คำขอร้องของแองจี้
มื้อเย็นของวันนี้ทุกคนดูจะมีความสุขมากเป็นพิเศษเพราะได้ทานอาหารเย็นที่อร่อยกว่าทุกวันเนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงนั้นมาจากราชาอสูรซึ่งมีรสชาติดียิ่งกว่าเนื้อของสัตว์วิเศษเสียอีก
เพียงแค่ได้ทานเข้าไปคำเดียวเด็กสาวทุกคนก็ตาโตด้วยความตกใจกับรสชาติที่เข้มข้นและไม่มีกลิ่นคาวเลยของเนื้อปลานอกจากนั้นเนื้อมันยังแน่นและเคี้ยวได้มันกว่าเนื้อวัวเสียอีก
ไหนจะความอ่อนนุ่มที่เหนือกว่าราวกับเนื้อที่มีมันแทรกอยู่จนทั่วทุกจุด มันเป็นรสชาติที่ยากจะอธิบายได้และสร้างความลุ่มหลงให้กับเด็กสาวทุกคน
ไม่เว้นแม้กระทั่งนายหญิงน้อยทั้งสามอย่างคริสตัลและรูบี้กับแซฟไฟร์ที่ถึงกับเสียกิริยาเพราะรสชาติที่อร่อยติดลิ้นของมัน
สามสาวที่รักษามารยาทบนโต๊ะอาหารได้ดีมาตลอดถึงกับเผลอตัวตัดเนื้อชิ้นโตใส่เข้าปากจนแก้มป่องออกมาเล็กน้อยนับเป็นภาพที่น่ารักมากในสายตากัสและทำให้เขารู้สึกขบขันจนเผลอตัวหัวเราะออกมาเบาๆ
สามสาวที่รู้ตัวว่าเสียกิริยาพากันหน้าแดงก่ำและฝืนตัวเองเต็มที่เพื่อที่จะทานให้ช้าลงแต่ก็ไม่วายที่จะเผลอตัวตัดเนื้อชิ้นใหญ่ใส่เข้าปากไปอีกครั้ง
รสชาตินี้ไม่ว่าใครก็ต้องหลงรักเช่นเดียวกับยามที่ทานผักวิเศษที่ทำให้ทุกคนหลงรักมันโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆไม่ว่าคนผู้นั้นจะชอบกินเนื้อมากกว่าหรือเกลียดการกินผักแค่ไหนก็ตาม
ขนาดกัสเองก็ยังชอบผักวิเศษยิ่งไม่ต้องพูดถึงเนื้อของราชาอสูรที่เป็นที่ชื่นชอบของเผ่าอสูรอย่างเขาอยู่แล้ว
‘สุดยอดเลยแฮะ..เทียบกับก่อนหน้านี้เจ้านี่มันดีกว่าอีกนะเนี่ย’
สิ่งที่กัสคิดอยู่นั้นคือเนื้อของมนุษย์หมาป่าทองคำที่เคยทานไปก่อนหน้านี้ความต่างของมันนั้นมีมากทีเดียว นี่ไม่ใช่ว่าเนื้อของมนุษย์หมาป่าทองคำสู้ไม่ได้
เทียบกันแล้วเนื้อราชาอสูรในวันนี้กินง่ายและสบายกว่ามากหากเทียบกับเนื้อมนุษย์หมาป่าทองคำที่เหนียวแน่นเคี้ยวยากกว่า
แต่ถ้าให้เลือกกัสก็ยังเลือกเนื้อมนุษย์หมาป่าทองคำอยู่ดีเพราะสำหรับเขาเนื้อปลาในวันนี้มันนิ่มไปหน่อยกัดแล้วไม่สมใจเท่าไหร่
แต่สำหรับหญิงสาวเช่นคริสตัลและรูบี้กับแซฟไฟร์ที่เป็นเผ่ามนุษย์แล้วเนื้อปลาในวันนี้นับว่าดีที่สุดโดยแท้จริง
ในขณะที่ทุกคนทานมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นกัสก็เหลือบไปเห็นสีหน้าแปลกๆ ของแองจี้ที่จ้องมองเนื้อปลาในจานของเธอพลางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด
ท่าทางเช่นนี้ทำให้กัสประหลาดใจจนอดไม่ได้ที่จะมองไปด้วยความสงสัย
