ค่ายริมลำธาร เส้นทางสู่ฉางอัน
วันที่แปดของการเดินทาง เช้าตรู่
หมอกเช้าในฤดูใบไม้ผลิต้นนั้นไม่หนาพอที่จะซ่อนอะไรได้จริง ๆ
มันบางและโปร่งแสง ลอยอยู่เหนือลำธารในระดับเข่า เคลื่อนไหวช้า ๆ ตามกระแสลมที่แทบไม่มี แสงแรกของวันยังไม่ถึงขอบฟ้าแต่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากดำสนิทเป็สีครามที่อ่อนลงทีละน้อย ดาวทางทิศตะวันตกยังกระพริบอยู่อีกสามสี่ดวงก่อนจะค่อย ๆ จางหายในแสงที่กำลังมา
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ริมลำธาร ถือถ้วยชาร้อนสองมือ จ้องน้ำที่ไหลเบา ๆ
เขายามมาตลอดคืน ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจหลิวซานมากพอที่จะสลับยาม แต่เพราะหลับไม่ลงอยู่แล้ว ความคิดในหัวหมุนวนอยู่กับชื่อที่ได้ยินเมื่อคืน
ซูเม่ยหลาน
เขารู้จักชื่อนั้น รู้จักเ้าของชื่อนั้น และรู้ดีว่าถ้าซูหลิงเยิ่นเป็ลูกของซูเม่ยหลาน แล้วความเชื่อมโยงทั้งหมดที่เขาสงสัยอยู่มานานนั้นไม่ใช่แค่การเดาอีกต่อไป
มันคือความจริงที่เขาหนีไม่ได้
เขาดื่มชาที่เย็นลงแล้วครึ่งถ้วย รสขมที่ค้างอยู่ที่คอไม่ใช่แค่รสของใบชา
หลิวซานตื่นก่อนซูหลิงเยิ่น ชายคนนี้นอนหลับได้ง่ายและตื่นได้เร็ว ลักษณะของคนที่ฝึกตัวเองให้ใช้เวลานอนอย่างมีประสิทธิภาพ เขาเดินมาหาเว่ยหันเฉินโดยพกถ้วยชาของตัวเองมาด้วย นั่งลงที่ก้อนหินข้าง ๆ โดยไม่ถาม
สองคนนั่งมองน้ำไหลอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่มีใครพูด
"ท่านเว่ยอยู่ที่สำนักนานแค่ไหน?" หลิวซานถามเบา ๆ
"สิบสองปี"
"ผมสี่ปี เข้าไปตอนสิบสี่ ออกมารับงานข้างนอกตอนสิบแปด" หลิวซานดื่มชา "คืนนั้นผมอยู่ที่เมืองหนานก่างรับงานคุ้มกันพ่อค้า กลับมาถึงสำนักอีกทีก็เป็อย่างที่เห็น"
"เห็นอะไร?"
"ซากครับ" เสียงหลิวซานเรียบแต่มีบางอย่างข้างใต้ที่หนัก "สามวันหลังจากนั้น ไม่มีอะไรเหลือนอกจากขี้เถ้าและคำถามที่ไม่มีคำตอบ"
เว่ยหันเฉินไม่พูด
"ท่านอยู่ที่นั่นคืนนั้น" หลิวซานพูด ไม่ใช่คำถาม
"อยู่"
"รอดมาได้ยังไง?"
เว่ยหันเฉินมองน้ำในลำธาร ในหัวมีภาพที่เขาเก็บไว้ลึกที่สุด ภาพที่เขาไม่อนุญาตตัวเองให้นึกถึงมากกว่าที่จำเป็ คืนที่ท้องฟ้าเป็สีแดงเพราะไฟ เสียงที่เขาได้ยินและไม่สามารถทำอะไรได้ และรอยแผลเป็ที่ซี่โครงซ้ายที่ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
"มีคนช่วย" เขาพูดสั้น ๆ "คนที่เสียชีวิตเพื่อให้ผมรอด"
หลิวซานพยักหน้าช้า ๆ ไม่ถามต่อว่าเป็ใคร เขาเป็คนที่รู้ว่าคำถามไหนไม่ควรถาม
"ซูเม่ยหลาน" เว่ยหันเฉินพูดขึ้นมาเองหลังจากนิ่งอยู่ครู่ "เธออยู่ที่สำนักคืนนั้นไหม?"
"ไม่ครับ" หลิวซานส่ายหัว "เธอออกจากสำนักไปสองปีก่อนหน้านั้น ลาออกโดยสมัครใจ บอกว่า้าใช้ชีวิตธรรมดา" เขาหยุด "ตอนนั้นผมยังเด็กพอที่จะไม่เข้าใจว่าทำไมคนฝีมือระดับนั้นถึงเลือกออกมาเป็หมอชาวบ้าน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว"
"เพราะเธอรู้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น"
"น่าจะใช่ครับ และเธอ้าปกป้องลูกที่ยังไม่เกิดด้วยการหายตัวไปจากโลกนี้" หลิวซานมองฟ้าที่สว่างขึ้นเรื่อย ๆ "แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น คนที่มีสายเืพิเศษหนีจากโลกนี้ได้ยากครับ"
เว่ยหันเฉินดื่มชาที่เหลืออยู่จนหมด
"ท่านรู้ว่าทำไมสำนักถูกทำลาย?"
"ไม่รู้ครับ" หลิวซานตอบตรง "สิบปีที่ผ่านมาผมสืบหาอยู่ตลอด แต่ได้มาแค่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ยังประกอบไม่สมบูรณ์ รู้แค่ว่าสมาพันธ์หยูหลินเกี่ยวข้อง และรู้ว่าเป้าหมายหลักของคืนนั้นไม่ใช่สำนักทั้งหมด แต่เป็บางสิ่งที่อยู่ในสำนัก"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
"หรือบางคนที่อยู่ในสำนัก" หลิวซานพูดต่อเบา ๆ
ทั้งสองไม่พูดอีกสักพัก เสียงลำธารไหลอยู่เรื่อย ๆ นกเริ่มร้องทีละตัวในแสงเช้าที่สว่างขึ้น
"ท่านเว่ย" หลิวซานพูดขึ้น เสียงเปลี่ยนไปเป็โทนที่ระวังมากขึ้น "ผมจะพูดตรง ๆ นะครับ ผมรู้ว่าท่านคือใคร ไม่ใช่แค่ศิษย์สำนักไท่อวี้ แต่รู้มากกว่านั้น"
เว่ยหันเฉินไม่หัน
"พูด"
"ท่านคือเว่ยหันเฉิน ทายาทสำนักที่อาจารย์ใหญ่เลือกให้สืบทอดตำแหน่งก่อนที่ทุกอย่างจะพัง" หลิวซานพูดเงียบ ๆ "ผมเป็รุ่นน้อง ผมรู้ว่ามีทายาทที่ถูกเลือกไว้แต่ไม่รู้ว่าเป็ใคร จนกระทั่งเห็นท่านในช่องเขาเสี่ยวหยุน ปราณและเทคนิคการต่อสู้ของท่านมีลายเซ็นของสำนักไท่อวี้ที่ไม่มีทางลอกเลียนได้ถ้าไม่ฝึกมาจริง"
เว่ยหันเฉินวางถ้วยชาลงบนก้อนหิน
"ท่านจะทำอะไรกับสิ่งที่รู้?"
"ไม่ทำอะไรครับ" หลิวซานพูดทันที "ผมไม่ได้มาเปิดเผยท่าน ไม่ได้มาบีบบังคับ ผมมาเพราะซูเม่ยหลานฝากไว้ และเพราะผมเชื่อว่าถ้าทายาทสำนักไท่อวี้ยังมีชีวิตอยู่และกำลังดูแลลูกสาวของศิษย์สาวสำนัก..." เขาหยุด เลือกคำ "แปลว่ายังมีหนทางที่สิ่งที่เสียไปจะได้รับการชดใช้"
ลมเช้าพัดผ่าน เปลวไฟเล็ก ๆ ที่ยังลุกอยู่ไหวตาม
เว่ยหันเฉินมองหลิวซานเป็เวลานาน ในดวงตามีการประเมินที่ละเอียดกว่าครั้งก่อน ๆ
"ผมยังไม่พร้อมพูดเื่นั้น" เขาพูดในที่สุด
"เข้าใจครับ" หลิวซานพยักหน้า "ผมไม่รีบ"
ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นมาพบว่าทั้งสองนั่งอยู่ริมลำธารแล้ว เธอล้างหน้า ดื่มน้ำ แล้วเดินมานั่งร่วมวงโดยไม่ถามว่าคุยอะไรกัน
"หลิวซาน" เธอเรียกเงียบ ๆ
"ครับ คุณหนู"
"เล่าเื่แม่ข้าให้ฟังได้ไหม? เื่ที่ท่านรู้" เธอพูดตรง ๆ "ข้ารู้ว่าอาจจะไม่ใช่เื่ง่าย แต่ข้า้ารู้"
หลิวซานมองเธอ แล้วก็พยักหน้า
"ผมรู้จักแม่คุณหนูตอนที่เธอเป็ศิษย์สำนักไท่อวี้อายุสองสิบสอง ผมอายุสิบหก" เขาเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เป็ธรรมชาติ "แม่คุณหนูฝีมือดีมาก ดีในแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงเพราะเธอไม่ชอบโอ้อวด เชี่ยวชาญปราณน้ำและการรักษาโดยเฉพาะ อาจารย์ใหญ่บอกว่าเธอมีพร์ที่ไม่ได้มาจากการฝึกฝน แต่มาจากสิ่งที่อยู่ในสายเื"
ซูหลิงเยิ่นฟังอย่างตั้งใจ ไม่ขัด
"เธออยู่ในสำนักได้หกปีแล้วขอลาออก ตอนนั้นไม่มีใครเข้าใจ บางคนคิดว่าเธอทะเลาะกับอาจารย์ บางคนคิดว่าเบื่อ แต่ผมสังเกตว่า่ก่อนที่เธอจะออกไป เธอดูกังวลกว่าปกติ อ่านคัมภีร์เก่ามากขึ้น และถามอาจารย์เื่ที่ผมฟังไม่ทัน" หลิวซานหยุดสักครู่ "ก่อนออกไปเธอมาหาผมและบอกว่า 'ถ้าวันไหนเจอคนที่มีปราณแบบฉัน ดูแลเขาด้วย อย่าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว'"
ซูหลิงเยิ่นนิ่ง
"แม่รู้ว่าจะมีลูก?" เธอถาม
"คิดว่ารู้ครับ หรือไม่ก็รู้ว่าสายเืนี้จะส่งต่อไป ไม่ว่าจะเป็รูปแบบไหน" หลิวซานมองหน้าเธอ "แม่คุณหนูฉลาดมากในแบบที่เงียบ ไม่ใช่ฉลาดในแบบที่คนรู้ ฉลาดในแบบที่เห็นล่วงหน้า"
ซูหลิงเยิ่นก้มหน้าลง มองน้ำที่ไหลผ่านก้อนหิน ในดวงตามีบางอย่างที่แสงเช้าทำให้เห็นได้ชัด ความเศร้าที่ไม่ร้องออกมา ความรักที่ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน และบางอย่างที่คล้ายกับการเข้าใจคนที่เสียไปแล้วมากขึ้นอีกนิด
"แม่ไม่เคยพูดเื่สำนัก" เธอพูดเบา ๆ "บอกแค่ว่าเคยอยู่กับคนที่ฝึกปราณ แต่ตอนนี้เลือกชีวิตนี้แล้ว และไม่เสียดาย"
"เธอไม่เสียดายจริง ๆ ครับ" หลิวซานพูด มั่นใจในคำนั้น "แม่คุณหนูเป็คนที่ตัดสินใจแล้วไม่เคยมองย้อนหลัง"
ซูหลิงเยิ่นยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่เ็ปและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
"ใช่ แม่เป็แบบนั้นจริง ๆ"
เว่ยหันเฉินนั่งฟังตลอด ไม่พูด แต่ก็ไม่ได้ทำเหมือนไม่ได้ยิน
อาหารเช้าเป็ขนมปังแข็งกับถั่วต้มที่หลิวซานควักออกมาจากกระเป๋าเดินทางของตัวเองอย่างเป็ธรรมชาติ เพิ่มมาจากสิ่งที่เว่ยหันเฉินมีจนได้ปริมาณที่พอดีสามคน
"ท่านเตรียมมาสำหรับสามคน" ซูหลิงเยิ่นสังเกต
"เตรียมไว้เผื่อครับ" หลิวซานยิ้ม "นิสัยที่ฝึกมาจากรับงาน ไม่รู้ว่าจะต้องเลี้ยงใครบ้าง"
เว่ยหันเฉินรับขนมปังมาแทะโดยไม่แสดงความเห็น แต่ก็รับมาโดยไม่ปฏิเสธ
สามคนกินในบรรยากาศที่ต่างจากสองวันก่อน ความตึงเครียดระหว่างเว่ยหันเฉินกับหลิวซานยังอยู่ แต่เปลี่ยนจากความระวังที่กดดันมาเป็ความระวังที่รับรู้กันและกัน ชนิดที่สองคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายรู้อะไร และเลือกที่จะอยู่ร่วมกันกับสิ่งที่ยังไม่ได้พูดออกมา
ซูหลิงเยิ่นอยู่กึ่งกลางระหว่างสองคน ทั้งตามตำแหน่งที่นั่งและในเนื้อเื่
"หลิวซาน" เว่ยหันเฉินพูดขึ้นหลังอาหาร
"ครับ"
"เซิ่นหยู คนของสมาพันธ์ฯ เมื่อวาน ท่านรู้จักเขา"
"รู้จักครับ เขาเป็รุ่นเดียวกับผมในสำนักไท่อวี้ ออกไปก่อนผมหนึ่งปี แล้วก็หายไป ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าไปไหน บัดนี้รู้แล้วว่าเข้าสมาพันธ์ฯ"
"ทำไมเขาถึงรู้จักท่านแต่ไม่โจมตีท่านทันที?"
"เพราะเขารู้ว่าผมไม่ใช่เป้าหมาย และเพราะคนที่เคยฝึกในสำนักเดียวกันมักไม่โจมตีกันโดยไม่จำเป็" หลิวซานพูด "อย่างน้อยก็ในครั้งแรกที่เจอกัน"
"ครั้งต่อไปอาจต่างออกไป"
"อาจจะครับ ถ้าเขาได้รับคำสั่งให้กำจัดคนที่ขวางทาง"
เว่ยหันเฉินพยักหน้า เก็บข้อมูลนี้ไว้
ซูหลิงเยิ่นยกถ้วยชาขึ้นดื่ม "ถ้าคนของสมาพันธ์ฯ เคยเป็ศิษย์สำนักไท่อวี้ แปลว่าสมาพันธ์ฯ เกี่ยวข้องกับการทำลายสำนักด้วยหรือเปล่า?"
คำถามนั้นตรงและหนัก
หลิวซานมองเธอแล้วก็มองเว่ยหันเฉิน
"ผมสงสัยแบบนั้นมานานแล้วครับ" เขาพูดช้า ๆ "แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ"
เว่ยหันเฉินไม่พูดอะไร แต่ซูหลิงเยิ่นสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อที่ขากรรไกรของเขาขยับ แค่เล็กน้อย แต่มองเห็น
เธอไม่พูดถึงมัน
ก่อนออกเดินทาง ซูหลิงเยิ่นนั่งใกล้ลำธารคนเดียวสักครู่ ระหว่างที่เว่ยหันเฉินเก็บอุปกรณ์ค่ายและหลิวซานให้อาหารหวงเจิน
เธอแตะที่หน้าอกซ้าย ที่ที่ผลึกเล็กฝังอยู่
ทุกอย่างที่ได้ยินในเช้านี้ มันเหมือนกับการได้เห็นภาพวาดเก่าที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิตในมุมใหม่ แม่ที่เธอรู้จักคือหมอชาวบ้านเงียบขรึมที่รู้จักสมุนไพรทุกชนิดและรักษาคนได้แบบที่หมอคนอื่นทำไม่ได้ แต่แม่ที่หลิวซานเล่าคือนักดาบหญิงที่เลือกทิ้งทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
ทั้งสองเป็คนเดียวกัน
และตอนนี้เธอเพิ่งเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่เคยสอนให้เธอรู้จักกลัว ไม่เคยสอนให้หนีปัญหา และสอนให้เธอรักษาคนอื่นก่อนที่จะรักษาตัวเอง
เพราะแม่รู้ว่าวันหนึ่งเธอจะต้องเผชิญกับโลกที่ใหญ่กว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ และ้าทุกสิ่งที่แม่ฝากไว้
ซูหลิงเยิ่นก้มลงจุ่มมือในน้ำลำธาร น้ำเย็นสะอาดไหลผ่านนิ้ว เธอรู้สึกถึงปราณน้ำของตัวเองที่ไหลออกมาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ ละลายเข้าไปในลำธารชั่วขณะแล้วก็คืนกลับ เหมือนลมหายใจ
เธอยกมือออกจากน้ำ ลุกขึ้น
ก้าวแรกคือถึงฉางอัน
เว่ยหันเฉินพูดอย่างนั้น เธอจะยึดไว้ก่อน
ขบวนสามคนและม้าหนึ่งตัวออกเดินทางเมื่อแสงอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าเล็กน้อย ทิศทางตามเส้นทางที่หลิวซานกำหนด มุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือก่อนหักขึ้นเหนือ
ระยะทางที่เหลือจากฉางอันประมาณสิบสี่วัน
หลิวซานเดินข้าง ๆ หวงเจินอีกด้าน สลับคุยกับซูหลิงเยิ่นเป็ระยะ เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ เื่หมู่บ้านที่ผ่านมา เื่อาหารท้องถิ่นที่แต่ละเมืองมีเฉพาะตัว เื่นกชนิดหนึ่งที่เขาชี้ให้เธอดูบนกิ่งไม้
ซูหลิงเยิ่นฟังและตอบโต้ด้วยความเป็ธรรมชาติที่ค่อย ๆ กลับมา
เว่ยหันเฉินขับหวงเจินนำหน้า ฟังการสนทนาข้างหลังโดยไม่หัน ในหัวกำลังคิดหลายเื่พร้อมกัน เส้นทางข้างหน้า ข้อมูลที่ได้จากคืนนี้ และสิ่งที่ยังไม่ได้พูดกับใครแม้แต่ตัวเอง
ระยะเวลาสิบปีที่เขาเดินทางคนเดียวทำให้เขาชินกับความเงียบ ชินกับการมีแค่ตัวเองและม้า และชินกับการไม่มีใครที่ต้องห่วงใยในแบบที่เป็ภาระ
แต่เช้านี้ เสียงของซูหลิงเยิ่นที่หัวเราะเบา ๆ กับเื่ที่หลิวซานเล่า ทำให้บางอย่างในอกของเขาขยับขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่ใช่ความรำคาญ ไม่ใช่การระวังตัว
แต่เป็บางอย่างที่อุ่นกว่านั้น และเขาไม่แน่ใจว่าควรจะทำอะไรกับความรู้สึกนั้น
เขาขับม้าต่อไปข้างหน้า ปล่อยให้เสียงของสองคนข้างหลังลอยมาตามลมอยู่เบา ๆ
วันที่แปดของการเดินทาง ยังอีกสิบสี่วัน