หลังจากกลับมาถึงถ้ำและนอนแผ่หลาอยู่ในหลุมส่วนตัว การันต์ในร่างกระรอกจ้อยกลับพบว่าตัวเองนอนไม่หลับ! ดวงตาของเขาเบิกโพลงท่ามกลางความมืดสมองมันสดใสและฉับไวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เห็นได้ชัดว่าพลังทิพย์จากผ้าขาวม้ามหาจักรวาลที่เขาสูบเข้าท้องไปเริ่มออกฤทธิ์อย่างเต็มที่มันไม่ใช่แค่พลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกาย แต่มันเหมือนไปชำระล้างความขุ่นมัวในสมองออกไปจนหมดสิ้นจากปกติที่มักจะง่วงเหงาหาวนอนบ่อยๆบัดนี้เขากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนคนซดกาแฟเข้มข้นเข้าไปนับสิบแก้วแถมเส้นประสาททุกส่วนยังตื่นตัวจนััได้แม้กระทั่งแรงสั่นะเืเล็กน้อยรอบตัว
เมื่อนอนไม่หลับ ความคิดก็เริ่มแตกแขนงไปไกลเขาคิดถึงเส้นผมขาวของแม่นางจันทร์ที่แอบซ่อนไว้คิดถึงอนาคตที่มองไม่เห็นบนดวงจันทร์ร้างแห่งนี้ ในที่สุดเขาก็ทนอยู่เฉยไม่ได้ยันตัวลุกขึ้นแล้วย่องออกจากถ้ำไปสูดอากาศข้างนอก
พอก้าวพ้นปากถ้ำและเงยหน้าขึ้นมองฟ้าเท่านั้นแหละ... การันต์ถึงกับต้องตะลึงจนตัวแข็งทื่อ!
บนท้องฟ้าที่เคยเห็นเพียงเมฆหมอกพาดผ่านวิมานทิพย์บัดนี้ที่ปลายสุดของขอบฟ้าในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง กลับมี "มหาทวีป"ขนาดมหึมาลอยตระหง่านอยู่! มันกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดทั้งซ้ายและขวาแสงสีสันหลากราศีสะท้อนออกมาจากผืนดินนั่นจนดูเหมือนอัญมณีเม็ดใหญ่ที่ประดับอยู่ในจักรวาลแผ่นดินนั้นลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวมีขุนเขาสูงเทียมฟ้าและมหาสมุทรที่ดูเหมือนหยดน้ำค้างลอยนิ่งส่องประกายระยิบระยับ
"นั่นมันอะไรกัน? โลกงั้นเหรอ? หรือว่าเป็สรวง์ที่น้าขามเคยบอก?"เขาพิศมองด้วยความหลงไหล "ถ้าเปรียบดวงจันทร์นี้เป็แค่โขดหินเล็กๆในมหาสมุทร ไอ้แผ่นดินนั่นก็คงเป็ทวีปที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์หลายเท่าตัว!"
เขารู้สึกถึงความต้อยต่ำของตัวเองทันที ด้วยขาที่สั้นจุ๊ดจู๋ของกระรอกการจะข้ามผ่านห้วงอวกาศไปที่นั่นคงเป็เพียงความฝันที่ไกลเกินเอื้อมเขาถอนหายใจทิ้งความเพ้อเจ้อ แล้วหันกลับมาโฟกัสเื่การเอาตัวรอดเขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปหา น้าขาม อีกรอบ เผื่อจะตื้อขอวิชา (หรือหาของกินเพิ่ม)ได้บ้าง
แต่ยังไม่ทันจะขยับขา... จู่ๆก็มีเสียงลมพัดแฉลบผ่านหัวไปอย่างรุนแรง! "ฟิ้ววววววววววว!"
"โครมมมมมมมม!"
วัตถุสีดำทะมึนขนาดใหญ่ตกลงมาฟาดพื้นดินข้างหน้าเขาอย่างจังแรงสั่นะเืทำเอาไอ้จ้อยกระเด็นหงายหลังหูตั้ง เขาชูหูยาวๆขึ้นเหมือนพัดโบกสะบัดไล่ฝุ่นสีเงินให้จางลงเพื่อดูว่าไอ้ที่ตกลงมานั่นมันคืออะไรกันแน่
"ไม่ใช่เว้ย... นี่มันคนชัดๆ!"
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างมนุษย์ที่ไหม้เกรียมเป็ตอตะโกิัเปลี่ยนเป็สีดำสนิท เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่เหลือชิ้นดีสภาพเหมือนเพิ่งผ่านการโดนสายฟ้าฟาดซ้ำนับพันครั้งในระหว่างการ"ข้ามผ่าน" บางอย่างมาจนเกือบจะสิ้นชีพ
จ้อยในคราบกระรอกขี้สงสัยค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้แต่ความระแวงก็ยังมีอยู่เต็มอก เขาหยิบกิ่งไม้แห้งๆ แถวนั้นขึ้นมาถือไว้แล้วลองแหย่ๆ ไปที่ร่างดำเป็ถ่านนั่น
กึ้ก... กึ้ก...
ไม่มีการตอบสนอง เขาเลยลองเขี่ยๆ ดูตามร่างกายที่ไหม้เกรียมนั้นเผื่อจะเจอของวิเศษตกค้างบ้าง แต่อยู่ดีๆสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่เป็ลำยาวๆอยู่ใต้เถ้าถ่านที่ติดอยู่ตรง่ล่างของชายคนนั้น
"เฮ้ย! อะไรน่ะ? ไส้กรอกรมควันเหรอ? หรือว่าจะเป็อาวุธลับที่ติดตัวมา?" เขาพึมพำในใจอย่างตื่นเต้นคิดว่าวันนี้ดวงเฮงจะได้เจอขุมทรัพย์จากฟ้าเข้าแล้ว
แต่แล้ว... ร่างที่ดูเหมือนศพนั้นกลับขยับเขยื้อน!พร้อมกับส่งเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอที่ไหม้เกรียม "น้ำ... ขอน้ำ..."
จ้อยสะดุ้งสุดตัว ะโถอยหลังไปสามก้าวพร้อมทิ้งกิ่งไม้ในมือเขาจัดการย่อตัวลงต่ำ ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาหลังทั้งสองข้างอย่างมั่นคงแขนคู่หน้ายกขึ้นตั้งการ์ดสูงบีบศอกเข้าหาตัวในท่าแบบ "บัวขาว"เตรียมออกอาวุธแม่ไม้มวยไทยเต็มยศ ดวงตากระรอกจับจ้องศัตรูไม่กะพริบ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็มนุษย์ จ้อยรู้ดีว่าเสียง "จี๊ดๆ"ของเขาไม่มีทางสื่อสารความหมายกวนประสาทได้ลึกซึ้งพอ เขาจึงหันไปคว้ากิ่งไม้แล้วบรรจงเขียนลงบนพื้นทรายสีเงินอย่างรวดเร็ว:
[น้ำน่ะพอมีนะน้า... แต่จะรับอะไรดี? คาปูชิโน่ ลาเต้เอสเปรสโซ่ หรือจะเอาชาไข่มุกหวานร้อยดีจ๊ะ?]
ชายที่ไหม้เกรียมเหลือบตามองตัวหนังสือบนพื้นทรายอย่างเหลือเชื่อเขาไม่คิดว่าสัตว์บนดวงจันทร์จะเขียนภาษาคนได้ "เอา... คาปู..."เขาตอบตกลงไปส่งๆ ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
จ้อยแสยะยิ้ม (ในใจ) แล้วรีบขีดเขียนต่ออย่างไว: [เสียใจด้วยจ้ะ...ไม่มี!]
"งั้น... ลาเต้?" ร่างไหม้ครางต่อ
[ก็น่าจะรู้ใจผมนะน้า... ไม่มีเหมือนกัน!]จ้อยเขียนพร้อมส่งสายตากวนประสาทให้ทีหนึ่ง
"แล้ว... ไอ้ชามุกนั่นล่ะ?" ชายคนนั้นเริ่มมีความโกรธมาหล่อเลี้ยงชีวิต
จ้อยแกล้งทำท่าทางตื่นเต้นเหมือนนักมวยได้ใจ แล้วเขียนตัวเบ้อเริ่มว่า:[ขอแสดงความยินดีด้วย!]
"มีแล้วรึ?" อีกฝ่ายเริ่มมีความหวัง
[ยินดีด้วยที่ 'เ้า' ยังโดนผมปั่นหัวเล่นได้อยู่เนี่ย...ความจริงคือไม่มีซักอย่างโว้ย! ฮ่าๆๆๆ!]
"อั้ก!" ร่างที่ไหม้เกรียมถึงกับกระอักเืออกมาคำโตความโกรธพุ่งปรี๊ดจนลืมความเ็ปไปชั่วขณะ เขาจ้องไอ้กระรอกจอมเกรียนที่ยืนฟุตเวิร์กตั้งการ์ดบัวขาวอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอาฆาต"เ้า... เ้าสัตว์เดรัจฉาน! มีอะไรก็เอามาเร็วเข้าอย่าให้ข้าต้องลงมือชิงมันมา!"
จ้อยยักไหล่แล้วขีดเขียนประโยคสุดท้าย: [เอาจริงๆ นะน้า...ผมไม่มีอะไรเลยซักอย่าง ขนาดกางเกงผมยังไม่ใส่เลย น้าจะเอาอะไรจากผม?]
"เ้า... เ้า... มานี่... ขยับมาใกล้ๆ ข้าหน่อย..."ชายลึกลับคนนั้นทำเสียงอ่อนลงแววตาเริ่มดูเศร้าสร้อยเหมือนคนใกล้ตายที่อยากจะสั่งเสียเป็ครั้งสุดท้าย"ข้าจะไม่ไหวแล้ว... ข้ามีวิชาลับสำคัญจะถ่ายทอด... ขยับมาสิ..."
จ้อยหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจวงการ์ดบัวขาวของเขายังคงแน่นปึ้กประหนึ่งยอดนักสู้ "มุกเดิมๆ แบบในนิยายเป๊ะแกล้งตายแล้วจับกินแน่นอน" แต่ด้วยความซ่าที่พลังทิพย์พุ่งพล่านในร่างเขาจึงค่อยๆ สืบเท้าเข้าหาทีละนิดในท่าเตรียมพร้อมเต็มที่
"ใกล้กว่านี้อีก... ข้าไม่มีแรงพูดแล้ว..."
พอกะระยะได้แค่่เอื้อมมือ ทันใดนั้นเอง!ร่างที่ไหม้เกรียมกลับะเิพลังเฮือกสุดท้ายออกมาแววตาที่เคยหม่นแสงกลับโชติ่ไปด้วยความอำมหิตอย่างน่าขนลุก!
"ไม่มีน้ำให้ข้า งั้นก็เอาชีวิตของ เ้า มาสังเวยความหิวของข้าแทนซะ!"
ชายคนนั้นคำรามลั่นพร้อมกับวาดฝ่ามือที่ดำเป็ถ่านตะปบพรวดเข้าใส่จ้อยด้วยความเร็วปานสายฟ้า!หวังจะบดขยี้กระรอกน้อยตัวนี้ให้แหลกคามือ!