ส่งผลให้สายตาของทุกๆคนค่อยๆ เบี่ยงเบนไปตามทิศทางเดียวกับกัสจนกระทั่งทุกคนหยุดทานด้วยความประหลาดใจและมองไปยังแองจี้ที่ยังขมวดคิ้วและบ่นพึมพำไม่หยุดราวกับกำลังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องคิด
การที่อยู่ๆเสียงจากภายนอกได้เงียบหายไปนั้นดูเหมือนจะไม่ทำให้แองจี้รู้สึกตัวได้เลยสักนิดเด็กสาวยังคงจ้องมองเนื้อปลาในจานของตัวเอง พลางตัดแบ่งมาเล็กน้อยและทานลงไปอย่างตั้งใจซึ่งมากจนผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
ต่อจากนั้นเด็กสาวก็ยกสิ่งที่ดูคล้ายนาฬิกาข้อมือของเธอขึ้นมาเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง
“ปฏิกิริยาตอบสนองเร็วกว่าค่าเฉลี่ย 152 เปอร์เซ็นต์ระดับการดูดซึมเกินค่ามาตรฐาน..น่าตกใจจริงๆ หรือว่านี่คือเนื้อของราชาอสูรที่มีอยู่ในบันทึกนะ”
เสียงบ่นของแองจี้ที่ยากจะได้ยินก่อนหน้านี้นั้นชัดเจนขึ้นมาในทันทีที่ทุกคนพากันเงียบเสียงส่งผลให้คนที่ได้ยินต้องพากันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
จะมีก็เพียงซีต้ากับมิซ่าเท่านั้นที่เข้าใจว่าทำไมแองจี้ถึงมีท่าทางแบบนี้
สำหรับสองสาวที่เป็นผู้รักษาและเคยทานเนื้อมนุษย์หมาป่าทองคำมาแล้วพวกเธอย่อมรู้ดีว่าแองจี้กำลังสงสัยอะไรอยู่ มันก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเธอในตอนที่ได้ทานเนื้อของมนุษย์หมาป่าทองคำครั้งแรกและตกใจกับคุณประโยชน์ที่มันมอบให้
เนื่องจากเธอรู้ดีว่าแองจี้กำลังคิดอะไรมิซ่าที่นั่งอยู่ใกล้แองจี้มากที่สุดก็ยิ้มหวาน พลางสะกิดแองจี้เบาๆจนทำให้เด็กสาวได้สติและรู้สึกตัวว่าถูกจ้องมองอยู่เลยเงยหน้าขึ้นมา
“ทุกคน..มีอะไรหรือคะ”
ได้ยินคำถามแบบนั้นเหล่าหญิงสาวก็พากันยิ้มน้อยๆ แล้วกลับไปทานอาหารของตัวเองต่อโดยไม่พูดอะไรเว้นเพียงมิซ่าที่กระซิบบอกแองจี้เบาๆ จนทำให้เด็กสาวหน้าแดงขึ้นมาด้วยความขัดเขินที่เผลอทำตัวน่าอายออกมา
หลังจากจบเรื่องที่น่าอายของแองจี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลยเว้นเพียงเรื่องที่ทุกคนพากันขอเพิ่มกันถ้วนหน้า ซึ่งกัสก็คาดเดาได้แต่แรกจึงเตรียมเนื้อมามากกว่าปกติจึงทำให้ทุกคนได้ทานเนื้อปลาราชาอสูรอย่างอิ่มหนำสำราญใจ
กัสเองก็พึงพอใจมากเช่นกันและกินเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ทุกคนทานรวมกันถึง10 เท่า เนื้อที่หนักกว่าร้อยกิโลกรัมถูกกัสกินลงไปคนเดียวจนหมด ขณะที่คนอื่นๆนั้นทานได้มากสุดก็ 3 กิโลกรัมเท่านั้นและคนที่ทานได้มากขนาดนั้นก็คือบราวนี่
โดยไม่ต้องพูดถึงเด็กๆที่ทานไปเพียงไม่กี่ร้อยกรัมก็อิ่มจนจุกแล้ว ซีต้าเองยังทานได้เพียงกิโลกรัมเศษๆซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับกัสที่กินลงไปกว่าร้อยกิโลกรัมในมื้อเดียว
แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่านี้จะเป็นปริมาณที่กัสกินตามปกติครั้งนี้เพียงทานมากกว่าปกติหลายเท่าตัวเท่านั้นเนื่องจากคุณประโยชน์ที่มันให้นั้นดีต่อการฝึกฝนของเขามากทำให้กัสต้องกินมากเป็นพิเศษเพื่อให้มีพลังงานมากพอที่จะฝึกฝนวิชาร่างวชิระขั้นกลางให้สำเร็จ
ตอนนี้เขาใกล้จะสำเร็จร่างวชิระขั้นกลางในบทที่2 ของวิชา ขั้นเลือดเนื้อนวโลหะแล้วอีกไม่กี่วันเขาก็จะสำเร็จขั้นกลางของบทที่สองโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้พละกำลังของเขาเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
และที่สำคัญที่สุดคือวิชาร่างวชิระนี้มีส่วนช่วยในการเก็บสะสมพลังงานของกัสมากมันทำให้ขีดจำกัดในการสะสมพลังงานจากอาหารของเขาเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่น่ากลัวจนทำให้ช่วงนี้เขาแทบไม่รู้สึกหิวโหยจนทนไม่ไหวยามที่ใช้พลังของเขาอีก
มันเป็นผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อสำหรับกัสที่ได้รู้ว่ายิ่งตัวเขามีขีดจำกัดในการสะสมพลังงานที่มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งหิวโหยจากการใช้พลังได้ยากขึ้นเท่านั้น
แต่มันก็มีผลเสียอยู่เช่นกันนั่นคือปริมาณอาหารที่เขาต้องกินหากเกิดความหิวโหยนั้นมีมากขึ้นหลายเท่าตัวเหมือนกัน
แต่นี้ก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไรหลังจากที่แองจี้ปรับปรุงระบบการทำงานในดินแดนของโกลเด้นเทลได้สำเร็จ
ด้วยเครื่องจักรกลจำนวนมากและแรงงานที่คุ้นเคยกับการทำงานแล้วทำให้ดินแดนของโกลเด้นเทลกลายเป็นดินแดนที่ผลิตอาหารออกมาในปริมาณที่มากมหาศาลซึ่งมากเกินพอสำหรับกัสในตอนนี้
ช่วงเย็นของวันกัสนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องทำงานของบลูอายขณะที่พูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาวิเศษในวันนี้ไปด้วย
ซึ่งหัวข้อที่คุยกันก็ไม่พ้นทักษะของน้องสาวทั้งสองของบลูอายและคนของเธอ
“เจ้าคิดว่ายังไงอาย..มันจะดีไหมหากข้าจะส่งเสริมพวกนางให้มากกว่านี้”
ข้อเสนอที่น่าประทับใจนี้ทำให้ดวงตาของบลูอายทอประกายวูบวาบเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีและมีความสุขเพราะว่าคนที่จะได้รับการส่งเสริมนั้นคือน้องสาวของเธอและข้ารับใช้ที่เปรียบได้กับญาติสนิท
“เอาจริงหรอกัส..ถึงข้าจะดีใจก็เถอะนะ แต่พวกนางคุ้มแล้วหรอที่เจ้าจะส่งเสริม..”
“แน่นอน! เจ้าอาจจะคิดว่าพวกนางไม่มีพรสวรรค์แต่นั่นก็แค่การเปรียบเทียบกับพวกพี่สาวของเจ้าเท่านั้น สำหรับข้าพวกนางก็เป็นเช่นเดียวกับน้องๆ ของข้า..แม้จะไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการฝึกฝนแต่ก็คุ้มค่าอย่างแน่นอนที่จะส่งเสริมพวกนาง”
คำพูดที่แสนจริงใจของกัสทำให้บลูอายมองดูเขาด้วยความสำนึกและขอบคุณ พลางยิ้มหวานให้กัสก่อนจะลุกขึ้นมาจากที่นั่งลงตรงเข้ามาหากัสด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“ขอบใจนะกัส..เจ้าทำแบบนี้ข้าคงต้องให้รางวัลสินะ”
พูดแล้วบลูอายก็ยิ้มเขินๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มกัสเบาๆ ซึ่งทำให้กัสตาโตก่อนจะยิ้มกริ่มแล้วยื่นมือออกไปรั้งใบหน้าของบลูอายเอาไว้เพื่อเปลี่ยนจากการหอมแก้มแบบเด็กๆมาเป็นจูบที่วาบหวานแทน
การกลั่นแกล้งของกัสนั้นทำให้บลูอายตกใจแต่หลังจากต่อต้านไปเล็กน้อย เด็กสาวก็เลิกขัดขืนและปล่อยให้กัสเอาเปรียบเธอต่อไปอย่างจำใจเพราะไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง
ใบหน้าของเด็กสาวแดงก่ำขึ้นมาทีละน้อยลมหายใจเองก็เร่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกัสยอมหยุดมือบลูอายก็ถอยออกไปหอบหายใจหนักๆก่อนจะค้อนใส่กัสเสียวงใหญ่ที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากกัสได้เป็นอย่างดี
“เจ้าจะมาโทษข้าไม่ได้นะอาย..ใครใช้ให้เจ้าทำตัวน่ารักเองละเจ้าก็รู้..ข้านะเป็นพวกโลภมาก แค่หอมแก้มมันไม่พออยู่แล้ว”
พูดแล้วกัสก็หัวเราะเบาๆ พลางตบลงที่ขาตัวเองเป็นเชิงเรียกให้บลูอายมานั่งตรงนี้แต่เขากลับได้รับค้อนวงใหญ่จากบลูอายที่หน้าแดงก่ำก่อนจะถอยกลับไปยังที่ของตัวเองในทันที
ภาพเหตุการณ์ที่วาบหวานนี้ทำให้กัสทั้งขำทั้งสุขใจก่อนที่จะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่าประตูห้องทำงานนั้นเปิดค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
“แองจี้งั้นหรือ..เจ้ามาสิ มีเรื่องที่จะคุยใช่ไหม”
กัสเริ่มจะชินขึ้นมาบ้างแล้วกับการที่แองจี้จะมาหาเขาก็ตอนที่มีเรื่องที่จะคุยเท่านั้นทว่าวันนี้เด็กสาวดูจะแปลกกว่าทุกวันเพราะใบหน้าของเธอนั้นแดงก่ำผิดปกติ
แต่ไม่นานนักกัสก็คิดได้ว่าบางทีแองจี้อาจจะเข้ามาเห็นตอนที่เขากับบลูอายจูบกันอยู่พอดีก็เป็นได้สำหรับเด็กสาวอย่างเธอแล้ว มันคงเป็นภาพที่น่าอายน่าดู
ซึ่งแน่นอนว่าถ้ากัสคิดเองได้แบบนี้บลูอายย่อมมองเห็นได้ชัดกว่าด้วยซ้ำเพราะสีสันที่เต็มไปด้วยความขัดเขินของแองจี้มันชัดตาจนเธอแทบจะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าจะเขินหนักมากที่มาเจอภาพที่วาบหวานของกัสกับบลูอายโดยไม่ได้ตั้งใจทว่าแองจี้ก็ดูจะมีจิตใจที่มุ่งมั่นต่อการทำงานมากเป็นพิเศษเธอจึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและเริ่มพูดเรื่องสำคัญออกมาในทันทีแม้ว่าใบหน้าของเธอจะยังไม่หายแดงก็ตามที
“ท..ท่านกัสโทนีย่าคะ เนื้อที่ข้าทานในวันนี้ไม่ทราบว่าเป็นเนื้อของราชาอสูรใช่หรือไม่คะ”
“เนื้อนั่น..อ๋อ ใช่ๆ นี่เจ้าไม่รู้หรือแองจี้ว่าวันนี้ข้าเพิ่งจะเริ่มเลี้ยงปลาวิเศษ..แล้วตามแผนข้าก็ได้ปล่อยให้มันกลายเป็นราชาอสูรก่อนจะกำจัดมันไงหรือว่าเจ้าไม่รู้เรื่อง”
คำถามของกัสนั้นไม่น่าแปลกเพราะขนาดบลูอายได้ฟังคำพูดนี้เธอก็ยังตกใจและประหลาดใจที่แองจี้ไม่รู้เรื่อง
กลับเป็นแองจี้เสียอีกที่ตกตะลึงกับคำถามนี้เพราะเธอไม่ทราบเรื่องจริงๆเนื่องจากช่วงนี้เธอเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับแผนการที่ล้มเหลวของเธอ
“ตามแผนหรือคะ..หรือว่า! ท่านกัสโทนีย่าหมายถึงแบบแปลนโครงสร้างบ่อเลี้ยงปลาพวกนั้น!”
“อืม! ใช่ บ่อเลี้ยงปลานั่นแหละ เจ้าเป็นคนออกแบบให้ข้าเองนะแองจี้หรือว่าเจ้าไม่รู้จริงๆ ว่าข้าขอให้เจ้าออกแบบมันมาเพื่ออะไร”
แองจี้ตกใจเล็กน้อย แต่หลังจากนิ่งคิดเธอก็ตระหนักว่าเธอพลาดไปหลายอย่างจริงๆเนื่องจากเธอให้ความสนใจกับงานวิจัยของเธอมากเกินไปหน่อยเลยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งนักกับคำขอของกัสที่ค่อนข้างง่ายสำหรับเธอ
ด้วยการออกแบบบ่อเลี้ยงปลาวิเศษที่มีคำขอเพียงแค่การสร้างอุปสรรคในการขัดขวางปลาดุร้ายกับการใช้งานที่หลากหลายและการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง
สำหรับแองจี้ปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างที่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยกับเรื่องนี้เธอใช้เวลาไปชั่วโมงเศษก็วาดโครงสร้างออกมาได้แล้วด้วยซ้ำจึงทำให้เธอไม่ทันได้คิดเลยว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของการสร้างบ่อเลี้ยงปลานี้มีไว้เพื่อแผนการที่มากกว่าการเลี้ยงปลาวิเศษ
“แบบนี้เอง..ข้าไม่รู้ตัวเลยจริงๆว่าทำไมท่านกัสโทนีย่าถึงได้ขอให้ข้าออกแบบโครงสร้างที่แข็งแกร่งขนาดนั้น..”
พอเห็นท่าทีที่สับสนของแองจี้กัสกับบลูอายก็มั่นใจแล้วว่าเธอไม่รู้ตัวจริงๆว่าบ่อเลี้ยงปลาวิเศษที่เธอออกแบบนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนการเลี้ยงปลาวิเศษของกัส
ยิ่งเห็นแบบนี้ทั้งสองก็ยิ่งตกใจและทึ่งมากขึ้นไปอีกที่เด็กสาวคนนี้สามารถสร้างสิ่งที่น่าประทับใจได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลยจึงทำให้เธอลืมมันไปอย่างง่ายดายแบบนี้
“อ่า..ใช่! เอาเป็นว่าเรื่องนี้ช่างมันเถอะมันไม่ได้สำคัญเท่าไหร่หรอก..เอาเป็นว่ามาพูดเรื่องที่เจ้าอยากพูดดีกว่านะมาหาข้าวันนี้เจ้ามีอะไรจะพูดใช่ไหม”
“อ๊ะ! จริงด้วยค่ะ ท่านกัสโทนีย่าค่ะข้ามีเรื่องจะขอร้องค่ะ ได้โปรดช่วยใช้เนื้อปลาที่เหลือมาสกัดเป็นอาหารเหลวเพื่อส่งให้ฝ่ายวิศวกรรมมนตราได้ไหมคะ”
คำขอนี้ทำให้กัสประหลาดใจเพราะมันเป็นคำขอที่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากจริงๆ
“สกัดเป็นอาหารเหลว..นี่มัน หมายความว่ายังไงกันแองจี้เจ้าจะให้ข้าส่งออกเนื้อของราชาอสูรหลังจากที่สกัดมันแล้วนะหรอ”
แองจี้นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย พลางครุ่นคิดอีกครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ
“ใช่ค่ะ! ส่งออก ใช่แล้วค่ะข้าอยากขอให้ท่านกัสโทนีย่าส่งออกเนื้อราชาอสูรหลังจากที่สกัดมันแล้วให้กับทางฝ่ายวิศวกรรมมนตรานะคะ”
“เข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหา เอาไว้ข้าจะไปคุยเรื่องวิธีสกัดอาหารเหลวกับซีต้าให้ก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นการตอบรับที่ง่ายดายของกัสแองจี้ก็อึ้งไปชั่วขณะด้วยความสับสนเพราะเธอไม่คิดว่ากัสจะตอบรับโดยไม่ถามอะไรเลยแบบนี้
