กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 เขาคือคนของพวกเรา

            บทที่ 75 เขาคือคนของพวกเรา

            เมื่อมองดูเงาดำที่ดูน่ากลัวหลายสิบร่างในระยะไกลใบหน้าของฉู่อวิ๋นก็เริ่มจริงจังขึ้นมา เขาใช้แขนเสื้อเช็ดเลือดออกจากใบหน้า

            เลือดทั้งหมดที่เปื้อนตัวเป็นของนักรบกลุ่มหมาป่าส่วนฉู่อวิ๋นไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

            ความจริงแล้วนี่เป็นครั้งที่สองที่ฉู่อวิ๋นฆ่าคน ทั้งยังฆ่าอย่างต่อเนื่องร่างกายของเขาเปื้อนไปด้วยเลือด กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลไปในอากาศเขาไม่เพียงรู้สึกมีความสุข แต่ยังมีไฟที่ลุกโชนอยู่ในใจด้วย

            อย่างที่เริ่นหู่พูดเอาไว้ที่แห่งนี้พลังมีสิทธิ์ในทุกอย่างและสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งพูดคือความชอบธรรมเป็นที่สุด

            ถ้าในวันนี้ฉู่อวิ๋นยังไม่ผ่านระดับหกของขอบเขตควบแน่นพลังปราณคนที่จะถูกทรมานและสังหารในคืนนี้ ก็คือตัวเขาเอง

            ในเวลานี้เงาดำในระยะไกลเริ่มเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉู่อวิ๋นขมวดคิ้วแน่นขึ้น

            เขามองย้อนกลับไปที่มู่หรงซินบนถนนก่อนตัดสินใจตะโกนว่า “มีนักรบพุ่งมาจากระยะไกลข้ารู้สึกว่ามีนักรบสองสามคนที่มีพลังมาก พวกเขาพุ่งเป้ามาที่ข้า!เจ้ารีบพาเสี่ยงหวงหนีไป!”

            เมื่อได้ยินดังนั้นมู่หรงซินก็ยังคงเฉยเมยด้วยสายตาที่เฉียบแหลมของนางย่อมสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุ่มซ่อนอยู่แต่นางจะทิ้งฉู่อวิ๋นและจากไปเพียงลำพังได้อย่างไร?

            “อยากไล่ข้าไป? ไม่มีทาง!อย่าลืมสิว่าข้าก็เป็นนักรบระดับเจ็ดของขอบเขตควบแน่นพลังปราณด้วย ข้าไม่ใช่คนขี้ขลาดอย่ามาดูถูกข้าเชียว!” มู่หรงซินกัดฟันกรอดและกระโดดขึ้นไปบนหลังคาใช้มือขวาวาดธนูตามจันทร์ออกมากลางอากาศ แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม

            เมื่อเห็นคนงามปรากฏตัวขึ้นข้างๆและยืนกรานจะร่วมสู้ ฉู่อวิ๋นก็รู้สึกอบอุ่นในใจและไม่พูดอะไรอีก เขาก้าวไปข้างหน้ามู่หรงซินและพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ก็ได้ หากพวกเขาต้องการแย่งเจ้ากับเสี่ยวหวงไปก็ต้องก้าวข้ามศพข้าไปเสียก่อน!”

            “ควั่บ!”

            หลังจากพูดจบกระบี่ชื่อยวนก็ถูกชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังปราณของฉู่อวิ๋นเพิ่มขึ้นราวกับเทพสงครามที่ไม่ยอมแพ้ใคร!

            “อืม...ข้า...ข้าเชื่อเจ้า!”เมื่อมองดูร่างสูงใหญ่และยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าดวงตาคู่งามของมู่หรงซินก็ไหวระริก หัวใจของนางเต้นแรงระรัวชายคนนี้ให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความยุติธรรม นางรู้ดี

            จากนั้น ดวงตาของมู่หรงซินก็หรี่ลงวางเสี่ยวหวงบนไหล่ ยกคันธนูตามจันทร์ด้วยมือซ้ายใช้มือขวาจับเชือกแล้วยิงลูกศรเหล็กออกไปสามดอก ลูกศรบินพุ่งไปในอากาศพลังปราณพุ่งตรงไปยังข้างหน้า

            “มาแล้ว!”

            ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินยืนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังพร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อ!

