ตอนที่ 84 เธอคือใคร
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สตั้งใจที่จะนอนหลับพักผ่อนเพื่อที่วันพรุ่งนี้เขาจะพร้อมกับการฝึกฝนจารึกกระบี่ในจุดชีพจรอย่างที่ผ่านๆ มา
ตอนนี้เขาทะลวงจุดชีพจรยุทธ์มาถึงยี่สิบแปดจุดแล้ว ความหวังที่จะก้าวหน้าเข้าสู่กายากระบี่ขั้นกลางก็มากยิ่งขึ้น
แต่ในขณะที่เขากำลังอยู่ในช่วงนิทราอยู่นั้น จู่ๆ ปรากฏการณ์พระจันทร์สีเงินก็เริ่มต้นขึ้น
แม้เทคโนโลยีของนาซ่าจะก้าวไปไกลมากว่าแต่ก่อน พวกเขาสามารถสำรวจกาแล็กซี่นี้เหมือนสวนหลังบ้านได้แล้ว แต่พวกเขากลับไม่สามารถระบุที่มาของกลุ่มสสารสีเงินนี้ได้
ดวงจันทร์ถูกย้อมให้กลายเป็นสีเงิน เจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้า
ผู้คนทั่วโลกต่างแหงนหน้ามองภาพนี้อย่างตื่นเต้น
ทว่า
บางสิ่ง ...
บางสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ก็ทำให้เฟิร์สที่หลับไหลอยู่นั้นตื่นขึ้นมา
เขาตื่นขึ้นมาราวกับว่ามันเป็นเช้าวันใหม่ ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าตนเองพึ่งจะนอนไปได้ไม่นานนี้เอง
เปลือกตาของเฟิร์สค่อยๆ เปิดขึ้น แสงสว่างส่องแยงตาของคนที่พึ่งตื่น
แม้ว่าเฟิร์สเหมือนรู้สึกว่าตนเองพึ่งหลับไป แต่การตื่นในครั้งนี้กลับรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก
ความสดชื่นนี้คือสิ่งที่การฟื้นฟูของทักษะจุดเชื่อมประสานไม่อาจเอามาเทียบได้
มันเหมือนมนุษย์ที่ตั้งใจจะไม่กินเนื้อ จึงอาศัยอาหารแปรรูปที่คล้ายเนื้อ ต่อให้เนื้อนั้นจะมีรสชาติที่คล้ายกันแค่ไหน แต่มันก็ไม่สามารถนำมาเทียบกับของจริงได้
เฟิร์สพยายามเหยียดกายลุกขึ้นมา แต่ในตอนนั้นความรู้สึกหนึ่งก็ทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขารู้สึกเจ็บหนังศีรษะนิดๆ ในตอนที่เขายันกายลุกขึ้นมา
“หืม ...”
หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะปรับสายตามองไปรอบๆ
ตอนนั้นเองภาพเบื้องหน้าก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจขึ้นไปอีก
เมื่อที่นี่ ...
ไม่ใช่ห้องของเขา ...
แต่มันกลับเป็นห้องที่สร้างขึ้นมาจากหินและปิดด้วยดินเหนียวตามช่องว่าง
ภายในห้องมีของใช้ไม่มาก เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดถูกทำมาอย่างลวกๆ แค่พอที่จะใช้ได้ เตียงเก่าๆ โต๊ะไม้เก่าๆ ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ
แค่มองดูก็รู้แล้วว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องนี้มีฐานะที่ไม่ดีนัก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างตกใจ แต่น้ำเสียงที่เขาเปล่งออกมาก็ทำให้เขาประหลาดใจเช่นกัน
เพราะเสียงนี้เป็นเสียงของผู้หญิง!
เด็กหนุ่มพยายามใช้อำนาจอักขระตรวจสอบรอบๆ รวมทั้งร่างกายของเขาด้วย
แต่ว่า ... เขากลับไม่สามารถทำได้
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?”
เขายันกายลุกขึ้นจากเตียงแล้วรีบตรงดิ่งไปหากระจกบานเก่าที่อยู่ในห้องทันที
ตอนนั้นเองเขาก็พบว่า ... เขานั้นไม่ใช่เขาอีกต่อไปแล้ว
เขาในตอนนี้ได้กลายเป็นหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีดำ ใบหน้าดูธรรมดาไม่ถึงขั้นสะสวยหรือขี้เหร่แต่ดูอ่อนเยาว์ซึ่งคาดคะเนได้ว่าคงมีอายุสิบห้าสิบหกปี
สภาพของเธอในตอนนี้ดูไม่ต่างไปจากผู้หญิงบ้านๆ เนื่องจากพึ่งตื่นทำให้เส้นผมชี้เด่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
หากจะเรียกว่ายัยเพิ้งคนหนึ่งก็ไม่ได้เกินไปมากนัก
“เธอคนนี้เป็นใครกัน? อย่าบอกนะว่าฉันหลุดเข้ามาต่างโลกอีกแล้ว”
เฟิร์สดูตกใจกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก เขารีบตรวจความทรงจำของร่างนี้ในทันที
แต่ทว่า
“ไม่มีงั้นหรอ? ถ้าฉันหลุดมาต่างโลกอีกครั้งก็ต้องมีความทรงจำของร่างเดิมสิ”
หญิงสาวเกาศีรษะกรักๆ ท่าทางของเธอดูไม่สมเป็นกุลสตรีเลยแม้แต่น้อย
เฟิร์สเองก็เริ่มที่จะหงุดหงิดไม่น้อย
“ตกลงนี่มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่เนี้ย?”
