“ไม่เป็นไร” บุรุษหนุ่มมองไปที่แขนขาวเนียนของมู่เทียนเซี่ย “แม่นาง ข้ามีเสื้อผ้าชุดใหม่อยู่...”
สตรีชุดน้ำเงินเข้ามาขวางหน้าบุรุษหนุ่มเอาไว้ทันที จากนั้นก็หยิบชุดสีขาวชุดหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ “ศิษย์พี่ ท่านเป็นบุรุษ ให้นางสวมชุดของท่านคงไม่เหมาะกระมัง ให้สวมชุดข้าดีกว่า”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยรับเสื้อผ้าชุดใหม่มาพลางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย จากนั้นก็หมุนกายเดินเข้าไปในป่า
ทันทีที่สตรีที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของมารกักขฬะเดินหายเข้าไปในป่า สตรีชุดน้ำเงินก็ไปถอดแหวนเก็บสมบัติของมารบำเพ็ญเพียรสองตนนั้นออก “ศิษย์พี่ ภารกิจของเราในที่สุดก็สำเร็จแล้ว พวกเรากลับสำนักกันเถอะเจ้าค่ะ”
“เอ่อ...” บุรุษหนุ่มมองเข้าไปในป่า ราวกับกำลังลังเลอะไรบางอย่าง
“จากไปไม่ลาเช่นนี้ คงดูไม่ดีกระมัง...”
สตรีชุดน้ำเงินมีสีหน้าเข้มขึ้นทันที “ศิษย์พี่ ท่านชอบสตรีผู้นั้นเข้าแล้วใช่หรือไม่?”
“ศิษย์น้อง เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล!” บุรุษหนุ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที “ข้าแค่คิดว่าพวกเรายื่นมือเข้าช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด อย่างน้อยรอนางปลอดภัยกว่านี้ค่อยกลับก็ได้”
“จริงหรือเจ้าคะ?” สตรีชุดน้ำเงินมองศิษย์พี่ของตนด้วยแววตาเคลือบแคลง เห็นได้ชัดว่านางไม่เชื่อเท่าไรนัก
“จริงสิ!” บุรุษหนุ่มเอ่ยตอบอย่างหนักแน่น
สตรีชุดน้ำเงินแค่นเสียงออกมาเบา ๆ และไม่ซักไซ้ไล่เลียงอีก แต่นางกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก
----------
ภายในป่า
มู่เทียนเซี่ยเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดสีขาวแล้ว ขับให้ร่างของนางดูบอบบางและเรียบร้อยอ่อนหวาน บวกกับใบหน้างดงามชวนหลงใหล ขอเพียงบุรุษใดได้พานพบก็ต้องอยากปกป้องนางทั้งนั้น
หากไม่ใช่เพราะศิษย์ของสำนักกระบี่สองคนนั้นยังอยู่ นางจะสับร่างของมารบำเพ็ญเพียรสองตนนั้นเป็นชิ้น ๆ ตัดหัวของพวกมัน และทิ้งให้พวกมันตายอย่างอนาถเป็นผีเฝ้าป่าแห่งนี้เสีย!
หญิงสาวมองออกไปด้วยสายตาเคียดแค้น และไม่ลืมที่จะโยนความแค้นครั้งนี้ให้ซูจิ่วด้วยเช่นกัน
หากไม่ใช่เพราะซูจิ่วเจ้าบ้านั่นแย่งกระบี่ชิงซวงของนางไป นางก็คงไม่ต้องมาสถานที่เช่นนี้ และคงไม่ต้องพบเจอกับมารบำเพ็ญเพียรต่ำช้าสองตนนั่นด้วย!
หลังจากสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ความเคียดแค้นในดวงตาของคุณหนูมู่ก็มลายหายไป และกลับมารับบทดรุณีน้อยร่างบางน่าสงสารอีกครั้ง
“ผู้มีพระคุณทั้งสองเจ้าคะ” นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเดินออกมาจากในป่า เห็นทั้งสองคนยังไม่จากไปก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
พลังของนางยังไม่แข็งแกร่งพอ หากเข้าไปยังส่วนลึกของแดนลับด้วยตนเองละก็ ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอันตรายอะไรอีก
หากสามารถพาศิษย์สำนักกระบี่ทั้งสองไปด้วยได้ ก็จะช่วยลดปัญหาให้นางไม่น้อย อีกทั้งนางยังสัมผัสได้ว่า บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูจะพึงใจนาง เช่นนี้น่าจะหลอกใช้ได้ง่าย!
บุรุษหนุ่มเห็นโฉมสะคราญในชุดสีขาว ประกายลึกล้ำบางอย่างก็พาดผ่านดวงตา “ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไรหรือ?”
