เดิมทีฉินจีเพียงแค่เป็ห่วงความปลอดภัยของซ่งไป่หลางจึงได้แยกตัวออกจากกลุ่มมาฝึกฝนบริเวณใกล้เคียงกับน้ำตกลมปราณแม้ว่ากลุ่มของนางจะคัดค้านและกล่อมให้นางตามกลับไปด้วยกันแต่ฉินจีกลับปฏิเสธโดยไม่บอกเหตุผลอย่างไรก็ตามด้วยความแข็งแกร่งของนางไม่มีใครกล้าเอ่ยว่านางไม่สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยตัวคนเดียวได้
จากความเป็ห่วงในคราแรกกลับกลายเป็ความประหลาดใจและสนอกสนใจยิ่งนานเข้าความรู้สึกประหลาดใจของนางที่เกิดจากซ่งไป่หลางก็ยิ่งทวีมากขึ้นเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงสามารถทนรับแรงกดดันจากน้ำตกลมปราณที่มีแต่ระดับเที่ยงแท้จึงจะทนรับได้เขายังมีความเข้าใจเคล็ดวิชาของนิกายบัว์ที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิงเทคนิคการใช้วิชาของเขานับได้ว่าเปิดหูเปิดตาให้แก่นางเป็อันมาก
ในที่สุดนางไม่สามารถทนความอยากรู้อยากเห็นได้ไหวจึงเข้าไปพูดคุยกับซ่งไป่หลางพบว่าเด็กหนุ่มไม่เพียงลักจำเคล็ดวิชายังนำมาดัดแปลงใหม่ ทำให้เคล็ดวิชาที่น่าจะสมบูรณ์อยู่แล้วกลับพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งหากนางประเมินไม่ผิดวิชาฝ่ามือบัว์ที่เด็กหนุ่มใช้มีระดับเทียบเท่าวิชาขั้นสูงแม้ว่ามันจะเป็เพียงวิชาขั้นกลางเท่านั้น
เป็เพราะเซี่ยหยางอนุญาตซ่งไป่หลางจึงไม่คิดจะหวงวิชา สำหรับฉินจีแล้วนางมีความจริงใจต่อเขายิ่งนักดังนั้นเขาจึงเปิดเผยเื่วิชาที่เซี่ยหยางแนะนำต่อเขาให้นางอีกทอดหนึ่ง
“ศิษย์พี่ฉินฝึกวิชาฝ่ามือบัว์ถึงระดับสี่ได้แล้วนับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก”ซ่งไป่หลางเอ่ยชมเมื่อเห็นฉินจีร่ายรำวิชาฝ่ามือบัว์ออกมา
ฉินจีฝืนยิ้มส่ายหน้า “วิชาฝ่ามือบัว์นั้นเป็วิชาที่ศิษย์ฝ่ายนอกใช้กันหลังจากข้าเข้ามาอยู่ฝ่ายในและได้รับเคล็ดวิชาที่ดีกว่าก็ได้ละทิ้งการฝึกฝนจนมันหยุดนิ่งหากฝึกถึงระดับสิบวิชานี้สามารถก่อให้เกิดภาพมายาดอกบัว์ได้ ประสิทธิภาพเทียบเท่าวิชาขั้นสูงแต่กว่าจะฝึกถึงระดับสิบต้องใช้เวลายาวนานหลายปีสู้ฝึกวิชาขั้นสูงแทนยังได้ผลดีกว่า”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า“แต่สำหรับวิชาฝ่ามือบัว์ที่เ้าพัฒนาขึ้นนับว่าแตกต่างลำพังตัวเคล็ดวิชาเองอาจเทียบเท่าได้กับเคล็ดวิชาขั้นสูงหากฝึกฝนถึงระดับสิบไม่แน่ว่ายังเหนือล้ำยิ่งกว่าวิชาขั้นสูงของข้า”
