หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก

    บทที่ 41 สาส์น

    หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก


    บทที่ 41 สาส์น




    เงาดำเคลื่อนไหวไปตามหลังคา ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดยามราตรี สตรีชุดดำลัดเลาะไปตามจวนใหญ่ๆ เพื่อหาข่าว จนมาหยุดเข้าที่จวนแห่งหนึ่ง


    "โอ๊ยๆๆ คันๆๆ เจ็บๆๆ พวกเจ้าทำงานภาษาอะไรกัน ห๊ะ"


    "พวกเราก็ทำตามที่ท่านสั่ง แต่เหมือนพวกนั้นจะรู้ความเคลื่อนไหวของเราตลอด ข้าน้อยไม่รู้จะทำอย่างไรดีขอรับ"


    "ไร้สาระ เรื่องนี้มีแค่ข้ากับพวกเจ้าที่รู้ หากข้าไม่พูด เจ้าไม่พูด พวกมันจะมารู้ความเคลื่อนไหวของพวกเราได้อย่างไร!!"


    ชายฉกรรจ์ที่ได้ยินคำพูดของผู้เป็นนายได้แต่จนปัญญา พวกเขาถูกสั่งให้หากำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินทังโจว ตอนแรกคิดว่ามันจะง่าย ที่ไหนได้กลับเจอแต่อุปสรรค 


    ไม่ว่าจะแกล้งผลิตเงินปลอมออกใช้ จนบรรดาลูกน้องถูกจับเข้าคุกไปหลายราย แกล้งเป็นมิจฉาชีพหลอกชาวบ้านให้หลงเชื่อแล้วเชิดเงินหนี ที่พวกเขาทำลงไปทั้งหมดเพราะคิดจะทำให้ชาวบ้านกลัวการแลกเงินทังโจวมาใช้จ่าย ที่ไหนได้ ฝ่ายตรงข้ามกลับสร้างร้านแลกเปลี่ยนเงินตราที่เป็นทางการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จนมิจฉาชีพอย่างพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีก


    และเมื่อสักครู่ขณะที่เจ้านายกำลังเดินออกมาจากห้องหนังสือก็ดันถูกกิ่งไว้ที่มีมดแดงหล่นใส่ตัวจนหงุดหงิดมากกว่าเดิมเสียอีก ชีวิตที่มีเจ้านายแบบนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ พวกเขาได้แต่คิดในใจ


    เป่าเปาที่แอบมองอยู่บนหลังคาได้แต่รู้สึกสะใจ กล้าดีอย่างไรจะมาขัดขวางพวกนาง โชคดีที่นางออกเดินเล่นอยู่เป็นประจำ ทำให้นางได้ยินเรื่องชั่วร้ายของกลุ่มคนเหล่านี้ และวางแผนรับมือได้ทันท่วงที


    ยิ่งช่วงนี้พวกนางวางแผนสร้างผลงานเพื่อผลักดันพี่ใหญ่เข้าสู่ราชการส่วนกลางยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ


    ขณะที่นางกำลังท่องไปในยามราตรีตามปกติ จู่ๆ ก็พบเข้ากับคนชุดดำที่ยืนอยู่บนหลังคาของบ้านอีกหลังที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก หางตาทั้งคู่ประสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เป่าเปาพุ่งตัวหนีตามสัญชาตญาณ ฝ่ายตรงข้ามเองก็วิ่งตามด้วยสัญชาตญาณเช่นกัน


    เมื่อเป่าเปาตั้งสติได้นางก็หยุดวิ่งแล้วหันไปถามคนชุดดำที่วิ่งตามนางมาว่า


    "เจ้าตามข้ามาทำไม?"


    "เพราะเจ้าหนี"


    เป่าเปาถึงกับชะงักเล็กน้อย เขาตามนางเพราะนางหนีเนี่ยนะ ดังนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นต่อว่า


    "ตอนนี้ข้าไม่ได้หนีเจ้าแล้ว เช่นนั้นก็ทางใครทางมันก็แล้วกัน"


    กล่าวจบนางก็หันหลังกลับคิดจะเดินไปในทางตรงข้าม แต่อีกฝ่ายก็เดินตามมาติดๆ เช่นกัน ทำให้นางรู้สึกโมโหก่อนจะหันไปเอ่ยว่า


    "ตอนนี้ข้าไม่ได้หนีแล้ว แล้วเจ้าจะตามข้ามาอีกทำไม??"


    "เพราะเจ้าน่าสนใจ"


    คำพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความของอีกฝ่าย ทำให้เป่าเปาถึงกับทำตัวไม่ถูก แม้จะมีบุรุษมาเกี้ยวพาราสีนางอยู่บ้าง แต่ไม่เคยมีใครพูดตรงไปตรงมาเหมือนคนตรงหน้า 


    เมื่อได้เห็นอีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ ภายใต้ผ้าปิดหน้าและชุดดำ ดวงตาที่แสนคุ้นเคยทำให้เขารู้สึกได้ว่า นางน่าจะเป็นคนที่เขากำลังรอคอย


    จังหวะทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เสียงคนกำลังเดินเข้ามาในห้องด้านล่างของบ้านที่ทั้งคู่มาหยุดอยู่ก็ดังขึ้น ทำให้การสนทนาของพวกเขาหยุดลง เป่าเปาและบุรุษชุดดำแนบตัวไปกับหลังคาพร้อมๆ กันเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกพบเห็น 


    "มาดึกดื่นเช่นนี้ หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอกกระมัง"


    "ท่านเสนาบดีต้องการให้ใต้เท้าฝูเข้าไปทำงานแทนใต้เท้าหูที่ถูกเนรเทศไปขอรับ"


    "เหตุใดถึงเป็นข้า"


    "ท่านไม่อยากก้าวหน้าหรือ??"


    ฝูเฟิ่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็คิดตาม มีใครบ้างไม่อยากก้าวหน้า แต่การจะขยับจากขุนนางท้องถิ่นเข้าไปเป็นขุนนางส่วนกลาง หากไม่ใช่ลูกหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ก็ต้องมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์


    "ข้าจะเข้าไปรับตำแหน่งนั้นได้อย่างไร"


    "ไม่ยากๆ ฮ่องเต้มีหนังสือเชิญท่านและขุนนางเมืองทังโจวเข้าเฝ้า เพื่อตกรางวัลเรื่องแก้ปัญหาปากท้องของราษฎร เวลานั้นท่านก็แค่กราบทูลไปว่าเป็นความคิดของตน ส่วนที่เหลือท่านเสนาบดีจะจัดการเอง"


    "แต่ข้าไม่ใช่คนคิด"


    "หากท่านบอกว่าใช่ ใครจะทำอะไรได้"


    ฝูเฟิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่เขาทำงานให้คนผู้นี้ก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว เมื่อถูกสั่งการลงมาก็ยากที่จะปฏิเสธ ดังนั้นเขาจึงตอบรับอย่างช่วยไม่ได้


    เป่าเปาที่ได้รับฟังบทสนทนานี้โดยไม่ได้ตั้งใจได้แต่กำหมัดแน่น ผลงานที่นางอดตาหลับขับตานอนเพื่อคิดออกมา กลับจะถูกผู้อื่นฉกชิงไปง่ายๆ ใครจะไปยอมกัน นางจึงรีบลุกขึ้นหมุนตัวกลับหมายจะเร่งเดินทางกลับบ้าน แต่ลืมไปว่าสถานที่แห่งนี้มีเพื่อนร่วมฟังนั่งอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง ทำให้นางชนเข้ากับอีกฝ่ายอย่างแรง จนเซถลาเกือบตกลงจากหลังคา


    อีกฝ่ายก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่เป็นเขาที่ตั้งสติได้ก่อน โอบกอดสตรีชุดดำ ยืนอย่างมั่นคงบนส่วนปลายของหลังคา เป่าเปาใช้จังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ กระทุ้งศอกเข้าที่ท้อง กระโดดออกจากอ้อมแขนของบุรุษชุดดำแล้วเอ่ยขึ้นว่า


    "ขอบคุณนะพี่ชาย วันนี้ข้ามีธุระไว้วันหลังจะมาเล่นกับท่านอีก"