            “ฟิ้ว——”

            ครู่ต่อมา มีร่างหลายสิบร่างลอยข้ามหลังคามาในอากาศและหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉู่อวิ๋น แม้ว่าคนเหล่านี้จะมาแบบฉุกละหุกแต่ฝีก้าวของพวกเขาก็เป็นอิสระและเรียบง่าย พอจะมีวินัยอยู่บ้าง

            “ไอ้หยา ทำไมพวกเจ้าสองคนถึงได้ดูดุขนาดนี้?”

            เมื่อความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายบรรยากาศเคร่งเครียดในทันที

            “เอ่อ? นั่นพี่เฟิงหรือ?” ฉู่อวิ๋นผ่อนคลายลง เขาประหลาดใจเล็กน้อยที่แท้เงาดำหลายสิบร่างล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่มมังกรเหล็กเขาคิดว่าเป็นกำลังเสริมจากกลุ่มหมาป่าเสียอีก

            “นี่ ระวังอย่าทำร้ายคนของตัวเองเข้าเล่า” เฟิงเยี่ยนยกยิ้มอย่างสบายๆจากนั้นมองไปที่ฉู่อวิ๋น มองเห็นศพนอนเกลื่อนอยู่รอบๆ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น จึงตกใจมาก

            ถัดจากเขา สมาชิกคนอื่นๆของกลุ่มมังกรเหล็กก็ตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดจากฉู่อวิ๋นเพียงคนเดียวนักรบตัวน้อยในระดับหกของขอบเขตควบแน่นพลังปราณ

            “ทำไมท่านถึงเพิ่งจะมากัน? เมื่อกี้พวกเราเกือบจะ...” มู่หรงซินอยากจะบ่นที่ทุกคนมาช้าแต่พลันคิดได้ว่าฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อคือกลุ่มหมาป่า นางก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

            พวกเขามากกว่ายี่สิบคนไม่สามารถปล้นฆ่าเป้าหมายได้ทั้งยังกลับถูกฉู่อวิ๋นเพียงคนเดียวสังหารสิ้น เลือดสาดกระเซ็น กลิ่นคาวคละคลุ้งร่างไร้วิญญาณนอนนิ่งทั่วมุมถนน

            หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปย่อมเป็นข่าวใหญ่ปิดไม่มิดแน่นอน น่าตกใจถึงเพียงนี้

            “อืม... ดูจากสถานการณ์แล้ว พวกเรามาสายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วการฝึกฝนของจอมยุทธ์ฉู่นั้นเกินคาดจริงๆฆ่าคนในกลุ่มหมาป่าไปกว่ายี่สิบคนได้ด้วยตัวคนเดียวแม้จะเป็นข้าที่อยู่ระดับเก้าก็ทำไม่ได้” เฟิงเยี่ยนกล่าวยกย่องและแอบพยักหน้า

            นักรบทุกคนก็ประหลาดใจเช่นกันพรสวรรค์ของฉู่อวิ๋นช่างพิเศษเหนือใคร เมื่อถึงเวลาอนาคตของเขาไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน

            “น่าเสียดายที่หัวหน้าหนีไปได้!”ใบหน้าของฉู่อวิ๋นไร้ซึ่งความตื่นเต้น เขาวางกระบี่ชื่อยวนลงแล้วถอนหายใจเบาๆด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเสียใจ

            เมื่อครู่ เขาสามารถฆ่าเริ่นหู่ได้ด้วยกระบี่เดียวทว่าเริ่นหู่เจ้าเล่ห์นัก ไม่คิดว่าอีกคนจะมีอาวุธหนีตายเช่นนั้นพกติดตัว

            ปล่อยพยัคฆ์คืนไพรภายภาคหน้าไม่อาจสงบสุข

            “ฮ่าๆ ใครบอกกัน?” เมื่อเห็นท่าทางผิดหวังของฉู่อวิ๋นเฟิงเยี่ยนก็หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ปรบมือให้สมาชิกที่ยืนรั้งท้ายนำตัวชายที่เปื้อนไปด้วยเลือดออกมา

            คนคนนี้ฉู่อวิ๋นคุ้นเคยมากเขาคือเริ่นหู่ที่หลบหนีไปเมื่อครู่

            “เป็นเจ้า!?” ฉู่อวิ๋นจ้องมองด้วยแววตาวาวโรจน์และเดินเข้าไปหาความคิดเข่นฆ่าพุ่งขึ้นมาในใจ

            เมื่อเห็นดังนั้น เริ่นหู่ที่ถูกผลักลงไปที่พื้นก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

