์ชม ไม่แน่จะเป็นกระบวนท่าจริงทั้งหมด บางท่าเหลิ่งเถียนอาจร่ายรำขึ้นมั่วๆ หลอกให้ซูหลิงเอ๋อร์สับสน หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่าเหลิ่งเถียนก็มิได้ไว้ใจซูหลิงเอ๋อร์นัก’ภาพห้าร้อยกว่าภาพ ยี่สิบหกวันมานี้เจียงเยี่ยนทดลองฝึกดูอย่างน้อยสามสี่เที่ยวแล้ว บางภาพเป็นกระบวนท่าชัดเจน เช่น เพลงหมัด กงเล็บ เพลงเท้า แต่อีกส่วนเป็นพลังลมปราณ เช่น การไขว้มือเป็นรูปกากบาทรวบรวมพลัง การประกบฝ่ามือห่างๆ จนเกิดเป็นลูกพลังสีดำคล้ายมีมังกรวิ่งวนอยู่ในลูกพลังนั้นแสดงว่าแผ่นภาพเหล่านี้แบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนของกระบวนท่าและส่วนของการรวบรวมพลัง หากผสานเข้ากันได้ก็จะสำเร็จกระบวนท่าพิชิตเทพแต่บางกระบวนท่าดูแล้วอาจจะใช้ไม่ได้จริง เช่น มีท่าหนึ่งใช้เท้าขวาเตะศัตรู ขณะเดียวกันกรงเล็บซ้ายตะกุยไปด้วย หากเท้าเตะถูกศัตรูแล้วจะใช้กรงเล็บให้วุ่นวายทำไม? เจียงเยี่ยนตัดท่าที่เห็นว่าใช้การไม่ได้ออกซึ่งมีถึงสามร้อยกว่าภาพเพื่อมิให้สับสน เจียงเยี่ยนถึงกับใช้ดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์ ยิงทำลายภาพที่มันคิดว่าใช้การมิได้เหล่านั้นทีละภาพจนแตกกระจาย!หากเจียงเยี่ยนคิดผิด กระบวนท่าเหล่านี้ก็สาบสูญไปจากโลกแล้ว
ตอนนี้เจียงเยี่ยนเหลือเพียงภาพที่คิดว่าใช้ได้จริงสองร้อยสามภาพเท่านั้น ในใจเด็กหนุ่มก็ยังเห็นว่า ‘มากเกินไป’ อยู่ดีเจียงเยี่ยนร่ายรำกระบวนท่าที่เหลืออีกเที่ยวหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าจะเรียงลำดับหรือไม่ แต่เมื่อร่ายรำต่อเนื่องรู้สึกขัดแย้งกันยิ่งเพราะไม่มีกระบวนท่าใดต่อเนื่องกันเลย แต่เมื่อร่ายรำสำเร็จ เจียงเยี่ยนก็ยิงดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์ทำลายภาพแกะสลักอีกหลายสิบภาพทิ้งไป จนเหลือแค่ร้อยยี่สิบหกภาพมันตัดกระบวนท่าออกอีก!เจียงเยี่ยนร่ายรำร้อยกว่ากระบวนท่าที่เหลือทวนซ้ำ เมื่อร่ายรำเสร็จก็ยิงดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์ทำลายภาพแกะสลักทิ้งไปอีกเจ็ดสิบสามภาพบางภาพเด็กหนุ่มทำลายเพียงเพราะเห็นว่ามันน่ารำคาญเท่านั้น ตอนนี้เจียงเยี่ยนถึงกับใช้อารมณ์ตนเองมาตัดสินวิทยายุทธแล้ว
ตอนนี้เหลือภาพแกะสลักเพียงห้าสิบสามภาพ เจียงเยี่ยนกำหมัดกำลังจะร่ายรำออกอีกเที่ยว แต่มันรู้สึกขุ่นข้องรำคาญแต่แรก จะร่ายรำกระบวนท่าวนซ้ำ ไปเพื่ออะไร? มันตัดสินใช้เร่งพลังลมปราณเทพดับสูญใส่หมัดจนเป็นไอสีดำ จากนั้นระดมต่อยหมัดใส่แผ่นภาพที่เหลือห้าสิบสองภาพ เหลือไว้เพียงภาพเดียว เป็นภาพกระบวนท่าแรกที่มันเข้าห้องศิลานี้มาก็เริ่มฝึกเจียงเยี่ยนหอบหายใจเล็กน้อย มันมองดูสองหมัด รู้สึกสะใจอย่างยิ่ง แววตามันไม่บริสุทธิ์สดใสเหมือนเช่นกาลก่อน แต่ดูป่าเถื่อนอย่างบอกไม่ถูกเด็กหนุ่มมองไปที่ภาพแกะสลักสุดท้ายด้วยความขุ่นเคืองใจ อารมณ์เสียอย่างไร้เหตุผล มันรู้สึกผูกพันกับภาพนี้ แต่อีกด้านมันก็รู้สึกว่ากระบวนท่านี้รบกวนการเรียนรู้ของมันสองมือเจียงเยี่ยนกำแน่น สองแขนแนบลำตัว จากนั้นต่อยหมัดขวาออกเป็นกระบวนท่าเดียวกับภาพที่มันเหลืออยู่ พลังหมัดก่อเกิดเป็นคลื่นอากาศอัดกระแทก ทำลายภาพแกะสลักสุดท้ายแตกกระจาย แต่พลังหมัดยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทำเอากำแพงศิลาอันแข็งแกร่งแตกละเอียดเป็นวงกว้างเจียงเยี่ยนยิ้มแล้ว คราวนี้รอยยิ้มมันกว้างเต็มใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่สง่างามเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น มันเองก็ไม่ทราบว่ามันเอาความมั่นใจเช่นนี้มาจากที่ใด เพียงทราบว่าหลังจากสำเร็จกระบวนท่าพิชิตเทพ มันมีความฮึกเหิมเปี่ยมล้นกระบวนท่าพิชิตเทพเป็นกระบวนท่าแห่งราชันย์ ในอดีตเหลิ่งเถียนผู้บัญญัติวิชานี้ตั้งตนเป็นจักรพรรดิคุนหลุน ตัวมันเองก็มีความมั่นใจถือดี ทระนงและสูงส่ง กลิ่นอายของเหลิ่งเทียนชำแรกผ่านกระบวนท่าพิชิตเทพเข้าไปในจิตใจเจียงเยี่ยนโดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้ตัว
เจียงเยี่ยนเดินไปที่ประตูศิลาซึ่งหลอมทำจากอุกกาบาตลี้ลับ มันทาบฝ่ามือใส่ประตูสักพักก็เกิดไอสีดำขึ้นที่ประตู ฝ่ามือมันค่อยๆ จมลงไปในประตูศิลาอันแข็งแกร่ง ประตูศิลาค่อยๆ แตกร้าวจากข้างใน สักพักก็เริ่มปริแตกได้ผล! เจียงเยี่ยนครุ่นคิดขึ้นแทนที่จะใช้พลังหมัดหรือฝ่ามืออันแกร่งกร้าวทำลาย ซึ่งประตูศิลาก็ไม่มีวันแตก แต่ถ้าเร่งพลังภายในความร้อนสูงเข้าไปในประตู กัดกร่อนมันจากภายใน ประตูศิลาก็จะค่อยๆ ทนความร้อนไม่ไหวค่อยๆ ละลายและแตกร้าวในที่สุดนี่คือความสำเร็จที่เจียงเยี่ยนได้จากกระบวนท่าพิชิตเทพ!
ที่แท้กระบวนท่าพิชิตเทพเพียงแค่สอนหลักให้มันทราบคร่าวๆ เท่านั้น ว่าในโลกมีหลักวิชาที่หลากหลาย อ่อน แข็ง เร็ว ช้า นิ่ง เคลื่อนไหว พลังภายใน ภายนอก เถรตรง พลิกแพลง ดังนั้นจึงมีมากถึงห้าร้อยกว่าภาพ หน้าที่ของผู้ฝึกคือใช้จิตสำนึกซึมซับหลักการเหล่านั้นให้ลึกซึ้งถึงขีดสุด โดยมันไม่จำเป็นต้องยึดติดกระบวนท่าเหล่านั้น แต่ที่มันต้องรู้คือหลักวิธีใช้ ที่เจียงเยี่ยนทำลายภาพแกะสลักกระบวนท่าเหล่านั้นไปเรื่อยๆ เพราะมันเห็นว่ากระบวนท่าพวกนี้รบกวนจิตใจมัน ทำให้มันมิอาจเข้าใจจิตสำนึกแห่งกระบวนท่าได้ มันจึงค่อยๆ ทำลายกระบวนท่าที่ไม่จำเป็นออก มันต้องการให้จิตมันสะอาดใสที่สุดเมื่อมันทำลายภาพแกะสลักทั้งหมดแล้ว รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้มันไม่มีสิ่งใดต้องยึดติดแล้ว กระบวนท่าทั้งหมดอยู่ในจิตสำนึกมันแล้ว
ขณะที่ประตูศิลาค่อยๆ ปริแตก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงครืด ประตูศิลาเปิดออกมาอย่างเองจินเซียะ!บ่าวรับใช้นางนี้เห็นว่าหลี่กวนหยางกำลังจะบุกเข้ามาค้นหาตัวเจียงเยี่ยน นางจึงรีบเปิดประตูกลไกลับเพื่อปลดปล่อยเจียงเยี่ยนออกมาจินเซียะรีบกล่าว“คุณชาย…”จินเซียะงุนงงยิ่ง เจียงเยี่ยนหายไปแล้ว!“แม่นางจิน มีเรื่องอะไร?”เสียงเจียงเยี่ยนถามขึ้นที่ด้านหลังนาง จินเซียะอดตกใจมิได้ นางรีบหันไปมองก็ผมบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งลักษณะเข้มเข็งองอาจอย่างบอกไม่ถูก“คุณชายเจียง นี่ท่าน..”เจียงเยี่ยนพยักหน้า “ข้าสำเร็จกระบวนท่าพิชิตเทพแล้ว”“โอ จริงหรือ?”จินเซียะมีสีหน้ายินดี จากนั้นหันไปมองกำแพงศิลาซึ่งแกะสลักภาพไว้ พบว่าภาพแกะสลักทั้งหมดล้วนแหลกสลายไป จินเซียะตื่นตระหนกยิ่งรีบถาม“คุณชาย ท่านทำลายภาพเหล่านี้ทำไม?”“ยิ่งมีภาพเหล่านี้รบกวน กระบวนท่าพิชิตเทพยิ่งมิอาจสำเร็จได้” จินเซียะไม่เข้าใจ แต่นางเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้คับขันอย่างยิ่ง จึงรีบกล่าว“คุณชาย ตอนนี้หลี่กวนหยางนำกำลังบุกมาที่นี่ ประมุขวังกับเทพธิดาได้รับบาดเจ็บ เหลือเพียงจอมยุทธไป๋กำลังต้านทานศึกให้..”“อะไร? อาจารย์มาหรือ?” เจียงเยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีจินเซียะรีบเล่าคร่าวๆ ถึงสถานการณ์วังนิรมลซึ่งล่อแหลมอย่างยิ่ง เจียงเยี่ยนพยักหน้ากล่าวว่า“รีบนำทางข้าไป”เด็กหนุ่มจับมือจินเซียะไว้มันก้าวเท้ายาวๆ ไม่กี่ก้าว จินเซียะก็รู้สึกห้องศิลาห่างจากกายนางไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ชั่วลมหายใจเดียวก็ขึ้นจากชั้นใต้ดินไปแล้ว
----- จบตอน ----