จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 129 คำร้องขอจากประมุขจาง Re

            พวกสัตว์อสูรทดลองดิ้นรนอยู่สักครู่ก่อนที่พวกมันจะแน่นิ่งไป  เพียงไม่นานร่างของพวกมันก็เริ่มมีน้ำแข็งเกาะ


            เมื่อไป่ฉีแน่ใจแล้วว่าพวกมันกลายเป็นน้ำแข็งโดยสมบูรณ์แล้ว  เขาก็สั่งให้ปิดเขตแดน


            “ประมุขจาง  จะไม่แสดงฝีมือหน่อยหรือ” ไป่ฉีถาม  จางหนี่หวังมองเขาอย่างสงสัย


            “ฝีมืออันใดกัน” จางหนี่หวังมองไปทางอื่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้


            “ราชสีห์คำรามที่ใช้สู้กับพวกมันเมื่อกี้  สามารถป่นพวกมันตอนนี้ให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้เลยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “วิชานั่นมันหายสาปสูญไปนานแล้วนี่นา” หลงสุ่ยพูดขึ้น


            “แต่ประมุขจางใช้ได้นี่  ฉันได้ยินเสียงตอนที่ประมุขจางล่อพวกสัตว์อสูรมาที่นี่” ไป่ฉีกล่าว


            “เฮ้อ ก็ได้ ๆ” จางหนี่หวังรวบรวมปราณอีกครั้ง


            “ฉันอยากมีผัววววว” ด้วยคลื่นเสียงแฝงปราณ  ทำให้ร่างของสัตว์อสูรที่เป็นน้ำแข็ง  แตกสลายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อย


            “โอ้ นี่น่ะเหรอราชสีห์คำราม  ไม่คิดว่าประมุขจางจะเป็นผู้สืบทอดวิชานี้  แต่ทำไมต้องพูดว่า ฉันอยากมีผัว ล่ะ” อู่กุยหลงจินกล่าว


            “เรื่องสัตว์อสูรจบแล้ว  ต่อไปคือที่ตั้งของพวกพรรคตะวันดับ” ไป่ฉีพูดเข้าประเด็นทันที


            “พวกเราเคยกวาดล้างไปแล้วรอบหนึ่ง  นึกว่าหมดจากประเทศนี้ไปแล้วซะอีก” หลงเทียนหมิงกล่าว


            “งั้นนายน้อยหลงเทียนหมิง  ท่านเดินมาหาฉัน” ไป่ฉีกล่าว  


            หลงเทียนหมิงเดินเข้ามาหาไป่ฉีโดยไม่ได้ขัดข้องอะไร  ก่อนที่ไป่ฉีจะใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่กลางหน้าผากของหลงเทียนหมิง  ไม่นานดวงตาของหลงเทียนหมิงจะเบิกกว้างขึ้น


            “น..นะ...นี่มัน  ช่างน่าอัศจรรย์” หลงเทียนหมิงอุทานขึ้น


            “มีอะไร เทียนหมิง” หลงสุ่ยถาม


            “ผมรู้แล้วว่าพวกสัตว์อสูรพวกนี้ถูกทดลองจากที่ไหน  ดูเหมือนพวกพรรคตะวันดับจะทุ่มสุดตัวในการสร้างเจ้าพวกนี้  หวังจะให้สังหารพวกเราทั้งหมด  เหล็กลมปราณที่พวกมันใช้สร้างเจ้า 10 ตัวนี้คือทั้งหมดที่พวกมันมี   ภาพสถานที่ตั้งของพรรคตะวันดับหลาย ๆ แห่งที่เข้ามาในความทรงจำของผม  วิชาของท่านอวี้กงช่างอัศจรรย์จริง ๆ” หลงเทียนหมิงกล่าว


            “เช่นนั้นอย่ารอช้า  พวกเรารีบกลับไปจัดคนถล่มพวกมันกลับเดี๋ยวนี้” หลงสุ่ยกล่าว


            “ท่านอวี้กง  พวกเราขอตัวก่อน  จะไม่ให้ข้อมูลขอวท่านเสียเปล่าแน่นอน” หลงเทียนหมิงกล่าว


            “ถ้าเป็นไปได้  จับเป็นให้หมดทุกคน  ฉันจะรีดข้อมูลพวกมันให้  เพราะอาจจะมีที่อื่นอีก” ไป่ฉีกล่าว


