ตอนที่ 22 สำนักกุ่ยเซียนโจมตี
หลายวันต่อมา หลี่ซุนที่ผ่านการหลอมปราณขั้นที่สามด้วยความช่วยเหลือของสมปอง เยว่ิเพิ่งสำเร็จหลอมปราณขั้นที่สองเดินแบกกระสอบมิติมากับตู้เหวิน เห็นสมปองนั่งสมาธิใต้น้ำตกสายตาจับจ้องอาวุธคู่กายที่วางห่างออกไปเบื้องหน้า
"เข่อเจี้ยน เ้าไม่บ่มเพาะหรือ?" เยว่ิถามด้วยความสงสัย
"เื่นั้นข้าจะทำตอนกลางคืน กลางวันเหมาะกับฝึกทักษะยุทธ์มากกว่า" สมปองเฉไฉ
"แล้วเ้าจ้องอาวุธของเ้าทำไม" ตู้เหวินซักด้วยความสงสัยเช่นกัน
“นั่นซิ พวกเราเดินมาเห็นเ้าจ้องอาวุธอยู่นานแล้ว”
สมปองมองเยว่ิ "ข้าอยากบังคับให้มันลอยมาหาข้า"
"ไม่เห็นจะยากเลย ผู้เฒ่าเฉินเพิ่งสอนพวกเราดูซิ แบบนี้" เยว่ิจ้องไปที่หอกสั้น ครู่เดียวหอกสั้นก็ลอยขึ้นมาอยู่ตรงหน้า
สมปองถึงกับอึ้ง เยว่ิเพิ่งหลอมปราณระดับสองเท่านั้น กลับสามารถบังคับหอกให้ลอยได้
“เ้าสอนข้าหน่อยได้หรือไม่?” สมปองถามด้วยความตื่นเต้น
พี่หลี่เดินออกมาจากโพรงหลังน้ำตกเพราะได้ยินเสียงสมปองกำลังคุยกับคนอื่น
"พี่หลี่มาพอดี มาเรียนวิธีบังคับสิ่งของด้วยกัน"
“บังคับสิ่งของ?”
“เยว่ิเ้าทำให้พวกเราดูอีกครั้ง”
เยว่ิยื่นมือไปข้างหน้า ดาบสั้นที่วางอยู่ก็ลอยเข้ามาที่มือของนาง หลี่ซุนหันไปมองสมปอง
“เวทพื้นฐานนี้บิดาข้าเคยสอนแล้ว” หลี่ซุนบอก
“ผู้เฒ่ารู้ว่าเ้าไม่เคยเรียนเวทนี้ เลยให้ข้ามาสอนเ้าเป็พิเศษ” เยว่ิบอกสมปอง
“อา อย่างนั้นหรือ งั้นพวกเราเริ่มกันเลยดีกว่า”
เยว่ิใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ถ่ายทอดวิธีควบคุมอาวุธระยะไกลด้วยปราณให้กับสมปองเสร็จ นางก็กลับไปที่หมู่บ้านกับตู้เหวิน
สมปองฝึกการควบคุมอาวุธด้วยปราณจนคล่องขึ้น เขายังพลิกแพลงการควบคุมอาวุธกับทักษะยุทธ์ที่ดัดแปลงขึ้นใหม่หลายวิธี หากเจอกับพวกยอดยุทธ์ชุดดำตอนนี้เขาสามารถต่อสู้ได้บ้างแล้ว
เช้าวันต่อมาผู้เฒ่าเฉินมารับพี่หลี่กับสมปองกลับไปที่หมู่บ้าน
"นี่ถุงจักรวาลที่เตรียมไว้สำหรับทุกคน หลายวันมานี้มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นรอบหมู่บ้าน"
"ท่านผู้เฒ่า มีอะไรเกิดขึ้น"
"ทุกคนได้รับแจกถุงจักรวาลเผื่อกรณีฉุกเฉิน"
“กรณีฉุกเฉิน หรือว่าจะเกิดา” สมปองคิดถึง่เวลาในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรซ่ง จึงคิดว่าไม่อาณาจักรซีเซี่ยก็เหลียวที่กำลังจะทำากับซ่ง"
“ไม่ใช่ทั้งคู่ พวกเราพบร่องรอยของสำนักกุ่ยเซียน ครั้งนี้พวกมันอาจทุ่มมาทั้งสำนัก” ผู้เฒ่าเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล
“ถ้ามันบุกมาจริงพวกเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง” สมปองถามด้วยความฮึกเหิม เขาเพิ่งฝึกทักษะยุทธ์จึงอยากลองต่อสู้ดู
“พวกเ้าต้องหนี ต้องมีคนบางส่วนรอดเพื่อกลับมาฟื้นฟูหมู่บ้านในภายหลัง หากเกิดเหตุขึ้นจริง อย่าสู้ พวกเ้ายังไม่พร้อม”
“ท่านผู้เฒ่า เพราะเหตุใด”
“สำนักกุ่ยเซียนโหดร้ายมาก พวกเ้าแค่หนีก็แย่แล้ว หากคิดสู้ยังไม่ทันออกอาวุธก็ตายเสียก่อนแล้ว”
“พวกเราสู้ไม่ได้เลยหรือท่านตา” หลี่ซุนถาม
“หนีไปตามเส้นทางนี้ เ้าอาจจะมีโอกาสรอด รีบไปที่ลานธาร์ หากได้ยินเสียงการปะทะกันให้รีบหนึ”
“ท่านผู้เฒ่าแล้วคนอื่น ๆ ละ?”