    แล้วนางก็รีบหมุนตัวจากไปด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกับลั่นกลอง ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษผู้ใดขนาดนี้มาก่อน ทำให้นางรู้สึกทั้งตื่นเต้นทั้งเขินอายไปพร้อมกัน


    ขณะที่ได้เห็นอีกฝ่ายใกล้ๆ ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคย และมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือศิษย์พี่ผู้ไม่ได้พบหน้ามาเป็นสิบปีแล้วแน่นอน


    จิ้นอันเองก็มั่นใจตั้งแต่แรกพบแล้วว่าอีกฝ่ายต้องเป็นเป่าเปา ดังนั้นเมื่อนางจากไป เขาก็ยืนหัวเราะอยู่คนเดียวบนหลังคาอย่างมีความสุข


    --------


    วันรุ่งขึ้นมีสาส์นจากเมืองหลวงเรียกเหล่าขุนนางจากเมืองทังโจวไปเข้าเฝ้าเพื่อตกรางวัลความดีความชอบเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในเมืองได้ดี ทำให้ขุนนางแต่ละคนล้วนตื่นเต้นดีใจ


    แม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นคนต้นคิด แต่เป็นลูกมือช่วยดำเนินการ อย่างน้อยก็คงได้ความดีความชอบบ้างไม่มากก็น้อยแน่นอน ทุกคนจึงรู้สึกตื่นเต้นแล้วพากันไปเตรียมตัวเข้าเมืองหลวง มีเพียงหลี่ต้าที่ถูกฝูเฟิ่งรั้งตัวเอาไว้เรียกไปคุยที่ห้องหนังสือ


    "ใต้เท้าหลี่ การเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้ข้าอยากให้ท่านรักษาการเจ้าเมืองแทนข้า จะได้หรือไม่?"


    หลี่ต้าไม่ได้รู้สึกแปลกใจในคำพูดของฝูเฟิ่ง เพราะเขาได้ฟังจากน้องสาวคนเล็กมาบ้างแล้ว เขาจึงตอบรับแต่โดยดีและไม่ได้โต้แย้งสิ่งใด แม้ฝูเฟิ่งจะแปลกใจแต่ก็รู้สึกสบายใจ เขาพูดคุยกับอีกฝ่ายพักหนึ่งก่อนจะปล่อยให้กลับไป


    เมื่อหลี่ต้ากลับถึงบ้านก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้คนในครอบครัวฟัง หลี่เอ้อน้องชายคนรองที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ


    "ทำแบบนี้ได้อย่างไร ความดีความชอบเป็นของพี่ใหญ่ชัดๆ แต่กลับให้พี่ใหญ่รออยู่ในเมืองทังโจว"


    "ต้าหลางเจ้าอย่าไปยอมมันนะ"


    "นั่นสิท่านพ่อ ข้าว่าเราตามไปที่เมืองหลวง เรียกร้องแทนพี่ใหญ่กันเถอะ"


    หลี่ซื่อน้องชายคนที่สี่ก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมต่อพวกเขา ทำให้เขารู้สึกโมโหไม่ต่างกับพี่ชายคนรอง แต่เป่าเปากลับไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อน ทั้งยังบอกพี่ๆ ของนางว่า


    "พวกพี่ไม่ต้องห่วงหรอก หลังเจ้าเมืองไปเมืองหลวง เขาต้องเรียกพี่ใหญ่ตามไปสมทบอย่างแน่นอน เชื่อข้าสิ"


    "เหตุใดเขาถึงต้องทำอย่างนั้น?"


    "พวกท่านรอดูเอาก็แล้วกัน"


    เป่าเปายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ มีสิ่งหนึ่งที่พวกนางไม่ได้บอกเหล่าขุนนางเมืองทังโจว สิ่งนี้แหละที่จะเป็นตัวช่วยให้พี่ชายของนางได้แสดงตัวต่อหน้าท้องพระโรง และทำให้ทุกคนรู้ว่าพี่ชายคนโตเป็นคนต้นคิดเรื่องทั้งหมด โดยไม่ต้องป่าวประกาศให้ใครได้รับรู้

    คล้ายกับเรื่องหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก ที่คุณอ่าน