            “ทราบแล้วครับ” หลงเทียนหมิง

            คำนับอวี้กง  ก่อนจะจากไปพร้อมกับหลงสุ่ยและผู้อาวุโสตำหนักเทพมังกรคราม


            “ท่านอวี้กง  ขอบคุณสำหรับโอสถ  ฉันและลูกชาย  ติดหนี้ท่านแล้ว” อู่กุยหลงจินกล่าว


            “ไม่เป็นไร  หากขาดพวกท่าน  สมดุลยุทธภพจะยิ่งแย่ลงมากกว่านี้” ไป่ฉีกล่าว  จากนั้นพวกตำหนักเทพก็ทยอยกลับกันไป  เหลือแต่เพียงจางหนี่หวังกับผู้อาวุโสของสมาคมการค้าตะวันจันทราเท่านั้น


            “ท่านอวี้กง  ต้องขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้มาก” จางหนี่หวังกล่าว


            'ไม่เป็นไร  ว่าแต่ดูคุณกำลังกังวัลกับอายุขัยที่กำลังจะหมดสินะ' ไป่ฉีใช้ปราณสื่อสารกับจางหนี่หวัง


            'ท่านรู้ได้ยังไงกัน' จางหนี่หวังสะดุ้งทันที และถามกลับ


            'ให้ผู้อาวุโสออกไปก่อน  เรื่องนี้คงต้องคุยกันยาวหน่อย' ไป่ฉีส่งปราณบอกจางหนี่หวัง


            “ผู้อาวุโส  พวกท่านออกไปก่อน  ฉันมีธุระจะต้องคุยกับเทพกระบี่เพียงลำพัง” จางหนี่หวังกล่าว


            “ขอรับ” อี้เซียนรับคำ  เขากับผู้อาวุโสคนอื่นต่างออกไปนอกลานประลองทันที  เพราะคาดว่าคงเป็นข้อมูลลับบางอย่าง


            “การบรรลุปราณราชันย์ทรราชสำหรับคุณที่อยู่มานานกว่า 7 ร้อยปี  มันยากมากทีเดียว  เพราะอายุเยอะมากแล้ว  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทาง” ไป่ฉีพูดขึ้นเมื่อรับรู้ว่าโดยรอบไม่มีใครอยู่แล้วจริง ๆ


            “พอจะบอกได้หรือไม่ว่ามีวิธีไหนบ้าง” จางหนี่หวังถาม


            “วิธีนั้นมี  แต่ขอแลกกับข้อมูลสักหน่อย  สำหรับคุณที่อยู่มากว่า 7 ร้อยปี  น่าจะรู้คำตอบนี้” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจล่ะ  ถามมาได้เลย  ถ้าฉันตอบได้ฉันก็จะตอบให้” จางหนี่หวังกล่าว


            “คำถามข้อแรก  อุปกรณ์ที่อยู่ชั้นใต้ดินที่ดูคล้ายประตูนั่นคืออะไร  ดูจากอักขระลมปราณแล้ว  พวกมันคล้ายประตูมิติ” ไป่ฉีถาม  จางหนี่หวังถึงกับหน้าซีดเมื่อได้ยิน


            “นั่นเป็นประตูที่ฉันเอามาเก็บไว้  เพื่อไม่ให้ใครสามารถใช้งานมันได้  โดยเฉพาะพวกพรรคตะวันดับ  เพราะเห็นว่าท่านไว้ใจได้  ฉันถึงบอกเรื่องนี้  แต่เรื่องการคงอยู่ของมันไม่ควรพูดกับใครทั้งนั้น  แม้แต่ผู้อาวุโสในสมาคมการค้าก็ไม่ควรรู้ถึงการดำรงอยู่ของสิ่งนี้” จางหนี่หวังตอบ


            “ทำไมล่ะ  ปลายทางของมันคือที่ไหนกัน” ไป่ฉีถาม


            “ปลายทางเป็นป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมาย  ฉันจึงต้องซ่อนมันไว้เพื่อไม่ให้ใครไปเปิดใช้มัน  หากสัตว์อสูรระดับสูงหลุดออกมาล่ะก็  เมือง...ไม่สิ  โลกได้เจอกับหายนะแน่” จางหนี่หวังตอบ


            “งั้นคำถามถัดไป  ทั้งที่พวกตำหนักเทพและชาวยุทธ์ทั่วไปหลายคนถึงระดับจักรพรรดิกันแล้ว  ทำไมถึงไม่เห็นพวกที่อายุพอ ๆ กับคุณเลยล่ะ  พวกเขาหายไปไหนกันหมด  อย่างพวกประมุขตำหนักเทพรุ่นก่อน หรือผู้อาวุโสที่มีอายุมากกว่า 100 ปี” ไป่ฉีถาม