“ผู้น้อยเป็นศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋น มู่เทียนเซี่ยเจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยไม่ปิดบังตัวตนแต่อย่างใด ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่เคยพบบุรุษที่รูปงามเช่นนี้มาก่อน
“ที่แท้ก็เป็นศิษย์น้องจากสำนักชิงอวิ๋นนี่เอง” บุรุษหนุ่มหัวเราะออกมา “ข้ามีนามว่าเซียวฉี ส่วนนี่คือศิษย์น้องของข้า มีนามว่าจงหลิง”
“ศิษย์พี่เซียว ศิษย์พี่จง” มู่เทียนเซี่ยเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ยากนักที่คนได้เห็นรอยยิ้มเช่นนี้แล้วจะไม่ชมชอบนาง
จงหลิงเพียงแค่นเสียงออกมาเบา ๆ พลางทำสีหน้าไม่พอใจมู่เทียนเซี่ย นางรู้สึกว่าสตรีตรงหน้าผู้นี้ไม่ใช่คนใสซื่ออย่างที่แสดงออก พูดให้ถูกก็คือ ต้องคิดอะไรกับศิษย์พี่ของนางเป็นแน่!
อีกอย่าง สตรีตรงหน้าดูก็รู้ว่ามีอายุมากกว่านาง ทว่ายังกล้าเรียกนางว่า ‘ศิษย์พี่’ อีก นี่…นี่ไม่เท่ากับว่ายัดเยียดให้นางแก่กว่าหรอกหรือ?
เซียวฉีหัวเราะแห้ง ๆ “ขออภัยด้วยศิษย์น้องมู่ ศิษย์น้องข้านางไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้า ไม่ใช่ว่าไม่พอใจเจ้าแต่อย่างใด”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยมองไปทางจงหลิง แววตาลอบเปล่งประกายเย็นชาออกมา
เมื่อเห็นทั้งสองคนคุยกันไม่จบเสียที จงหลิงจึงเอ่ยเร่ง “ศิษย์พี่ พวกท่านคุยกันจบหรือยังเจ้าคะ?”
เซียวฉีจึงเข้าเรื่อง “ศิษย์น้องมู่ ไม่ทราบว่าเจ้าจะไปที่ใดหรือ หากว่าเป็นทางผ่าน พวกเราสามารถไปส่งเจ้าก่อนได้”
“จริงหรือเจ้าคะ?” มู่เทียนเซี่ยกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเอ่ยปากเช่นไรดี เมื่อได้ยินเซียวฉีเป็นฝ่ายเสนอตัวว่าจะไปส่งนางก่อน หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
น่าเสียดายที่ตรงนี้ยังมีนางเด็กบ้านี่คอยเป็นก้างขวางคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาที่มองมายังเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทำให้นางอยากจะเอามีดกรีดหน้าอีกฝ่ายซะให้รู้แล้วรู้รอด!
“แน่นอน แต่พวกเรายังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการ เจ้าจะไปที่ใดก็รีบ ๆ ว่ามา อย่าทำให้พวกเราเสียเวลา” จงหลิงเอ่ยออกมาตรง ๆ อย่างไม่ไว้หน้า
มู่เทียนเซี่ยหยิบม้วนหนังสัตว์แผ่นหนึ่งออกมา “ข้าจะไปสถานที่ที่เขียนไว้บนม้วนหนังสัตว์แผ่นนี้เจ้าค่ะ”
“หืม?” จงหลิงพินิจอยู่ครู่หนึ่ง “ขออภัยด้วย พวกเราไม่ผ่านทางนั้น คงต้องขอตัวลาก่อน!”
มู่เทียนเซี่ย “...”
“ศิษย์น้อง!” เซียวฉีรีบรั้งศิษย์น้องร่วมสำนักเอาไว้ “อาจารย์บอกว่า ช่วยคน--”
“โอ๊ย! ข้ารู้แล้ว ๆ ไป ๆ ๆ พอใจหรือยังเจ้าคะ!” จงหลิงยกมือขึ้นอุดหูตัวเองด้วยความหงุดหงิดพร้อมเอ่ยขัดเซียวฉี ศิษย์พี่มักจะยกเอาคำสอนของอาจารย์มาบ่นนางเช่นนี้เป็นอาจิณ นางเบื่อจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!
ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าก็คือ อาจารย์บอกว่าจะยกนางให้เขา แต่เขากลับไม่ยอมตกลงเสียที คิดแล้วนางก็รู้สึกโมโหจริง ๆ!
“ศิษย์น้องมู่ ที่ที่เจ้าจะไปอันตรายมาก เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากไปที่นั่นจริง ๆ?” เซียวฉีมองม้วนหนังสัตว์นั่นเพียงแวบเดียว ก็ถอนสายตากลับมา
แดนลับแห่งนี้เขาไม่ได้เคยมาเป็นครั้งแรก ดังนั้นที่ใดปลอดภัย ที่ใดอันตรายเขาย่อมรู้ดี!