“แต่ละกลุ่มจะมีเส้นทางของตนเอง พวกเ้าสองคนรีบไป สิ่งของจำเป็อยู่ในถุงจักรวาลนั่นแล้ว ข้ายังมีสิ่งอื่นต้องจัดการ รีบไป”
กล่าวจบผู้เฒ่าเฉินก็ออกจากกระท่อมไป หลี่ซุนกับสมปองจึงออกจากกระท่อมกลับไปยังลานธาร์ ทำการบ่มเพาะต่อ
“พี่หลี่ท่านเคยพบพวกกุ่ยเซียนหรือไม่”
“น้องเข่อข้าก็ได้ยินเื่กุ่ยเซียนพร้อมเ้านี่แหละ”
“ท่านตาบอกว่าพวกเราไม่อาจสู้กุ่ยเซียนเ่าั้”
“ข้าว่าเื่สู้คงไม่มีปัญหา แต่พวกกุ่ยเซียนล้วนเ้าเล่ห์เพทุบายหากไม่ระวังคงเสียที”
เสียงโครมครามอย่างรุนแรงดังมาจากหมู่บ้าน เสียงคล้ายฟ้าถล่มดินทลาย พื้นดินและต้นไม้ถูกพลังงานบางอย่างถอนขึ้นสู่อากาศ กระเด็นกระจายไปทั่ว บางส่วนร่วงลงมาที่ลานหิน
ทั้งสองเพิ่งมาถึงลานหิน แรงสั่นะเืทำให้ต้องวิ่งไปหลบหลังม่านน้ำตก มีเงาคนลอยขึ้นฟ้าเป็าาอสรพิษขยายตัวจนสูงใหญ่กำลังสู้กับผู้ฝึกตนอย่างดุเดือด
หลี่ซุนดึงสมปองที่กำลังอุ้มเต่าดำเข้าไปในโพรงถ้ำด้านใน พวกเขาเริ่มปฎิบัติตามแผนที่ของผู้เฒ่าเฉิน เต่าดำถูกยัดเข้าไปในถุงผ้าข้างเอวของสมปอง ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปในโพรงถ้ำ
"ข้างหน้ามีสองทาง" หลี่ซุนบอก "แผนที่บอกให้ไปข้างซ้าย"
“แต่ข้ารู้สึกไม่ค่อยดี พวกเราลองไปดูข้างขวาก่อนดีหรือไม่” สมปองรีบบอก
สมปองยังกล่าวไม่ทันจบ โพรงด้านซ้ายเกิดถล่ม เสียงโครมคราม พื้นดินถูกดึงลอยขึ้นไป เขาและพี่หลีรีบหลบเข้าโพรงด้านขวาทันที ช่องทางที่เดินผ่านมาเมื่อครู่ถูกดินถล่มปิดจนมิดไปแล้ว
ทั้งคู่พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างไม่เหลียวหลัง ผ่านไปอีกสองเค่อก็เจอรอยแยกแคบ ๆ มีแสงส่องสว่าง หลี่ซุนดึงสมปองแนบตัวกับผนังก่อนชะโงกมองออกไป ทั้งสองต่างแปลกใจกับสิ่งที่เห็น
เยว่ิที่ซุ่มดูอยู่ข้างโขดหิน เห็นสมปองกับหลี่ซุนโผล่หน้าออกมาก็ดีใจ นางรีบวิ่งแทรกตัวเข้ารอยแยกด้วยหน้าตาเลอะเทอะผมเผ้ากระเซอะกระเซิง แส้สีแดงยังคาดอยู่ที่เอว
"พี่หลี่ เข่อเจี้ยน ท่านก็มาทางนี้"
"เกิดอะไรขึ้นกับเ้า"
เยว่ิมีน้ำตาไหลซึมเล็กน้อย “ข้ามากับพี่ฉีหลิน นางบอกให้ข้ามาก่อน”
“พี่ฉีหลินเกิดอะไรขึ้น”
เสียงการต่อสู้ดังขึ้นไม่ไกลจากรอยแยก “อย่าเพิ่งถามอะไร รีบไปตามที่ผู้เฒ่าเฉินบอกเสียก่อนดีกว่า” หลี่ซุนบอกก่อนวิ่งออกจากรอยแยกด้านหนึ่งเลียบไปตามผาหินก่อนแทรกตัวเข้ารอยแยกอีกแห่งหนึ่ง