            “พวกเขาเดินทางไปยังเหวที่เรียกว่า [เหวไร้ก้น]  ในทวีปกิเลน  เพราะมีบันทึกเก่าแก่บอกว่า  เหวไร้ก้นนั้นหากผู้ใดต้องการบรรลุปราณราชันย์ทรราช  ให้ลงไปที่ก้นหุบเหว  เมื่อกลับขึ้นมาได้ก็จะสามารถทะลวงชั้นลมปราณสู่ระดับราชันย์ทรราชได้  แต่ไม่คิดว่านางมารปิงโหย่วจะสามารถก้าวสู่ระดับราชันย์ทรราชได้ด้วยการฝึกปราณแบบสุดขั้ว  โดยใช้ปราณหยาง  จากเรื่องนี้ทำให้เริ่มมีผู้ที่ให้เด็กที่เพิ่งฝึกปราณเริ่มฝึกปราณแบบสุดขั้วกันแล้ว” จางหนี่หวังตอบ


            “นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกที่มีอายุร้อยกว่าปี  ไปยังเหวไร้ก้น สินะ  แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถกลับมาได้  พวกประมุขพรรคและสำนักต่าง ๆ เลยไม่ได้ไปที่นั่นอีก  เพราะคิดว่าเรื่องที่บันทึกไว้อาจเป็นกับดักที่ล่อให้พวกเขาไปตายฟรี ๆ ซะมากกว่า” ไป่ฉีพูดสิ่งที่คิดออกมา  เขาคิดว่าเป็นธรรมดาของผู้ฝึกยุทธ์อยู่แล้วที่จะเสาะแสวงหาความแข็งแกร่ง หรือความเป็นอมตะ


            “ใช่แล้ว  ที่เหวนั้น  หากใครเข้าไปแล้วจะไม่มีวันกลับออกมาได้  ฉันเห็นคนไปยังหุบเหวนั่นก็มาก  แต่ก็ไม่เคยมีใครรอดกลับมาสักคน” จางหนี่หวังกล่าว


            “แต่ว่า  ไม่มีใครสงสัยเรื่องอายุของคุณงั้นเหรอครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ฉันไม่เคยปรากฏตัวให้พวกเขาเห็นมาก่อน  เพิ่งจะมีครั้งนี้เป็นครั้งแรก  ที่ผ่านมาพอถึงกำหนด  ก็แค่ให้ผู้อาวุโสบอกว่าประมุขคนเก่าตายแล้ว และมีการแต่งตั้งประมุขคนใหม่ขึ้นมาแทนแค่นั้น” จางหนี่หวังกล่าว


            “ในโลกจริงคงเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ สินะครับ  วันก่อนผมเห็นคุณทำงานในออฟฟิศของศูนย์ฝึกอบรม LSA ด้วย” ไป่ฉีคิดจะแกล้งป้าจาง  จึงลองแหย่ดู และดูเหมือนจะได้ผล  จางหนี่หวังสะดุ้งโหยงขึ้นมา


            “คะ....คุณ......เป็นคนในวงการบันเทิงงั้นเหรอ” จางหนี่หวังกล่าว


            “ประมาณนั้นครับ  ว่าแต่คุณพรางพลังปราณซะจนผมนึกว่าเป็นคนธรรมดาซะอีก” ไป่ฉียิ้ม


            “งั้นเองเหรอ  ถ้าอย่างงั้นว่าง ๆ เรามานัดทานข้าวกันไหมคะ  ฉันอยากลองควงเด็กหนุ่มไปทานข้าวนานแล้ว  จะได้อวดพวกคนที่ออฟฟิศ” จางหนี่หวังพูดแหย่


            'ป้าจางยังไงก็คือป้าจางสินะ' ไป่ฉีคิด


            “อย่าดีกว่าครับ  ผมยังไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว  อีกอย่างหนึ่ง  หนึ่งในวิธีที่จะทะลวงสู่ปราณราชันย์ทรราชนั่นคือการประสานหยินหยางระหว่างชายหญิง  โดยฝ่ายชายจะต้องเป็นผู้ใช้ปราณจักรพรรดิขั้น 10 ด้วยเหมือนกัน  ยิ่งอายุน้อย  การทะลวงปราณจะมีโอกาสสำเร็จสูงมากขึ้น” ไป่ฉีกล่าว


            “งั้นท่านอวี้กง  ช่วยฉันได้ใช่ไหมคะ  หากเป็นท่านละก็….ฉันยินดีค่ะ” จางหนี่หวังคว้ามือของไป่ฉีไปกุมไว้ และจ้องมองด้วยสายตาคาดหวัง


            “อะ...เอ่อ  เกรงว่าคงจะไม่ได้  ผมจะทำกับคนรักของผมเท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว


            “แล้วชีวิตที่แล้วของท่านล่ะ” จางหนี่หวังถาม


            “ชีวิตที่แล้วผมมีภรรยา  ถึงจะได้แต่งงานกัน  แต่เธอก็ตายไปเสียก่อนจะมีลูกด้วยกัน  ประมุขจางไม่ต้องถามผมเกี่ยวกับเรื่องแบบนั้นดีกว่า  ผมไม่อยากคิดถึงมัน  อืม งั้นเรามาพูดถึงอีกวิธีหนึ่งกันดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว


            “หืม เบี่ยงประเด็นสินะ” จางหนี่หวังแซว  ส่วนไป่ฉีก็ทำเป็นไม่สนใจและเริ่มอธิบาย


            “เราต้องเตรียม 3 ขั้นตอนให้เรียบร้อยซะก่อน  ขั้นแรกคือสถานที่  ซึ่งที่ลานประลองแห่งนี้นั้นเหมาะอย่างมาก  เพราะมีเขตแดนที่แข็งแกร่งพอที่จะสามารถรับแรงระเบิดของปราณหลังจากทะลวงชั้นลมปราณได้  ขั้นตอนที่ 2 คือการฝังเข็มเพื่อเปิดจุดชีพจรลมปราณให้ครบทุกจุด  หากไม่ทำแบบนั้น  โอกาสสำเร็จจะน้อยลงมาก  ขั้นตอนที่ 3 คือโอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราช กับโอสถเสริมปราณหยินและหยาง  ขั้นตอนนี้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผม  เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทะลวงชั้นลมปราณได้สำเร็จ” ไป่ฉีอธิบาย


            “ขั้นตอนการเตรียมการที่ 2 กับ 3 นั้นท่านสามารถช่วยฉันได้ไหม  ถ้าได้ฉันยินดีจ่ายไม่อั้น” จางหนี่หวังตัดสินใจทุ่มสุดตัว


            “ราคาตามนี้  ผมไม่ได้คิดค่าแรงแม้แต่น้อย  แต่จะคิดค่าโอสถเพียงอย่างเดียว” ไป่ฉียื่นกระดาษที่เขียนตัวเลขลงไป  จางหนี่หวังถึงกับหน้าซีดกับราคาที่ต้องจ่ายเลยทีเดียว


            “นะ....นี่มัน 7 ใน 10 ส่วนของทรัพย์สินที่ฉันมีเลยนะ  ถ้าบวกค่าแรงฉันคงหมดตัวแน่ ฮา ฮา  นี่ไม่ได้ปล้นฉันใช่ไหม” จางหนี่หวังหัวเราะแห้ง ๆ เธอไม่คิดว่าราคาที่ต้องจ่ายจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้


            “งั้นก็ตามผมมานี่  มีอะไรจะให้ดู” ไป่ฉีเปิดประตูมิติและเชื้อเชิญให้จางหนี่หวังเดินตามเขาเข้าไป


            หลังจากผ่านประตูมิติเข้าไป  จางหนี่หวังพบว่าสถานที่อีกด้านเป็นถ้ำ  เพียงแต่มีลักษณะเป็นห้อง  มีโต๊ะหินอ่อนกับชุดน้ำชาโบราณที่มีลวดลายสวยงาม  มีทางออกเพียงทางเดียว  ดูเหมือนจะเป็นบันไดสำหรับเดินลงไป  แต่สิ่งที่เธอสัมผัสได้ตั้งแต่มาถึงคือปราณธรรมชาติที่หนาแน่นอย่างที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน


            “สถานที่นี้คือที่ใดกัน  ทำไมปราณธรรมชาติถึงหนาแน่นขนาดนี้” จางหนี่หวังกล่าวด้วยความตื่นเต้น


            “ถ้ำพำนักเทพกระบี่  ตามผมมา  ผมจะให้ดูสมุนไพรที่เราจะใช้ในครั้งนี้” ไป่ฉีเดินนำจางหนี่หวังลงบันไดไป


            หลังลงบันไดมา  จางหนี่หวังพบกับทางเดินกว้างและยาวลึกเข้าไปสุดสายตา  โดยทั้ง 2 ข้างนั้นมีประตูนับไม่ถ้วนเรียงกันอยู่  เธอได้แต่เดินตามอวี้กงไปยังห้อง ๆ หนึ่ง