ยิ่งมองดูท่าทางที่จริงจังและดูไม่เหมือนคนกำลังพูดเล่นของกัสด้วยแล้วแองจี้ก็ยิ่งตกใจ ไหนจะการตอบสนองของบลูอายที่เธอคิดว่าเป็นคนมีเหตุมีผลและจะไม่ทำอะไรตามอารมณ์ก็ยิ่งทำให้เธอตกใจมากขึ้นไปอีก
“ด..เดี่ยวก่อนค่ะ!! ท่านกัสโทนีย่าจะไม่ถามอะไรข้าหน่อยหรือคะไม่ถามหรือคะว่าทำไมข้าถึงขออะไรแบบนี้”
กัสกับบลูอายนิ่งไปชั่วขณะพลางมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยิ้มน้อยๆแล้วหันไปหาแองจี้
“มันจำเป็นต้องถามเหตุผลด้วยหรือไงแองจี้..เท่าที่ข้าดูเจ้าไม่ได้ขออะไรแบบนี้เพื่อตัวเองก็บอกได้แล้วว่าเรื่องที่เจ้าขอนี้มีประโยชน์สำหรับฝ่ายวิศวกรรมมนตราและในฐานะของทายาทตระกูลอันดูวเดธการสนับสนุนฝ่ายวิศวกรรมมนตราที่เป็นหัวใจของตระกูลยังมีอะไรที่ต้องคิดด้วยหรอ”
“ใช่แล้วแองจี้ บางทีเจ้าอาจจะคิดว่ากัสทำไปแบบไม่มีเหตุผลก็เถอะนะ..แต่ข้าบอกได้เลยนะว่าที่เขายอมตอบตกลงง่ายๆแบบนี้ก็เพราะเจ้าเป็นคนขอนะรู้ไหม”
พูดแล้วบลูอายก็ยิ้มหวานให้แองจี้จนทำให้เด็กสาวประหลาดใจและดีใจไปพร้อมกัน
โดยเฉพาะคำพูดที่บลูอายบอกกับเธอว่ากัสตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้ก็เพราะว่าเธอเป็นคนขอคำๆ นี้ทำให้แองจี้ตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
ท่าทางที่ดูสำนึกและขอบคุณของแองจี้ทำให้กัสกับบลูอายยิ้มให้กัสเล็กน้อยขณะที่กัสเริ่มสงสัยว่าอะไรทำให้แองจี้ตื่นเต้นได้มากขนาดนี้กับแค่เนื้อราชาอสูร
“พอเจ้าพูดแบบนี้แล้วข้าเริ่มที่จะสงสัยแล้วสิทำไมเจ้าถึงอยากได้อาหารเหลวละแองจี้ มีเหตุผลไหมว่าทำไม กับผักวิเศษข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะสนใจเท่าไหร่เลย”
“เรื่องนั้นไม่จริงหรอกค่ะ ผักวิเศษเองก็น่าสนใจมากค่ะ เพียงแต่ว่าผักวิเศษนั้นมีคนผลิตได้มากแล้วฝ่ายวิศวกรรมมนตราเองก็ไม่ได้ขาดแคลนอาหารเม็ดที่ผลิตจากผักวิเศษแต่ที่ขาดก็คืออาหารเหลวที่ได้จากเนื้อของสัตว์วิเศษค่ะ โดยเฉพาะอาหารระดับสูงที่สกัดจากเนื้อของราชาอสูรของพวกนี้แทบไม่มีใครทำได้มาหลายสิบปีแล้วค่ะ”
คำตอบนี้ทำให้กัสตกใจมากทีเดียวเพราะเขาไม่คิดว่าสิ่งนี้จะขาดแคลนได้ขนาดนี้ทั้งที่ตระกูลของเขาใหญ่โตถึงเพียงนี้แท้ๆ
ในความเป็นจริงนั้นกัสไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นมันน่าตกใจแค่ไหนสำหรับแองจี้การที่เขาสามารถฆ่าราชาอสูรของดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวได้นั้นเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากจริงๆ
ระดับความยากในการกำจัดราชาอสูรนั้นอยู่ในจุดที่ยากลำบากมากและเป็นที่รู้กันดีกว่าราชาอสูรนั้นจะมีความแข็งแกร่งทางกายภาพรวมไปถึงความแข็งแกร่งทางวิญญาณเท่ากับความแข็งแกร่งโดยรวมของคนทั้งหมดในพื้นที่รวมกันเสมอ