            เดิมทีเขาอยากใช้ประโยชน์จากควันแล้วหนีไปแต่ไม่คิดว่าตนเองจะโชคร้ายเจอสมาชิกกลุ่มมังกรเหล็กจับกลับมาอีกครั้ง

            ด้วยความแข็งแกร่งของเริ่นหู่ในระดับเก้าของขอบเขตควบแน่นพลังปราณเขาไม่มีโอกาสชนะเฟิงเยี่ยนเลยสักนิดดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนนและถูกจับตัวอีกครั้ง

            “เจ้าหนู เจ้าอย่ารังแกคนเกินไปนัก!วันนี้เจ้าฆ่าคนของกลุ่มหมาป่าเราไปไม่น้อยหัวหน้ากลุ่มเราไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่! เจ้าไม่มีทางอยู่ได้อย่างสงบสุขหรอก!”แม้ว่าเริ่นหู่จะกลัวมากแต่ยังคงแสร้งข่มขู่ฉู่อวิ๋น

            “ข้าจะเป็นอยู่อย่างไรเจ้าไม่ต้องมาใส่ใจแต่เป็นเจ้าที่เกรงว่าคงไม่มีชีวิตให้อยู่อย่างสงบสุขที่ว่านั่นแล้ว”

            ฉู่อวิ๋นพูดอย่างเฉยเมยยกฝ่ามือขึ้นแล้วกดลงบนหัวของเริ่นหู่ ทำให้เขาสั่นไปทั้งตัว แววตาหวาดกลัว แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนต่อไป

            ทว่าเขาถูกนักรบสองคนจับตัวไว้ให้นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่สามารถขยับได้ ได้แต่รอให้ฉู่อวิ๋นจัดการเท่านั้น

            หลังจากนั้นไม่นานในที่สุดเริ่นหู่ก็หมดแรงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ปล่อย...ปล่อยข้า! ไอ้หนูพี่...พี่ชายของข้าเป็นรองหัวหน้า คำพูดมีน้ำหนัก ขอแค่วันนี้เจ้าไม่ฆ่าข้าข้ารับรองว่าวันหน้าเจ้าจะได้อยู่อย่างสุขสบาย!”

            ข้างๆ เขาเฟิงเยี่ยนถ่มน้ำลายอย่างเย็นชาและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าพูดดูดีนักคนเขารู้กันทั้งบางว่ากลุ่มหมาป่าของเจ้าทั้งโหดเหี้ยมทั้งดุร้าย ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าในอนาคตพวกเจ้าจะมาแก้แค้นคืนหรือไม่จอมยุทธ์ฉู่ ท่านควรฆ่าเขาเสีย!”

            เมื่อได้ยินดังนั้นฉู่อวิ๋นก็พยักหน้า จากนั้นยกฝ่ามือขึ้นแล้วตะโกน “ตายซะ!”

            แสงจากฝ่ามือพุ่งออกไปเริ่นหู่ทรุดนั่งด้วยความตกใจจนแทบจะเป็นลมอยู่รอมร่อ

            “ควั่บ!”

            แต่ทันใดนั้นเมื่อฝ่ามือของเขาเกือบจะถึงหน้าผากของเริ่นหู่ก็ถูกแสงวาบจากระยะไกลพุ่งใส่อย่างรวดเร็ว เงาหมัดทั้งสง่างามและเต็มไปด้วยพลังอันท่วมท้น

            “หืม?!” เมื่อเห็นเช่นนี้ฉู่อวิ๋นก็ตื่นตัวทันที ใช้ก้าวเงาบินลอยขึ้นไปในอากาศแล้วหันหลังถอยกลับอย่างรวดเร็ว

            พลังหมัดที่ยิ่งใหญ่ทำลายบ้านทั้งหลังด้วยเสียงดังตึงฝุ่นควันฟุ้งกระจาย แผ่นฝ้ากระเบื้องมุงหลังคาแตกละเอียดร่วงหล่นไปอยู่ที่พื้น

            “ทุกคน ระวังด้วย!” ใบหน้าของเฟิงเยี่ยนเคร่งเครียดเมื่อเห็นพลังหมัดอันน่าทึ่งนี้ เขาก็โต้ตอบและตะโกนบอกสมาชิกทุกคนทันที

            “โจรกระจอกพวกนั้นอยู่ที่ใด? พวกเจ้าหรือที่จะทำร้ายน้องข้า?!”