            “ที่นี่แหละ” หลังไป่ฉีเปิดประตูออก  ไอร้อนที่แผ่ออกมา  ทำเธอเกือบหน้ามืด  ตรงหน้าเธอคือห้องทีเต็มไปด้วยหินที่แดงจนแทบจะกลายเป็นลาวา  หากแต่มีสิ่งที่มันไม่เข้ากันอยู่  มันคือต้นพืชเล็ก ๆ ที่มีดอกสีแดงราวกลับเปลวเพลิงขึ้นตามหินสีแดงเหล่านั้นเต็มไปหมด


            “นี่คือ…..” จางหนี่หวังถาม


            “ดอกศิลาอัคคี  ขึ้นบนบริเวณที่เป็นหินร้อนมีอุณหภูมิสูงจนเกือบหลอมละลาย และต้องมีปราณหยางธรรมชาติรวมตัวกันอย่างหนาแน่น  เป็นสมุนไพรหยางรุนแรง  ใช้ปรุงโอสถหยางรุนแรง” หลังพูดจบไป่ฉีก็ปิดประตู  ก่อนจะพาเดินไปอีกห้อง  ซึ่งห่างจากห้องเมื่อครู่แค่ห้องเดียว  ก่อนจะเปิดประตูห้องนั้นขึ้น


            เมื่อประตูถูกเปิดออก  จางหนี่หวังก็เห็นทั้งห้องเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง  ซึ่งมีพืชต้นเล็ก  มีลำต้นสีน้ำเงิน  ใบสีฟ้า และดอกของมันที่กลีบดอกบางและใสราวเกล็ดน้ำแข็ง  เธอจึงหันไปหาอวี้กงเพื่อต้องการคำอธิบาย


            “นี่คือดอกเหมันต์ ขึ้นบริเวณที่มีหิมะหรืออากาศเย็นจัดตลอดปี และต้องมีปราณหยินรวมตัวกันอย่างหนาแน่น  เป็นสมุนไพรหยินรุนแรง  ใช้ปรุงโอสถหยินรุนแรง” พูดจบ  ไป่ฉีก็ปิดประตูลง


            “ทีนี้  ขอถามประมุขจางว่า  ราคาโอสถที่ผมเสนอไปนั้นเป็นธรรมรึไม่” ไป่ฉี


            “นี่นับว่าถูกมาก  สมุนไพรเหล่านี้ถูกบันทึกไว้แค่ในตำราโบราณเท่านั้น  แต่ทำไมกันล่ะ  ทั้ง ๆ ที่มีสถานที่ตรงตามเงื่อนไข  กลับค้นหาพวกมันไม่เจอแม้แต่ต้นเดียว  ตัวฉันเคยส่งคนออกไปค้นหาหลายครั้งแล้วไม่เห็นจะเจอ” จางหนี่หวังกล่าว


            “เพราะปราณไม่บริสุทธิ์พอที่จะให้พวกมันเติบโตไงล่ะ  เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดกันคงยาว  แต่ภูเขาไฟที่ทวีปวิหคสีชาด  มีขึ้นอยู่บ้าง  ลึกลงไปจากปากปล่องสัก 1 กิโลเมตรน่ะ” ดีดนิ้วอีกครั้ง  ทุกอย่างรอบตัวของจางหนี่หวังก็เบลอ  ก่อนที่จางหนี่หวังจะพบว่าเธอกลับมาที่สนามประลองในสมาคมการค้าตะวันจันทราอีกครั้ง


            “จะเริ่มได้เมื่อไหร่” จางหนี่หวังถาม


            “เมื่อผมเตรียมความพร้อมในส่วนของขั้นตอนที่ 3 พร้อมแล้ว  ถึงตอนนั้นจะให้ผู้อาวุโสแจ้งกับคุณอีกทีหนึ่ง” ไป่ฉีตอบ


            “เข้าใจแล้ว  ส่วนเงินนั้นฉันขอเวลาสักหน่อย  อาจจะต้องเปลี่ยนทรัพย์สินบางส่วนไปเป็นเงินสดซะก่อน” จางหนี่หวังกล่าว


            “ตกลงตามนั้นครับ” ไป่ฉีกล่าวจบก็หายตัวไปต่อหน้าจางหนี่หวังทันที


            'ถ้ำพำนักเทพกระบี่  เพราะฝึกตนที่นั่นสินะ  ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น  ตอนไปที่นั่นเมื่อครู่เราลองดูดซับลมปราณดู  พบว่าการบ่มเพาะที่หยุดนิ่งมานานเริ่มมีความก้าวหน้า  หลังจากนี้จะลองเจรจาขอไปฝึกที่นั่นดีไหมนะ  แต่ว่าเขาเป็นใครในวงการบันเทิงกัน  ถึงสามารถเห็นฉันที่ทำงานในออฟฟิศของ LSA ได้' จางหนี่หวังคิด

    ______________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