เด็กหนุ่มจนใจอย่างคิดไม่ตก
“แต่เดี๋ยวก่อน ... ภาษาที่ฉันพูด”
ดูเหมือนว่าเฟิร์สจะสังเกตเห็นแล้วว่าภาษาที่เขาพูดออกมานั้นไม่ใช่ภาษาไทยหรือภาษาใดๆ ในโลกที่เขาเคยอยู่
แต่น่าแปลกที่เขาไม่มีความทรงจำของร่างนี้เลย
ตอนนั้นเองเฟิร์สก็ไม่ลังเลที่จะมองหาบางสิ่งรอบๆ ห้อง
“อย่างน้อยบ้านนี้จะต้องมีหนังสือหรืออะไรซักอย่างให้ฉันอ่าน”
เฟิร์สเริ่มค้นหารอบๆ ห้อง ตอนนั้นเองเขาก็พบสมุดหรือหนังสือบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ
เด็กหนุ่มรีบคว้ามันมาอ่านในทันที
“หืม ... ไดอารี่อย่างนั้นหรอ?”
เขาสามารถอ่านตัวหนังสือในสมุดไดอารี่เล่มนั้นได้ มือเรียวที่หยาบด้านของร่างนี้รีบพลิกเปิดไดอารี่เหล่านี้อย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะทำงานหนักไม่น้อยไม่เช่นนั้นมือของหญิงสาวก็ไม่ควรหยาบกร้านขนาดนี้
‘วัน XX เดือน XXX ...
วันนี้พ่อทดลองปลูกต้นประกายฟ้าทิพย์ได้สำเร็จ แต่แม่บอกฉันว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้ออกไป’
‘วัน XX เดือน XXX ...
ครอบครัวของฉันมีความสุขมากๆ ที่ได้เมล็ดพันธุ์ต้นประกายฟ้าทิพย์มาและปลูกมันได้สำเร็จ ฉันอดไม่ได้ที่จะรอคอยให้มันเติบโต แต่ท่านพ่อบอกว่ามันจะโตเต็มที่เมื่ออายุห้าพันปีและจะให้ผลประกายฟ้าทิพย์ได้ในอีกสามหมื่นปี
หากท่านพ่อได้กินผลไม้ทิพย์นี้ ไม่แน่ว่าครอบครัวของพวกเราอาจจะไม่ได้เป็นเกษตรกรอีกต่อไป’
…
…
…
‘วัน XX เดือน XXX ...
ทำไมถึงมีคนรู้ได้ ทำไมพวกเขาถึงรู้ว่าพวกเราปลูกต้นประกายฟ้าทิพย์’
กระดาษของไดอารี่หลังจากนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่แห้งเหือดทำให้เนื้อกระดาษแข็งกระด้างและผิดรูป
รอยยับบางหน้าเผยให้เห็นถึงอารมณ์ของหญิงสาวที่พยายามจะเขียนไดอารี่เล่มนี้
‘วัน XX เดือน XXX ...
ท่านพ่อและท่านแม่ถูกทางการจับตัวและยึดต้นประกายฟ้าทิพย์ไป พวกเขาถูกจับไปเป็นทาสที่เหมืองผลึกฟ้า
ทำไมนะ ทำไมฉันถึงได้อ่อนแอแบบนี้ ถ้าฉันมีพลังฉันคงไปช่วยพวกเขาออกมาได้’
‘วัน XX เดือน XXX ...
วันนี้คุณอินดิสช่วยเราเอาไว้ เขาช่างเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีและมีน้ำใจต่อเราจัง ฉันหวังว่าฉันจะได้เป็นเพื่อนกับเขา’
‘วัน XX เดือน XXX ...
ฉันพบคุณอินดิสอีกแล้ว เขาไม่ได้รังเกียจฉัน แต่ฉันไม่ได้คิดว่าเขาชอบฉันหรอกนะ แม้ว่าฉันจะหวังอยู่เล็กน้อยก็ตาม’
‘วัน XX เดือน XXX ...
วันนี้อินดิสเผลอจับมือฉันด้วย มันทำให้หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา’
‘วัน XX เดือน XXX ...
ฉันมีความสุขจัง ... อินดิส’
‘วัน XX เดือน XXX ...