หลังจากอยู่ด้วยกันระยะหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาขึ้นจนเรียกขานกันเป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องสำหรับฉินจีนางรู้ดีว่าอีกไม่นานซ่งไป่หลางก็จะต้องกลายเป็ศิษย์ของนิกาย ด้วยความสามารถของเขาที่นางได้เห็นแม้ว่าพลังของเขาจะยังต่ำไปเล็กน้อยแต่หากมีเวลาอีกระยะหนึ่งเขาจะต้องกลายเป็ศิษย์ฝ่ายในได้อย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่ฉินลองใช้วิชาขั้นสูงให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”อยู่ๆซ่งไป่หลางก็เอ่ยขอออกมา
ฉินจีประหลาดใจเล็กน้อยแต่กลับพยักหน้าในตอนสุดท้าย“นี่คือเคล็ดวิชาขั้นสูงของธาตุไฟดัชนีบัวเพลิง”เมื่อเอ่ยจบปลายนิ้วของนางก็ปรากฏลมปราณหลอมรวมเป็รูปดอกบัวก่อนจะบานออกแล้วกลายเป็ประกายแสงพุ่งทะยานเข้าใส่ม่านน้ำตก
ซ่งไป่หลางนิ่งงันไปชั่วครู่ฉินจีคิดว่าเขากำลังตกตะลึงกับพลังของเคล็ดวิชาขั้นสูงทว่าเมื่อซ่งไป่หลางเอ่ยออกมานางก็ต้องเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ
“ศิษย์พี่ฉิน วิชาขั้นสูงที่ท่านใช้ยังไม่สมบูรณ์จะรังเกียจหรือไม่หากข้าชี้แนะท่าน”คำพูดเหล่านี้ซ่งไป่หลางพูดไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์แต่คนที่มีแผนการกลับเป็เซี่ยหยางที่เป็คนถ่ายทอดเื่ราว เขาจงใจบอกให้ซ่งไป่หลางขอให้ฉินจีแสดงวิชาขั้นสูงให้ดูจากนั้นจึงบอกวิธีพัฒนามันให้ซ่งไป่หลางรับรู้แน่นอนว่าซ่งไป่หลางย่อม้าแบ่งปันให้ฉินจีทราบด้วยแต่ด้วยศักดิ์ศรีของผู้มีพลังเหนือกว่า เซี่ยหยางอยากรู้ว่าฉินจีจะยอมรับความหวังดีของศิษย์ตนหรือยึดถือศักดิ์ศรีไม่ยอมรับฟังอันใดเื่นี้จะช่วยให้มันสามารถตัดสินทัศนคติและตัวตนของนางได้
ฉินจีมีสีหน้าลำบากใจรู้ดีว่าตนเองย่อมไม่เชื่อถืออีกฝ่ายแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธให้อีกฝ่ายเสียกำลังใจ “ย่อมได้ เชิญศิษย์น้องชี้แนะ”
ซ่งไป่หลางมีสีหน้ายินดีรีบเอ่ยว่า“วิชาของศิษย์พี่ดัชนีบัวเพลิงแท้จริงแล้วมิได้เป็วิชาธาตุไฟแต่เป็วิชาผสานระหว่างธาตุไฟและลม ตัวดัชนีเดิมทีรุนแรงรวดเร็วแต่หากผสานธาตุลมจะทำให้สามารถพลิกแพลงได้ทั้งระยะและวิถีการโจมตี แต่การจะใช้งานต้องควบคุมให้ดีไม่เช่นนั้นหากพลังสองธาตุผสานกันผิดพลาดจะทำให้มันะเิและเป็อันตรายต่อผู้ใช้เอง”
ฉินจีได้ฟังจากที่คิดไม่เชื่อถือกลับเริ่มรู้สึกถึงความเป็ไปได้หากสามารถพลิกแพลงวิชาดัชนีได้จะทำให้นางต่อสู้ได้ง่ายขึ้นมาก อย่างไรก็ตามอันตรายจากการทดลองวิชาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้ฉินจีระงับความตื่นเต้นลงแล้วเริ่มรวบรวมสมาธิ ปลายนิ้วปรากฏดอกบัวลมปราณขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เคล็ดวิชาดัชนีบัวเพลิง
ซูม!! ครานี้พลังดัชนีพุ่งโค้งราวกับจุดพลุดวงตาของฉินจีเบิกกว้างด้วยความตื่นใระคนยินดี แม้การควบคุมจะทำได้ยากลำบากอย่างมากแต่เื่แบบนี้ไม่ใช่ว่าฝึกกันไม่ได้ขอเวลานางเพียงหนึ่งเดือนการควบคุมย่อมแม่นยำมากพอจะนำมาใช้ได้จริงสิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือนางสามารถทำให้ดัชนีของตนโจมตีในวิถีที่แตกต่างกันได้ความเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลในการต่อสู้
“ด้วยเทคนิคนี้การจะทดสอบเข้าสู่ศิษย์หลักย่อมเป็ไปได้”ฉินจีเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดีบนใบหน้า
อันที่จริงฉินจีนั้นมีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งศิษย์หลักสูงมากอยู่แล้วยิ่งนางได้พัฒนาเทคนิควิชาของตนความมั่นใจที่มียิ่งเปี่ยมล้นมากขึ้นหลายขั้น
“ศิษย์น้อง ข้าฉินจีขอขอบคุณเ้าจากใจจริงสำหรับเื่นี้หากในวันข้างหน้ามีสิ่งใดที่ทำให้เ้าลำบากแล้วข้าสามารถช่วยได้ ข้าจะช่วยเหลือเ้าอย่างเต็มที่แน่นอน” ฉินจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง สำหรับนางไม่สำคัญว่าจะระดับพลังต่ำต้อยในเมื่อซ่งไป่หลางสร้างบุญคุณต่อนางนางย่อมตอบแทนเขาแน่นอน
“ศิษย์พี่ฉินไม่ต้องคิดมาก ท่านจริงใจต่อข้าข้าย่อมต้องดีต่อท่านสำหรับข้าแล้วใครดีมาข้าดีตอบ ใครร้ายมาข้าจะล้างแค้นอย่างสาสม” ซ่งไป่หลางตอบกลับ
สนทนากันอีกเล็กน้อยฉินจีจึงขอแยกไปฝึกฝนเทคนิคใหม่ส่วนไป่หลางก็ทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกฝนพลังและวิชาฝ่ามือบัว์รวมถึงวิชาท่าเท้าแปดบัวดาราไปด้วย
เวลาผ่านไปยี่สิบวัน
“เปรี้ยง” เสียงะเิดังขึ้นจากม่านน้ำตกที่ไป่หลางกำลังฝึกฝนฉินจีััได้ถึงพลังที่รุนแรงจึงทะยานร่างมาดู นางยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยว่า
“ยินดีด้วยศิษย์น้องพลังของเ้าเลื่อนถึงระดับห้าก่อกำเนิดแล้ว”
ซ่งไป่หลางยังคงยืนอยู่ตรงม่านน้ำตกดวงตาเต็มไปด้วยประกายฮึกเหิมเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนในการฝึกฝนพัฒนามาถึงสองระดับ ความเร็วในการฝึกฝนนี้นับได้ว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งแม้เซี่ยหยางจะบอกว่านี่เป็วิธีที่ช้ากว่าปกติเพราะต้องสร้างความหนาแน่นให้กับรากฐานพลังแต่สำหรับซ่งไป่หลางที่ติดอยู่ขั้นสามมานานหลายปีความเร็วระดับนี้นับว่าน่าเหลือเชื่ออย่างมากแล้ว