สมปองและเยว่ิรีบวิ่งตาม เสียงต้นไม้ต้นไหญ่กระแทกกับปากทางเข้ารอยแยกอย่างแรง แรงกระแทกส่งให้ทั้งสามคนล้มกลิ้งไปตามโพรง พื้นดินด้านหลังทั้งสามถูกพลังงานกระชากขึ้นไป จนกลายเป็พื้นที่โล่ง
หลี่ซุนคว้าตัวสมปองดึงมือเยว่ิไว้ ลากเข้าไปซ่อนใต้พุ่มไม้ที่ตกลงมาอยู่ใกล้ ๆ เขาส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนนิ่งเงียบ
ร่างสองร่างแต่งกายชุดดำมีหมอกสีดำคลุมเหินอากาศใกล้เข้ามา
"เ้าเด็กคนนั้นเหลือเกินจริง ๆ ข้าพยายามพูดดี ๆ แต่มันถึงกลับใช้ขวานทื่อ ๆ จามใส่ข้า"
"โธ่ เด็กน้อยที่น่าสงสาร โดนเ้าหักแขนหักขาซะขนาดนั้น"
"อย่าพูดมาก รีบทำงาน ประมุขรอฟังผลอยู่"
"พวกเราพลิกพื้นดินแถวนี้แล้วแต่ยังไม่เจออะไร"
"ท่านปุโรหิตเืพยากรณ์ไว้ว่ามันต้องอยู่บริเวณนี้"
"ข้าไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย เ้าสำนัก้าสิ่งใดกันแน่"
"ไม่ต้องถาม แน่นอนว่าต้องเป็ัฟ้าตัวนั้น"
“ผ่านไปเกือบร้อยปี มันคงตายไปแล้ว”
“ตายก็ต้องเอาซากไป เ้าสำนักสั่งไว้ … ไปดูทางนั้น”
ทั้งสามได้ยินบทสนทนาก็รู้สึกสงสารตู้เหวินจับใจ หลี่ซุนสะดุดใจเื่ัฟ้า แต่สมปองที่เข้าใจทุกอย่างกลับมีสีหน้าวิตก เขากำมือขวาแน่นที่แท้สำนักกุ่ยเซียน้าแกนัฟ้า
ระหว่างที่ทั้งสามยังหมอบอยู่ใต้พุ่มไม้ กำลังตัดสินใจจะไปทางไหนต่อ ก็มีเสียงเหินอากาศกลับมาอยู่เหนือพุ่มไม้อีกครั้ง
"น่าจะไม่มีใครจริง ๆ ลูกพี่"
"ความรู้สึกของข้าไม่น่าผิดพลาด"
"ไปดูทางโน้นดีกว่า ข้าอยากได้เด็กหญิงชุดแดงนางนั้น แส้ของนางจะสร้างความรัญจวนให้กับข้าได้ขนาดไหน อิอิอิ หญิงแก่นางนั้นทนชะมัดยาด"
"อย่าลามกนักเลย รีบทำตามคำสั่งเ้าสำนักดีกว่า"
ทั้งสามรอจนกระทั่งไม่มีสิ่งใดหวนกลับมาก็ค่อย ๆ คลานออกไปอีกทาง ทั้งสามน้ำตาไหล พี่ฉีหลินคงไม่รอดแล้ว หลี่ซุนพาทั้งสองคืบคลานเข้าไปในป่า ตามเส้นทางที่ผู้เฒ่าเฉินระบุอีกครึ่งชั่วยามก็ถึงป่าหินผา หลี่ซุนเดินเข้าไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งพิงอยู่กับต้นสนั์ เขากดลงไปตรงก้อนหินที่ยื่นออกมา
เสียงกรีดร้องของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ดังขึ้นใกล้ ๆ บริเวณนั้น ในเวลาเดียวกันกับเสียงก้อนหินแยกออกจากกันดังครึด ๆ ทั้งสามเดินเข้าไปในช่องที่เปิดออก แต่พอเหลียวหลังมองออกไปก็ต้องใกับอสรพิษขนาดใหญ่ไม่แพ้าาอสรพิษแต่มีหงอนถึงสองอันกำลังสู้กับกุ่ยเซียนทั้งสาม