            มีเสียงตะโกนอันทรงพลังดังขึ้นจากไกลๆไม่นานก็ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดสีเทา คิ้วของเขาเลิกขึ้นใบหน้าถมึงทึงเคร่งเครียด พุ่งมาพร้อมพลังอันร้ายกาจแล้วหยุดอยู่ที่หลังคาฝั่งตรงข้าม

            “พี่...พี่ใหญ่! ช่วยข้าด้วย!” เมื่อเห็นชายในชุดสีเทาปรากฏตัวดวงตาของเริ่นหู่ก็เป็นประกายระยับแม้จะถูกจับเป็นตัวประกันแต่ก็ยังพยายามดิ้นรนต่อไป พร้อมแสดงสีหน้าประหลาดใจ

            ชายคนนี้คือ เริ่นอวี่สิงรองหัวหน้าของกลุ่มหมาป่าการฝึกฝนของเขาได้มาถึงระดับสี่ของขั้นมหาสมุทร ซึ่งสูงกว่าทุกคน ณ ที่นี้

            “รีบส่งน้องชายข้าและเด็กสารเลวคนนั้นมา! ไม่เช่นนั้นกลุ่มมังกรเหล็กของเจ้าคงได้สิ้นชื่อในวันนี้!” เริ่นอวี่สิงพูดอย่างเย็นชาหมัดของเขาเปล่งแสงด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัว

            “ฮ่าๆ เกรงว่าจะไม่ได้นะ! ทุกคน ปกป้องฉู่อวิ๋น!”เฟิงเยี่ยนตะโกนและต้องการรวมกลุ่มอีกครั้งนักรบทุกคนในกลุ่มมังกรเหล็กเชื่อฟังคำสั่งทันทีรีบสร้างกำแพงมนุษย์ล้อมรอบฉู่อวิ๋นและเริ่นหู่

            แม้ว่าเฟิงเยี่ยนจะเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับสองของขั้นมหาสมุทรแต่เมื่อระดับพลังยุทธ์เพิ่มขึ้น ระยะห่างระหว่างแต่ละระดับของขั้นนั้นๆก็จะกว้างมากขึ้น การต่อสู้ข้ามระดับก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

            เริ่นอวี่สิงเป็นนักรบระดับสี่ขั้นมหาสมุทรเฟิงเยี่ยนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา หมากในมือเพียงตัวเดียวในตอนนี้ก็คือเริ่นหู่

            ตราบใดที่อยู่ใกล้เริ่นหู่มากพอที่จะปลิดชีพเขาเริ่นอวี่สิงก็จะไม่ทำการวู่วาม

            “หึ เจ้าคิดว่าอยู่ใกล้เจ้าเด็กคนนั้นแล้วข้าจะทำอะไรไม่ได้หรือ? เชื่อสิว่าข้าสามารถเอาชีวิตพวกเจ้าได้เพียงแค่ดีดนิ้วเดียว!”เริ่นอวี่สิงกระโดดขึ้นไปบนหลังคาฝั่งเฟิงเยี่ยนอย่างง่ายดาย และค่อยๆเดินไปหาฉู่อวิ๋นพร้อมกับไอสังหารและพลังหมัดอันแรงกล้า

            เมื่อมองดูเริ่นอวี่สิงที่สูงตระหง่านตรงหน้าสีหน้าของทุกคนก็จริงจังขึ้น แต่ยังคงยืนตัวตรงอย่างไม่หวาดกลัว

            โดยเฉพาะเฟิงเยี่ยนในฐานะนักรบขั้นมหาสมุทรเพียงคนเดียว ณ ที่นี้เขาเป็นหัวหน้าและยืนอยู่ด้านหน้าสุด มุ่งมั่นที่จะปกป้องพี่น้องของเขาจนตาย!

            “พวกท่าน...”ฉู่อวิ๋นรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก ภาพตรงหน้านี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกินตอนที่เขาบุกประตูเมืองก็มีเหล่าผู้เฒ่ามาคอยปกป้องตอนนี้เขาก็มีสหายผู้ภักดีที่รู้จักกันเพียงผิวเผิน ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องเขา!

            เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ฉู่อวิ๋นก็กัดฟันและพูดว่า “ข้าเป็นคนทำข้าก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบกลุ่มหมาป่ามาที่นี่เพราะข้า พวกท่านไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อข้าหรอก!”

            “ได้ยินหรือไม่? เด็กนั่นกำลังจะบอกให้เจ้าไสหัวไป ทำไมถึงยังไม่รีบไปอีก? อยากให้ที่นี่มีเลือดเจ้าเปื้อนเข้าไปด้วยหรือ?” เริ่นอวี่สิงหัวเราะเยาะและเดินหน้าต่อรังสีพลังหมัดของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            “ฮ่าๆ!”