หลังจากทำความเข้าใจในระดับพลังของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งซ่งไป่หลางขยับกายแปรเปลี่ยนสภาวะเป็จู่โจม ใช้ท่าฝ่ามือบัว์ฟาดเข้าใส่ม่านน้ำตกท่ามกลางความตกตะลึงของฉินจีที่เฝ้ามองอยู่ เพราะทันทีที่ซ่งไป่หลางฟาดฝ่ามือออกก็มีเงาของดอกบัว์ปรากฏขึ้นเลือนรางพร้อมกับม่านน้ำตกที่ถูกแหวกออกไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง
‘เป็ไปไม่ได้หรือว่าเขาจะฝึกวิชาฝ่ามือบัว์ถึงขั้นสิบแล้ว’ ฉินจีครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้านางมั่นใจว่าฝ่ามือบัว์ของอีกฝ่ายมีความแตกต่างจากฝ่ามือบัว์ทั่วไปแต่ถึงอย่างไรก็ต้องยังไม่ถึงขั้นสิบเป็แน่
เป็อย่างที่ฉินจีคิดฝ่ามือบัว์ของซ่งไป่หลางตอนนี้ยังอยู่เพียงขั้นสามเท่านั้นเพียงแต่ว่าด้วยการชี้แนะเพื่อปรับปรุงวิชาจากเซี่ยหยางจึงทำให้วิชาฝ่ามือบัว์มีคุณสมบัติเทียบเท่าวิชาระดับมหัศจรรย์ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะจินตนาการถึงได้
“ไม่เลว วิชายิ่งระดับสูงก็ยิ่งฝึกยากแต่เ้าฝึกฝ่ามือบัว์ที่ถูกแก้ไขจนถึงขั้นสามได้ในระยะเวลาสั้นๆ นับว่ามีพร์ใช้ได้” เซี่ยหยางเอ่ยชมให้กำลังใจเด็กหนุ่ม
“ศิษย์น้องตอนนี้เ้าเพิ่มพลังจนถึงระดับห้าก่อกำเนิดแล้วย่อมสามารถก้าวเข้าสู่ตำแหน่งศิษย์สายนอกอย่างเต็มภาคภูมิทั้งด้วยวิชาที่เ้าฝึกฝนไม่แน่ว่าหากฝึกเพิ่มอีกสักหนึ่งหรือสองปีอาจสามารถก้าวสู่ตำแหน่งศิษย์สายในได้” ฉินจีเอ่ยอย่างชื่นชม
“สำหรับตอนนี้ พวกเรากลับไปยังนิกายกันเถอะ”
ซ่งไป่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย คำชวนของฉินจีไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจแต่เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่ตำแหน่งศิษย์สายนอกหรือการได้รับการยอมรับเล็กๆน้อยๆจากผู้คน“ศิษย์พี่ฉินที่ผ่านมาข้าต้องขอบคุณท่านจากใจจริงสำหรับความเป็ห่วงที่ท่านมอบให้แต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ฝึกฝนที่นี่ต่อ ท่านเองก็เห็นว่าน้ำตกลมปราณส่งผลดีสำหรับข้าเป็อย่างมากดังนั้นข้าขอเลือกฝึกที่นี่ไปเรื่อยๆก่อน ส่วนท่านไม่จำเป็ต้องห่วงข้าล่วงหน้ากลับนิกายไปก่อนเถอะ”
ฉินจีชะงักไปเล็กน้อยรู้สึกจนใจที่จะเอ่ย ในคราแรกนางกังวลถึงความปลอดภัยของอีกฝ่ายเพราะหุบเขาต้องห้ามเต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจอันตรายแต่เมื่อตระหนักได้ว่าครั้งแรกที่เจอกันอีกฝ่ายมีวิธีการประหลาดทำให้นางเกือบจะค้นหาตัวตนไม่พบก็รู้ได้ว่าตนคิดผิดซ่งไป่หลางมีวิธีการที่จะเอาตัวรอดได้ อีกทั้งน้ำตกลมปราณก็ส่งผลดีต่อเขาจริง