ความสุขของฉันจากไปเร็วจัง ทั้งๆ ที่ฉันรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ได้คิดเกินเลยกับฉัน แต่ฉันก็ยังหวังว่าฉันจะเป็นเพื่อนที่เคียงข้างเขาต่อไป’
ยิ่งเฟิร์สได้อ่านก็ยิ่งรู้สึกเลี่ยนกับเรื่องเพ้อฝันของหญิงสาว
“นี่ฉันกำลังทำอะไรกันเนี้ย”
เขารีบปิดไดอารี่แล้วมองหาอย่างอื่นทันที
บ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพียงห้องเดียว มันดูเหมือนว่าจะเป็นบ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก มันยังมีห้องของพ่อแม่หญิงสาว ซึ่งเธอทำการดูแลห้องนั้นอย่างดีราวกับว่าเธอกำลังรอที่จะต้อนรับพ่อแม่ของเธอกลับมาทุกวัน
ทั้งๆ ที่เธอรู้ว่ามันคงไม่มีทางเป็นไปได้
เฟิร์สสำรวจไปทั่วบ้าน แม้บ้านหลังนี้จะดูซอมซ่อ แต่กลับสะอาดและเป็นระเบียบ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของหญิงสาว
เมื่อเขาได้ออกไปนอกบ้านก็พบกับภาพอันน่าประหลาดตา
มันคือท้องฟ้าสีม่วง
ท้องฟ้าของที่นี่ไม่ใช่สีฟ้า แต่เป็นสีม่วง
นี่ยิ่งทำให้เฟิร์สเริ่มแน่ใจมากขึ้นว่าที่นี่ไม่ใช่โลกที่เขาอยู่อย่างแน่นอน
ด้านนอกของบ้านเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพืชพันธุ์หลากหลายและเป็นพืชที่แปลกตาสำหรับเฟิร์ส
พืชเหล่านี้ไม่มีทางเติบโตบนโลกแน่นอน
แต่เฟิร์สแปลกใจว่าพ่อแม่ของหญิงสาวถูกจับไปเป็นทาสเมื่อหลายปีก่อนแล้ว แต่ทำไมพืชพันธุ์เหล่านี้ยังคงเติบโต
“อย่าบอกนะว่าเธอทำทั้งหมดนี่ด้วยตนเอง”
เฟิร์สยกมือทั้งสองข้างที่หยาบกร้านขึ้นมาดู
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมพืชพรรณเหล่านี้ยังคงเติบโตเป็นอย่างดี นั่นเพราะมือทั้งคู่ของหญิงสาวคนนี้นั่นเอง
“โลกแห่งนี้เหมือนกับโลกในยุคกลาง แต่มันไม่ใช่โลกที่ฉันอยู่อย่างแน่นอน ... แล้วตกลงผู้หญิงคนนี้ชื่ออะไรกันแน่ ทำไมเธอไม่เขียนชื่อเธอในไดอารี่บ้าง”
เฟิร์สอดรู้สึกที่จะหงุดหงิดไม่ได้กับการที่เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับร่างนี้
แม้ว่าเขาจะอ่านไดอารี่เล่มนั้นมาแล้วก็ตาม แต่มันไม่มีประโยชน์ต่อเขามากนัก
“เธอไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียวแน่นอน ถ้าฉันเข้าไปข้างในหมู่บ้านคงจะมีคนรู้จักเธอคนนี้ และฉันอาจรู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้มากขึ้น”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟิร์สก็เตรียมตัวเข้าไปข้างในหมู่บ้านทันที
เขาเริ่มจัดการกับตัวเองก่อน สภาพของเขาในตอนนี้หากเดินออกไปข้างนอกคงไม่ได้แน่
ทันทีที่แต่งตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อชุดที่เขาต้องใส่คือชุดของผู้หญิง
แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจกับภาพลักษณ์ของตนเองมากนัก แต่ก็อดที่จะตะขิดตะขวางใจไม่ได้
เฟิร์สออกจากบ้านและกลับมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ด้วยร่างกายนี้ที่เป็นแค่คนธรรมดา แล้วยิ่งเป็นร่างของผู้หญิงด้วย มันจึงทำให้เขาอ่อนแรงได้ง่าย แม้หญิงสาวคนนี้จะเป็นชาวสวนมันก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เฟิร์สล้มตัวนอนบนเตียงแล้วปิดตาหลับไปในทันที
ทว่าตอนนั้นเองเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเช้าก็พลันเกิดขึ้นอีกครั้ง
เฟิร์สรู้สึกว่าตนเองพึ่งจะหลับไปแต่ก็ต้องตื่นมาอีกครั้ง
แต่ในครั้งนี้ ...
เขาได้ตื่นมาในห้องนอนของตัวเอง ไม่ใช่ห้องนอนของหญิงสาวคนนั้นอีกต่อไป!