            “ฮ่าๆๆๆ!”

            ยามนี้เมื่อได้ยินคำพูดของเริ่นอวี่สิงนักรบกลุ่มมังกรเหล็กทุกคนก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้าและหัวเราะเสียงดังด้วยสีหน้าแน่วแน่และแววตาเป็นประกาย

            “ตอนนี้จอมยุทธ์ฉู่ได้เข้าร่วมกลุ่มมังกรเหล็กของเราแล้วเขาเป็นคนของพวกเรา! เขาเป็นสหายของพวกเรา! เจ้าอยากให้เราทิ้งเขาแล้วหนีไปหรือ? ไม่มีทาง!” เฟิงเยี่ยนหัวเราะอย่างภาคภูมิใจปรากฏมีดบินสองเล่มบนมือหนาหยาบกร้าน แสงใบมีดคมกริบสะท้อนเข้าตา

            “เขาเป็นสหายของพวกเรา!”

            “เขาเป็นสหายของพวกเรา!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิงเยี่ยนทุกคนก็รู้สึกกล้าหาญขึ้นมาในใจ ความกลัวที่เคยมีมลายหายไปพวกเขาทั้งหมดเดินมายังตรงหน้าฉู่อวิ๋นอาวุธทุกชนิดถูกนำออกมาเพื่อพร้อมต่อสู้จนตัวตายแม้ว่าจะต้องหลั่งเลือดเสียเนื้อก็ไม่เสียใจ!

            ดวงตาของฉู่อวิ๋นแดงก่ำเสียงหัวใจเต้นกระหน่ำดังจนได้ยินถึงหู ทั้งเขายังตื่นเต้นจนเลือดสูบฉีด!แม้แต่ริมฝีปากก็ยังถูกเขากัดจนเลือดห้อ

            “ฮ่าๆๆ โง่เขลา! โง่เขลายิ่งนัก!ตายไปแล้วความภักดีพวกนี้จะมีประโยชน์อันใด? เจ้าพวกคนโง่!” เริ่นอวี่สิงหัวเราะเยาะจากนั้นดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาและรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเขาต้องการทำลายกลุ่มมังกรเหล็กและสังหารฉู่อวิ๋น!

            “ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ-”

            ปราณหมัดพุ่งข้ามท้องฟ้าพร้อมด้วยเริ่นอวี่สิงที่พุ่งออกไปราวกับเจ้าป่าพิโรธเฟิงเยี่ยนเป็นคนแรกที่รับมือกับความรุนแรง เผยสีหน้าจริงจังเขามีพลังเพียงพอที่จะรับมือมัน!

            “ปัง!”

            ตอนนั้นเองในขณะที่เริ่นอวี่สิงกำลังจะโจมตีเฟิงเยี่ยนก็เกิดเสียงดังปังขึ้นมีร่างหนึ่งถูกพาขึ้นไปบนท้องฟ้า นั่นคือเริ่นหู่

            “อ๊ะ! น้องพี่!”เริ่นอวี่สิงมองเห็นเริ่นหู่ที่อยู่กลางอากาศจึงหยุดการเคลื่อนไหวทันทีและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในก้าวเดียวพยายามจะคว้าจับน้องชายไว้

            “สายไปแล้ว!”

            “ควั่บ!”

            หลังจากเสียงตะโกนของฉู่อวิ๋นสายรุ้งอันสดใสก็เผยโฉมบนท้องฟ้าฉายแสงแวบวาบอย่างรวดเร็วราวกับมังกรที่ทะยานสู่ท้องนภา!

            “ฉึก!”

            ช่วงเวลาครู่นั้นก่อนที่เริ่นอวี่สิงจะคว้าถึง ร่างของเริ่นหู่ก็ถูกแทงด้วยกระบวนท่ากระบี่ดาวตกหน้าอกของเขาฉีกขาด เลือดสีแดงสดไหลอาบ

            “น้องพี่!!”เริ่นอวี่สิงตะโกนด้วยความตกใจเขาไม่คิดว่าเริ่นหู่จะถูกฉู่อวิ๋นสังหารต่อหน้าต่อตาเขาเช่นนี้!

            “พวกท่าน วิ่งสิ!”

            ในเวลาเดียวกันฉู่อวิ๋นก็ตะโกนบอกให้กลุ่มมังกรเหล็กแยกย้ายกันหนี!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน