ตอนที่ 42 แผนการระยะยาว ทุกคนล้วนต้องเลียแข้งเลียขาเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชาย
“ผู้ที่สร้างหอคอยแห่งนี้ช่างเป็นผู้ที่รู้จักเสพสุขอย่างแท้จริง”
กู้ฉางเกอยืนไขว้หลังอยู่บนชานหินสูง มองลงไปยังเบื้องล่าง
เมื่อเห็นเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและผู้คนหลากหลายเดินไปมากันอย่างขวักไขว่ เขาก็อดมิได้ที่จะเอ่ยชมออกมา
ความรู้สึกที่ได้มองลงมาจากเบื้องสูง ดุจผู้ควบคุมโชคชะตาของทุกสรรพสิ่ง มองทุกสิ่งเบื้องล่างประดุจมดปลวกนั้น ช่างน่าอภิรมย์อย่างยิ่ง
เขาครุ่นคิดว่า หลังจากกลับไปยังแดนสวรรค์แล้ว คงต้องหาช่างฝีมือมาสร้างหอคอยเช่นนี้ไว้ในที่พำนักของเขาเองบ้าง
แน่นอนว่ามันจะต้องสูงตระหง่านและยิ่งใหญ่กว่านี้
ด้วยฐานะและอำนาจที่สูงส่งเช่นนี้ กู้ฉางเกอย่อมสามารถเพลิดเพลินกับชีวิตได้ตามที่ใจปรารถนา
“ตราบใดที่คุณชายกู้พึงพอใจก็เพียงพอแล้ว หอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าตระกูลรุ่นก่อน เพื่อใช้รองรับผู้ทรงอำนาจระดับเจ้าสำนักและจักรพรรดิจากหลากหลายอาณาจักร”
หลินชิวหานกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน
หากมิได้รับความกรุณาจากกู้ฉางเกอ วันนี้นางคงไม่มีโอกาสได้มายังสถานที่แห่งนี้
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก มือกุมสุริยัน ไขว่คว้าจันทรา อีกเด็ดดวงดาราบนท้องนภา ประหนึ่งมิมีผู้ใดเสมอเหมือนในใต้หล้า บรรยากาศช่างงดงามชวนรื่นรมย์เสียจริง…” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง
แผนการของเขานั้นเรียบง่ายแต่ยาวไกลนัก
เหตุผลที่เขาให้หลินชิวหานนำทางเพื่อเที่ยวชมรอบนครนั้น มิเพียงแต่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังทำเพื่อประเมินว่าพรสวรรค์ด้านวิถีโอสถของนางนั้นอยู่ในระดับใด
และในใจของเขาได้คิดตระเตรียมแผนการไว้แล้วว่า จะพัฒนาหลินชิวหานเช่นไรหลังจากพานางกลับไปยังแดนสวรรค์
แม้ว่าเบื้องหลังของกู้ฉางเกอจะจะทรงอิทธิพลและน่าเกรงขามอย่างถึงที่สุด แต่ในความจริงแล้วก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนและยุ่งเหยิงมิน้อย
แน่นอนว่าผู้อาวุโสหมิงผู้เป็นข้ารับใช้ที่สืบทอดมาจากสกุลนอก ย่อมไม่มีโอกาสเข้าใจหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้
แม้แต่สำนักโอสถยิ่งใหญ่ในแดนสวรรค์เบื้องบน ก็ยากจะพบผู้สืบทอดที่มีพรสวรรค์ด้านวิถีโอสถอันน่าหวาดหวั่นเช่นหลินชิวหาน
หากสามารถส่งหลินชิวหานไปยังสำนักเหล่านั้น พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเขาอยู่เบื้องหลัง การควบคุมเหล่าปรมาจารย์โอสถในอนาคตก็มิใช่ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้
การเตรียมการเผื่อไว้ล่วงหน้าย่อมมิเป็นการเสียหาย
แน่นอนว่าอีกด้านหนึ่ง กู้ฉางเกอยังมีความตั้งใจที่จะสร้างความประทับใจให้แก่หลินชิวหาน เพื่อที่ในที่สุดจะสามารถควบคุมนางได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคต
และเมื่อถึงเวลานั้น ค่าชะตาสวรรค์ 1,000 แต้มก็จะตกมาอยู่ในมือของเขา เช่นนี้จะมีสิ่งใดที่วิเศษไปกว่านี้ได้เล่า
โชคดีที่หลินชิวหานเป็นผู้มีจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ ภายใต้ถ้อยคำหวานหูล่อใจของกู้ฉางเกอ นางถึงกับหลงใหลจนแทบจะมอบจิตใจให้กับเขาทั้งหมด
สิ่งที่หลินเทียนเคยเตือนนางไว้มิใช่เรื่องเกินจริง
กู้ฉางเกอมิได้เป็นคนดีอะไรนัก เพราะสถานะของเขานั้นชัดเจนว่าเป็นฝ่ายอธรรม
แต่กระนั้น กู้ฉางเกอก็ไม่มิใช่ผู้ที่จะตระหนี่ในเรื่องผลประโยชน์กับคนในปกครองของตนเอง
โดยตัวเขาเองก็มิได้มีเจตนาร้ายต่อหลินชิวหาน อีกทั้งยังวางแผนที่จะช่วยฝึกฝนนางในอนาคต สิ่งที่เขาทำในตอนนี้ก็เป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์อันเล็กน้อยเท่านั้น
“มิมีผู้ใดเสมอเหมือนในใต้หล้าอย่างนั้นหรือ แล้วเช่นนั้นในสายตาของคุณชายกู้ การบำเพ็ญเพียรหมายถึงสิ่งใดงั้นหรือ”
หลินชิวหานถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ ดวงตาของนางเป็นประกายไปด้วยความความสนใจ
“สิ่งที่เรียกว่าการบำเพ็ญเพียร สำหรับข้าแล้วก็มิต่างอะไรกับการฝ่าฟันต่อสู้เพื่อข้ามผ่านระหว่างสวรรค์และปฐพีเท่านั้น โดยใช้ร่างกายเป็นเรือสำเภาเพื่อต่อสู้กับกระแสแห่งโลกียะ ข้ามผ่านมหาสมุทรแห่งความทุกข์ไปยังฝั่งฝันแห่งความหลุดพ้น”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แฝงความสง่างาม
แน่นอนว่าในใจของเขาก็มิได้ให้ค่ากับคำพูดเหล่านี้มากนัก เพราะทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่การกล่าวเพื่อสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น
เพราะสำหรับเขาแล้ว การบำเพ็ญเพียรแท้จริงแล้วก็เหมือนกับการใช้สูตรโกงเพื่อเพิ่มแต้มให้กับชีวิตเท่านั้น เป็นสิ่งที่ง่ายดายและมิใช่สิ่งที่ซับซ้อนอันใดนัก
“มหาสมุทรแห่งความทุกข์ ฝั่งฝันแห่งความหลุดพ้นหรือ”
แม้แต่ซูชิงเกอก็อดมิได้ที่จะเบิกตากว้าง เปี่ยมด้วยความสนใจและครุ่นคิดอย่างละเอียดในถ้อยคำ
“ความคิดเห็นของคุณชายกู้ช่างแตกต่างจากผู้อื่น แต่กลับลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความหมายนัก...”
หลินชิวหานเอ่ยขึ้นมาอย่างอดมิได้ ตลอดการสนทนากับกู้ฉางเกอ
ทุกหัวข้อที่พูดถึง เขามีความเห็นที่ลึกซึ้งและโดดเด่นในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เขาก็สามารถพูดคุยเสนอความเห็นที่ลึกซึ้งและโดดเด่นได้อย่างคล่องแคล่ว
มิใช่เพียงแค่ความคิดอันตื้นเขิน แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจที่ลุ่มลึก ทำให้นางยิ่งอดรู้สึกเลื่อมใสและนับถือในตัวเขามิได้
โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรในครั้งนี้ ยิ่งทำให้นางในฐานะผู้อาวุโสแห่งสถานศึกษารู้สึกทึ่งและตื่นตาตื่นใจในสิ่งที่ได้ยินเป็นอย่างยิ่ง
ใช้ร่างกายเป็นเรือสำเภาล่องข้ามผ่านมหาสมุทรแห่งความทุกข์มุ่งหน้าสู่ฝั่งฝันแห่งความหลุดพ้น
การเปรียบเปรยเช่นนี้นับว่าแปลกใหม่และไม่เคยพบเห็นมาก่อน โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในแดนสวรรค์คงกว้างใหญ่ลึกลับ น่าอัศจรรย์จนเกินกว่าที่หลินชิวหานจะจินตนาการได้
“คุณชายกู้ เรื่องของเสี่ยวเทียนในตอนนั้น หากมิได้คำพูดของคุณชายเตือนสติ ข้าคงจะยังมิรู้ตัว และคงจะยังถูกเขาปิดบังหลอกลวงอีกต่อไป”
หลินชิวหานกล่าวพร้อมแววตาเศร้าหมอง นางอดมิได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจเมื่อระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา
เพราะที่ผ่านมานางปฏิบัติต่อหลินเทียนด้วยความจริงใจ
แต่เรื่องที่เขาลอบทำร้ายคุณชายกู้เป็นสิ่งที่นางมิอาจให้อภัยได้
โชคดีที่เขามิใช่หลินเทียนตัวจริง
มิฉะนั้น นางคงไม่รู้เลยว่าจะเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอได้อย่างไร
“ตอนนั้นข้าก็แค่พูดไปตามความคิด มิคิดเลยว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ได้...” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ดูไม่ใส่ใจนัก
“แท้จริงแล้วตอนนั้นข้าก็เริ่มสงสัยว่าจิตวิญญาณของเสี่ยวเทียนอาจมีปัญหา จึงตั้งใจคิดจะถามเขาให้แน่ชัด แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องร้ายขึ้นเสียก่อน…”
หลินชิวหานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ว่าไปแล้ว ข้าก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะเตือนคุณหนูหลิน” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง
“เชิญคุณชายกู้กล่าว”
หลินชิวหานหันมาสบตาเขา ด้วยรู้ว่าสิ่งที่เขาจะกล่าวย่อมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
“เจ้าควรใส่ใจกับร่างของหลินเทียนให้มาก ข้าคาดว่าเขาอาจมิได้แค่ถูกควบคุมจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว แต่อาจถูกผู้อื่นยึดครองร่างไปแล้ว ในแดนสวรรค์มีศาสตร์ลับเช่นนี้อยู่ไม่น้อย...”
“การฟื้นคืนชีพจากความตาย ความจริงก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง”
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมแสดงสีหน้าครุ่นคิดออกมาอย่างพอเหมาะ
หลินชิวหานตกตะลึง การฟื้นคืนชีพจากความตาย เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ
ในตอนนั้นหลินเทียนได้สูญสิ้นจิตวิญญาณและปราณชีวิตดับสูญอย่างชัดเจน
แต่คำพูดของกู้ฉางเกอก็ทำให้นางต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
หรือว่าทั้งหมดจะเป็นการแสร้งตายกัน
“แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น แต่คุณหนูหลินก็ควรเฝ้าระวังไว้บ้าง” กู้ฉางเกอยิ้มเล็กน้อยด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เขาอยากให้หลินชิวหานได้เห็นหลินเทียน “ฟื้นคืนชีพ” ด้วยตาตนเอง
เช่นนั้นแล้ว ความผูกพันสุดท้ายที่หลินชิวหานยังมีต่อหลินเทียนก็ควรจะจบสิ้นลง
กู้ฉางเกอเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะเก็บหลินเทียนไว้อีกต่อไป
…
ในขณะนั้นเอง เสียงอื้ออึงก็ดังมาจากด้านนอกของหอเด็ดดารา
“คุณชายกู้ ข้างนอกมีกลุ่มยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากขุมพลังอำนาจในดินแดนจงโจวและดินแดนตงฮวงต้องการมาขอเข้าพบท่านขอรับ”
ผู้อาวุโสแห่งตระกูลหลินที่ทำหน้าที่จัดเตรียมและนำทางมาก่อนหน้านี้ ก้าวเข้ามารายงานด้วยท่าทีอ่อนน้อมอย่างยิ่ง
กู้ฉางเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เดิมทีเขาตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ในเมื่อไม่มีอะไรทำพอดี จึงได้พยักหน้าและกล่าวว่า “ให้พวกเขาขึ้นมาเเถิด”
กู้ฉางเกอเองก็หวังว่าบรรดายอดคนรุ่นเยาว์เหล่านี้จะทำให้เขาเพลิดเพลินได้บ้าง
ไม่นานนัก เหล่าชายหญิงผู้มีรัศมีเปล่งประกายไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์และพลังอันน่าเกรงขามก็เดินตามผู้อาวุโสตระกูลหลินเข้ามาด้วยความเคารพนอบน้อม
“ฉู่เสวียนคารวะคุณชาย”
ฉู่เสวียน เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักไท่เสวียน ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกสมุนคนสนิทของกู้ฉางเกอในดินแดนตงฮวงก็รีบเข้ามาคำนับด้วยท่าทีประจบเอาใจ
นอกเหนือจากเขาแล้ว ก็ยังมีกลุ่มยอดอัจฉริยะจากดินแดนตงฮวงที่เดินทางมาพร้อมกับกู้ฉางเกอบนเรือเหาะก่อนหน้านี้ ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี
ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็คือเหล่ายอดอัจฉริยะจากดินแดนจงโจว
ขณะนี้พวกเขารู้สึกทั้งตกตะลึงและตื่นเต้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ในระยะใกล้
พลังอำนาจอันสูงส่งและน่าเกรงขามประหนึ่งเทพเจ้า กลับทำให้พวกเขารู้สึกเคารพและยำเกรงจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง
“พวกข้าขอคารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่”
แม้แต่จินหยาง เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลว ผู้ซึ่งเคยมีท่าทีมิพอใจกู้ฉางเกอมาก่อนก็มิอาจหลีกเลี่ยงการแสดงความเคารพในครั้งนี้ได้
“ทุกท่านมิต้องมากพิธี”
กู้ฉางเกอนั่งผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดพยักหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทีสงบนิ่ง สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุขุมเยือกเย็น มิได้แสดงความหยิ่งยโสหรือวางตัวสูงส่ง ทำให้ทุกคนอดที่จะรู้สึกผ่อนคลายมิได้
ดูเหมือนคำเล่าลือจะเป็นความจริง
บุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้มิได้เข้าหายากอย่างที่คิด
หลังจากนั้น เหล่ายอดอัจฉริยะต่างแนะนำตนเอง พร้อมกับแสดงความสามารถเฉพาะตัวของตนอย่างกระตือรือร้น เพื่อหวังว่าจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับเขาได้
ทุกคนต่างแสดงความโดดเด่น
ประหนึ่งนกยูงที่กำลังแข่งขันกันรำแพนหางอวดโฉม
กู้ฉางเกอพยักหน้าและยิ้มเป็นครั้งคราว ทำให้พวกเขารู้สึกฮึกเหิมและมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น
เหล่ายอดหญิงผู้สูงศักดิ์ล้วนแสดงท่าทีประจบประแจง ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นลูกสุนัขผู้คอยเอาใจเลียแข้งเลียขาเขาอย่างมิลืมหูลืมตา ภาพตรงหน้าสร้างความตื่นตะลึงให้กับหลินชิวหานและคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก
ผู้ที่มักจะทำตัวราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ในยามปกติ
กลับต้องมาแสดงความถ่อมตนอย่างถึงที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชายกู้
ภาพเช่นนี้ทำให้หลินชิวหานรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก
และยิ่งรู้สึกรู้สึกสะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะฐานะของนางเองก็มิต่างจากหญิงสาวผู้สูงศักดิ์เหล่านี้นัก
แต่เมื่อพบว่าท่าทีที่กู้ฉางเกอแสดงออกต่อนาง กลับแตกต่างจากหญิงสาวเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง
ความคิดนี้ก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษ
คุณชายกู้ปฏิบัติต่อนางต่างจากผู้อื่นจริงๆ