“ข้าเข้าใจแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกันข้าจะอยู่ที่นี่ต่อจนกว่าเ้าจะฝึกถึงขั้นหกก่อกำเนิดจากนั้นข้าจะกลับไปยังนิกายแต่จะกลับมาอีกเป็ระยะ อันที่จริงข้าเองก็ยังมีบางเื่อาจต้องพึ่งพาเ้า”นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็อัจฉริยะเื่การปรับปรุงแก้ไขวิชาหากนางกลับไปรับการทดสอบจนได้เข้าเป็ศิษย์หลักนางจะมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาขั้นสูงเพิ่มขึ้นและถึงตอนนั้นนางหวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยชี้แนะนางอีกครั้ง
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่เข้าใจ” ซ่งไป่หลางพยักหน้าให้อีกฝ่าย ‘ท่านอาจารย์ตัวข้าในตอนนี้สามารถลงไปฝึกฝนยังน้ำตกชั้นถัดไปได้หรือไม่’ ด้วยความฮึกเหิมในพลังเขารู้สึกอยากจะทะยานลงไปยังน้ำตกั์ที่อยู่ชั้นถัดไปขนาดของมันยังใหญ่กว่าชั้นนี้สามถึงสี่เท่า
“อย่าได้ทะนงตนเกินไปนักชั้นถัดไปหากเป็คนทั่วไปต้องมีพลังขั้นห้าเที่ยงแท้เป็อย่างน้อยเ้าในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอ หรือหากเ้าอยากจะลอง เ้าอาจจะยืนหยัดได้ประมาณสิบชั่วลมหายใจจากนั้นความเ็ปจะทำให้เ้าทรมานจนไม่อาจทนทาน หากคิดว่าตนเองแน่ก็ลองลงไปรับชะตากรรมดู” เซี่ยหยางหัวเราะในความคิดของเด็กหนุ่ม
‘อาจารย์ ท่านหมายความว่าร่างกายของข้ายังทนได้แต่จิตใจของข้าไม่อาจทนต่อความเ็ป’ซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ความทรมานนั้นไม่ใช่เื่ที่คนธรรมดาจะทนรับไหวแต่หากเป็เื่ร่างกายของเ้าข้าขอยืนยันว่าน้ำตกลมปราณระดับนี้ยังไม่นับว่าสามารถฆ่าเ้าได้ เพียงแต่หากเ้าขาดสติเพราะทนรับความเจ็บไม่ไหวมันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะลงไปเพราะเ้าก็ไม่สามารถฝึกฝนได้อยู่ดี”เซี่ยหยางตอบ
“อาจารย์ ท่านประเมินพลังข้าต่ำไป” ซ่งไป่หลางเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดบนใบหน้า “ศิษย์พี่ฉิน ข้าขอตัว”
สิ้นคำร่างของซ่งไป่หลางก็ทะยานลงไปยังชั้นน้ำตกเบื้องล่างทั้งเซี่ยหยางและฉินจีต่างอุทานออกมาด้วยความไม่คาดคิด ฉินจีรู้สึกใอย่างมากเพราะชั้นน้ำตกถัดไปต่อให้เป็นางก็ไม่มีปัญญาช่วยดึงเขาออกมาได้พลังของนางอยู่ที่ขั้นหนึ่งเที่ยงแท้ ไม่สามารถรับพลังจากน้ำตกชั้นนั้นได้เด็ดขาด
เซี่ยหยางคิดไม่ถึงว่าศิษย์ของตนจะกล้าเมินเฉยต่อคำขู่ของตนแต่ไม่ได้รู้สึกเป็ห่วงอันใดมากนัก ดีเสียอีกปล่อยให้ศิษย์ได้รับผลจากการไม่ประมาณตนเองเสียบ้างจะได้ลดความห้าวเหิมลงสักหน่อยจากนั้นมันค่อยยื่นมือช่วยก็ยังไม่สาย
ทว่าสิ่งที่เซี่ยหยางไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้นซ่งไป่หลางยืนหยัดอยู่ในม่านน้ำตกอันทรงพลังโดยไม่กรีดร้องออกมาแม้เพียงเล็กน้อย สีหน้าแม้จะซีดขาวและอึดอัดทรมานแต่กลับแสดงออกอย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคงเป็อย่างยิ่งพลังสมาธิยิ่งไม่สั่นคลอนแม้จะต้องทนทานรับความเ็ปทรมาน
‘เรารู้ดีว่าจิตใจของเ้าหนูนี่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคนทั่วไปแต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งนำหน้าร่างกายไปถึงขั้นนี้’ เซี่ยหยางถอนหายใจออกมา
“เอาเถิด แบบนี้ก็เท่ากับประหยัดเวลาไปได้มากแต่จงจำเอาไว้ไป่หลาง เ้าห้ามฝึกในม่านน้ำตกนี้เกินหนึ่งชั่วยาม ทุกชั่วยามให้ออกมาพักผ่อนและฝึกฝนด้านนอกเป็เวลาครึ่งชั่วยามจากนั้นจึงกลับเข้าไปฝึกฝนในน้ำตกใหม่ด้วยระดับพลังของม่านน้ำตกที่แตกต่างกันผลลัพธ์จากการฝึกฝนย่อมเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า” เซี่ยหยางเอ่ยอย่างจนใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์” ซ่งไป่หลางกัดฟันตอบรับ
เวลาหกเดือนผ่านไปแล้วที่นิกายบัว์เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เพราะเข้าใกล้สู่่สอบเลื่อนระดับศิษย์สายนอกจะมีหนึ่งร้อยคนที่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นกลายเป็ศิษย์สายในเช่นเดียวกับศิษย์สายในที่มีสิบคนมีโอกาสได้เข้าสู่การเป็ศิษย์หลัก เพื่อการเลื่อนขั้นนี้ลูกศิษย์แทบทุกคนต่างพยายามอย่างหนักในการพัฒนาตัวเองและเตรียมความพร้อมสำหรับเข้ารับการทดสอบ
“หยางเอ๋อ ตอนนี้เ้าพัฒนาตัวเองจนถึงขั้นเจ็ดก่อกำเนิดแล้วทั้งยังมีอาวุธชั้นกลางที่ได้รับจากตระกูลซ่ง จงอย่าทำให้อาจารย์และตระกูลของเ้าผิดหวังเด็ดขาด”ชายวัยกลางคนเอ่ยต่อซ่งชางหยางด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังคนผู้นี้คือผู้ฝึกสอนหูเถีย แม้ว่าจะไม่ใช่คนที่มีตำแหน่งใหญ่โตในนิกายแต่สำหรับศิษย์สายนอกแล้วเขานับว่ามีอิทธิพลอย่างมาก ปกติแล้วหูเถียผู้นี้ไม่รับคนทั่วไปเป็ลูกศิษย์เว้นแต่จะเป็อัจฉริยะหรือลูกหลานตระกูลใหญ่ นั่นจึงเป็ข้อยกเว้นสำหรับมัน
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องห่วง ศิษย์จะไม่ทำให้ผิดหวัง”ซ่งชางหยางคาดหวังอย่างมากในการสอบเข้าสู่ศิษย์สายในหลายเดือนที่ผ่านมาบิดาของมันยอมเสียทรัพย์สินไปมากมายทั้งว่าจ้างหูเถียให้ช่วยรับมันเป็ศิษย์ใกล้ชิดและจัดหาทรัพยากรในการฝึกฝนจำนวนมากมายมหาศาลมาให้ ด้วยเหตุนี้พลังฝึกตนของซ่งชางหยางจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วนับได้ว่ามีความก้าวหน้าโดดเด่นในบรรดาศิษย์สายนอก
โดยทั่วไปผู้ที่ทำการสอบเพื่อเลื่อนระดับจากศิษย์สายนอกเป็ศิษย์สายในจะมีพลังเฉลี่ยอยู่ที่ระดับหกก่อกำเนิดส่วนระดับเจ็ดนั้นมีอยู่ไม่มาก ตามสถิติแล้วคนที่มีพลังระดับนี้จะสอบผ่านทั้งหมด ดังนั้นความมั่นใจของซ่งชางหยางจึงมีสูงเป็อย่างมาก
หลังจากแยกตัวจากหูเถียซ่งชางหยางก้าวเดินกลับไปยังที่พักด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ ปากเอ่ยว่า “ข้าคือความภาคภูมิใจของตระกูลซ่งนอกจากข้าแล้วก็มีเพียงพี่ชายและซ่งเจียหลานเท่านั้นที่โดดเด่นยิ่งกว่าทว่าสักวันข้าจะโดดเด่นยิ่งกว่าอย่างแน่นอน” ซ่งชางหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรนง
หวนนึกถึงซ่งไป่หลางที่ตนเพิ่งกำจัดทิ้งไปเมื่อครึ่งปีก่อนซ่งชางหยางแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม “ขยะเช่นมันไม่คู่ควรต่อตระกูลซ่งของเราก็ถือเสียว่าข้าได้ช่วยเก็บกวาดขยะจากตระกูล”
“พี่ซ่ง ท่านกลับมาแล้ว” ชายผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาซ่งชางหยางที่แท้อีกฝ่ายเป็ลูกน้องของซ่งชางหยางที่มีส่วนร่วมในการทำร้ายซ่งไป่หลางเมื่อครึ่งปีที่แล้วมันรับใช้ซ่งชางหยางเพื่อหวังเกาะยึดอำนาจบารมีของอีกฝ่ายดังนั้นจึงทำงานให้ซ่งชางหยางอย่างไม่มีขัดข้อง
“เ้ามาก็ดีแล้ว รายงานสิ่งที่ข้าให้เ้าไปสืบมาซะ”
ชายผู้นั้นก้มหน้าแล้วรีบเอ่ยรายงาน“พี่ซ่งข้าไปสืบดูมาแล้ว ศิษย์สายนอกที่จะเข้าสอบในปีนี้มากกว่าแปดส่วนเป็ขั้นหกก่อกำเนิด มีเพียงไม่ถึงสามสิบคนที่ไปถึงขั้นเจ็ดและมีอีกบางส่วนที่เป็เพียงขั้นห้าก่อกำเนิดเท่านั้นการสอบครั้งนี้คงไม่มีอันใดให้ท่านต้องกังวลอีก”
“ดียิ่ง เท่ากับว่ามีเพียงยี่สิบกว่าคนที่จะสามารถเป็คู่ต่อสู้ให้ข้าได้” ซ่งชางหยางหัวเราะลำพองใจ
“แต่ท่านต้องระวังคนเหล่านี้เอาไว้ คนหนึ่งคือเทียนหลี่ลู่เป็คุณชายจากตระกูลเทียน ระดับพลังอยู่ที่ขั้นเจ็ดก่อกำเนิดว่ากันว่าเชี่ยวชาญทักษะวิชาต่อสู้ของตระกูลเทียนเป็อย่างมาก วิชากระบี่ตระกูลเทียนฝึกจนถึงขั้นหกนับว่ามีพร์สูงส่ง”น้ำเสียงของมันฟังดูหวาดกลัวเมื่อต้องเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าซ่งชางหยาง
“ฮึ ก็แค่คนตระกูลเทียนมันเองก็คงไม่อยากมีเื่กับข้า”ซ่งชางหยางแค่นเสียง
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น พี่ซ่ง ยังมีอีกคนหนึ่งคืออู่ลี่ลี่สตรีนางนี้ที่มาลึกลับไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงแต่กลับมีพร์ไม่อาจดูแคลน ว่ากันว่าผู้าุโท่านหนึ่งของนิกายคัดนางเข้านิกายด้วยตนเองอายุเพียงสิบสี่ปีกลับมีพลังขั้นเจ็ดก่อกำเนิดแล้ว และจากข่าวลือที่ข้าได้ยินมาดูเหมือนว่านางจะมีรูปโฉมที่งดงามมีเสน่ห์เป็อันมากแม้แต่ศิษย์สายในที่เป็ผู้ชายก็ยังให้ความสนใจในตัวนาง”
“อู่ลี่ลี่”ซ่งชางหยางเผยรอยยิ้มเยือกเย็นคล้ายมีแผนการอะไรบางอย่าง “ดียิ่งนักนางไม่เพียงเป็อัจฉริยะยังมีรูปโฉมงดงาม เช่นนี้หากพบเจอกันข้าจะต้องทำความรู้จักเอาไว้หากพูดคุยถูกคอไม่แน่ข้าอาจให้นางมาเป็ฮูหยินตระกูลซ่งของข้า นี่เท่ากับเป็การยกระดับฐานะของนางอย่างก้าวะโ”
สำหรับยุคสมัยที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่การมีภรรยาที่แข็งแกร่งโดดเด่นและมีความงดงามนับว่าเป็เป้าหมายของผู้ชายแทบทุกคน แต่หญิงสาวที่โดดเด่นนั้นใช่จะหาได้ง่ายๆอีกทั้งเมื่อโดดเด่นก็จะมีความหยิ่งผยอง ยากจะยอมสยบต่อบุรุษใด ทว่าซ่งชางหยางมั่นใจว่าด้วยชื่อของตระกูลซ่งไม่มีสิ่งใดที่เขาจะไม่ได้รับหาก้ามันจริงๆ
ภายในหุบเขาต้องห้ามฉินจีกลับมายังม่านน้ำตกลมปราณอีกครั้งหนึ่งหลังจากนางกลับไปทำธุระในนิกายเป็เวลาสองเดือนนางรู้สึกตื่นตะลึงอย่างมากเมื่อพบว่าพลังของเด็กหนุ่มตรงหน้าพัฒนาขึ้นจากขั้นห้าก่อกำเนิดมาจนถึงขั้นเจ็ดก่อกำเนิดความรวดเร็วในการพัฒนาของเขาทำให้ความมั่นใจในตัวเองของนางสั่นคลอนอย่างรุนแรง
“ท่านจะใทำไมตัวท่านเองอายุเพียงสิบแปดปียังมีพลังขั้นเที่ยงแท้ได้ ข้าอายุสิบห้าปียามนี้ยังมีพลังเพียงขั้นเจ็ดก่อกำเนิดเท่านั้นไม่แน่อาจจะก้าวสู่ขั้นเที่ยงแท้ช้ายิ่งกว่าท่านหนึ่งหรือสองปี” ซ่งไป่หลางหัวเราะเมื่อเห็นนางมีท่าทีตกตะลึง
“เ้าเอ่ยผิดแล้ว” ฉินจีส่ายหน้าอย่างจนใจ “ที่ข้าตะลึงไม่ใช่เพราะเ้าเข้าสู่ระดับเจ็ดก่อกำเนิดได้ภายในอายุสิบห้าปีแต่เป็เพราะข้ารู้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเ้าเพิ่งมีพลังเพียงระดับสี่ก่อกำเนิดเท่านั้นเท่ากับว่าภายในหนึ่งปีเ้าพัฒนาตัวเองขึ้นมาถึงสามระดับ นี่จึงนับว่าน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง”
ซ่งไป่หลางได้แต่ยิ้มแหยๆไม่กล้าบอกไปว่าแท้จริงแล้วระดับพลังแรกเริ่มของตนคือขั้นสามไม่ใช่ขั้นสี่
“จริงสิ เื่นั้นช่างมันเถอะที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะมาชวนให้เ้ากลับไปยังนิกายพร้อมกับข้าเพราะหากเรายังไม่รีบกลับไปภายในวันนี้ เกรงว่าการสมัครร่วมการสอบของเ้าคงต้องรอไปจนถึงปีหน้าแล้ว” ฉินจีเอ่ยย้ำถึงเื่สำคัญ
“เช่นนี้เอง เวลาสอบใกล้มาถึงแล้วสินะ” ซ่งไป่หลางพยักหน้า “ได้ ศิษย์พี่ข้าจะกลับไปยังนิกายพร้อมกับท่านวันนี้”