“ศิษย์พี่เซียว ท่านช่วยไปส่งข้าที่ด้านนอกก็พอเจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยไม่มีทางพาศิษย์สำนักกระบี่ทั้งสองคนเข้าไปในถ้ำด้วยอยู่แล้ว อย่างไรเสียที่นั่นก็เป็นถ้ำของผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า
ว่ากันว่าภายในไม่เพียงมีของวิเศษ ยังมีเคล็ดวิชาที่ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าทิ้งเอาไว้ด้วย
ขอเพียงนางได้เคล็ดวิชาและของวิเศษเหล่านั้นมา บวกกับชีพจรวิญญาณระดับฟ้าที่นางมี พลังของนางจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นแน่!
การที่นางถูกซูจิ่วรังแก และเกือบถูกมารบำเพ็ญเพียรล่วงเกิน ก็เป็นเพราะว่านางอ่อนแอเกินไป!
ดังนั้นมู่เทียนเซี่ยจึงอยากแข็งแกร่งให้ได้โดยเร็ว!
“ได้ พวกเราจะไปส่งเจ้าที่ด้านนอกเอง” เซียวฉีตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เขามองมู่เทียนเซี่ยอยู่ครู่หนึ่งด้วยความกังวล ก่อนจะถอนหายใจและเบือนหน้าไปทางอื่น “เอาละ เวลาไม่คอยท่า พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
จงหลิงแค่นเสียงใส่มู่เทียนเซี่ยเบา ๆ “เจ้าตามพวกเรามาให้ดีก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นระวังจะถูกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กินไม่รู้ด้วย!”
“...ฮึก…ศิษย์พี่จงหลิง ข้าเผลอทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือไม่เจ้าคะ?” มู่เทียนเซี่ยเอ่ยพลางน้ำตาคลอเบ้า “เหตุใดท่านถึงได้เกลียดข้าถึงเพียงนี้?”
จงหลิงมีสีหน้างุนงง “แล้วข้าไปว่าอะไรเจ้าตอนไหนเนี่ย?”
“ศิษย์น้อง!” เซียวฉีเองก็รู้สึกว่าวาจาของจงหลิงรุนแรงเกินไปจริง ๆ “แม่นางมู่บาดเจ็บอยู่ เจ้าพูดให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ”
“ศิษย์พี่ ท่านเข้าข้างนางอย่างนั้นหรือ?” จงหลิงดวงตาแดงเรื่อขึ้นมาโดยพลัน
เซียวฉีขมวดคิ้วมุ่น “ศิษย์น้อง”
“ข้ามองออกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าท่านชอบนาง!” จงหลิงขบเม้มริมฝีปากแน่น มองไปทางเซียวฉีด้วยแววตาตัดพ้อ
“ศิษย์พี่ ข้าขอถามท่านเป็นครั้งสุดท้าย ข้าอยากกลับสำนักแล้ว ท่านจะกลับไปกับข้าหรือไม่เจ้าคะ!”
เซียวฉีมองไปทางมู่เทียนเซี่ย “ศิษย์น้อง ข้า...”
“เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว ข้ากลับเองได้!” จงหลิงมองมู่เทียนเซี่ยด้วยสายตาคั่งแค้น ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่า
มู่เทียนเซี่ยเช็ดน้ำตาเบา ๆ “ศิษย์พี่เซียว ศิษย์พี่จงหลิงกลับไปคนเดียวเช่นนี้ จะมีอันตรายหรือไม่เจ้าคะ พวกเรา--”
“ไม่เป็นไร” เซียวฉีเอ่ยขัดทันควัน “ศิษย์น้องเล็กมียันต์ศักดิ์สิทธิ์สีฟ้าอยู่ ต่อให้เจอผู้แข็งแกร่งระดับหลอมอธิกก็ทำอะไรนางไม่ได้หรอก”
มู่เทียนเซี่ยหรี่ตาลงทันที …นางเด็กนั่นเป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงมียันต์ศักดิ์สิทธิ์สีฟ้าได้!
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์จะถูกแบ่งตามความแข็งแกร่งของอิทธิฤทธิ์ โดยจะมีระดับสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน และสีม่วง
สีแดงจะถือว่าแข็งแกร่งที่สุด ส่วนสีม่วงจะแข็งแกร่งน้อยที่สุด
ดังนั้นยันต์ศักดิ์สิทธิ์สีฟ้า จึงเพียงพอที่จะใช้ต้านทานการโจมตีของผู้แข็งแกร่งระดับหลอมอธิกขั้นสุดยอดได้ ช่างล้ำค่าอย่างหาใดเปรียบ!
…หากนางได้มาครอบครองแล้วละก็…
ตอนนั้นเอง เซียวฉีเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ศิษย์น้องมู่ พวกเราไปกันเถอะ”
มู่เทียนเซี่ยจึงได้สติกลับมา ก่อนส่งยิ้มหวานให้บุรุษหนุ่ม “เจ้าค่ะ”
----------
อีกด้านหนึ่งของป่า
จงหลิงเดินไปพลางหันหลังกลับไปมอง เมื่อก่อนทุกครั้งที่นางงอน ศิษย์พี่ก็มักจะตามมาขอโทษทันที ทว่าครั้งนี้นางเดินมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดศิษย์พี่ยังไม่ตามมาอีก?
.
.
.