เช่นนี้ก็หมายความว่ามันจะมีความแข็งแกร่งที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้ลงมือเสมอเมื่อรวมกับคุณสมบัติทางกายภาพที่โดดเด่นของราชาอสูรด้วยแล้วสภาพของพวกมันจึงยากที่จะเอาชนะเพราะพวกมันมักจะปลดปล่อยพละกำลังได้มากกว่าความแข็งแกร่งของมัน
ด้วยเหตุนี้คนที่สามารถเอาชนะมันได้จึงมีน้อยเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ฝึกฝนตนเองในเส้นทางไหนก็ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบจากราชาอสูรพวกนี้ได้เลย
วิธีที่ได้รับการจดบันทึกไว้ในฐานะแนวทางการต่อสู้ก็คือการใช้จำนวนคนและกลยุทธ์ในการต่อสู้
เนื่องจากราชาอสูรพวกนี้แม้จะแข็งแกร่งเทียบได้กับความแข็งแกร่งของคนทั้งหมดรวมกันแต่มันก็ยังเป็นสัตว์อสูรที่ไร้สติปัญญาและไม่มีประสบการณ์ต่อสู้
ด้วยเหตุนี้จึงสามารถใช้กลยุทธ์จู่โจมจุดอ่อนของมันได้หรือจะใช้วิธีตัดกำลังของมันเพื่อทำให้มันอ่อนแอลงในภายหลัง ไปจนถึงการใช้คำสาปหรืออุปกรณ์ของดันเจี้ยนในการสนับสนุนก็ได้เช่นกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมดันเจี้ยนแห่งนี้ถึงได้มีอาวุธวางขายด้วยทั้งที่เป็นดันเจี้ยนแห่งการเพาะปลูก
ซึ่งวิธีการที่ว่ามานับได้ว่าเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมที่สุด
ส่วนวิธีที่กัสใช้นั้นคือการใช้ทักษะหรือวิชาที่โดดเด่นเหนือระดับพลังของตัวเองหรือจะพูดได้ว่าใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สามารถเพิ่มพลังทำลายล้างได้มากกว่าที่ระดับพลังของตัวเองจะใช้ได้
เช่นที่กัสใช้ออกมาคือทักษะการโจมตีวิญญาณที่เหนือล้ำกว่าระดับพลังซึ่งเกิดจากพลังของพรศักดิ์สิทธิ์แห่งการกลืนกินที่มีความสามารถพิเศษในการต่อสู้โดยไม่สนใจระดับความแข็งแกร่งของศัตรู
พลังของกัสคือการกลืนกินเมื่อเขาเรียนรู้ด้วยสัญชาตญาณถึงวิธีการใช้พลังในการต่อสู้มันก็ทำให้พลังวิญญาณของเขามีความสามารถในการกลืนกิน
ต่อหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งกว่ากัสสามารถใช้พลังของเขากัดกินพลังของศัตรูได้ด้วยวิธีนี้ต่อให้ตอนแรกศัตรูมีพลังมากกว่าเขามาก เขาก็ยังค่อยๆกัดกินพลังของมันจนกระทั่งพลังของมันมีน้อยกว่าเขาก็ยังได้
เขี้ยวพลังวิญญาณที่ผ่านการลับคมมาจากสนามรบของเขานั้นแหลมคมมากมันสามารถกัดกินดวงวิญญาณของคนระดับครึ่งเทพได้เลยด้วยซ้ำนับประสาอะไรกับดวงวิญญาณของราชาอสูรที่มีพลังวิญญาณระดับเดียวกับเขาทั้งยังปราศจากเคล็ดวิชาปกป้องวิญญาณ
สำหรับกัสการจัดการกับราชาอสูรที่มีพลังวิญญาณเท่ากับตัวเขาเองนั้นมันง่ายมากขนาดตอนที่สู้กับมนุษย์หมาป่าทองคำในตอนที่ทุกคนอยู่กันครบนั้นเขายังจัดการกับมันได้ไม่ยากแล้วมีหรือที่เขาจะลำบากหากต้องจัดการกับราชาอสูรที่มีพลังเท่ากับตัวเขาเอง